20170613 ART01 03

         หากลองละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ แล้วแหงนมองท้องฟ้าในยามค่ำคืน จะพบว่า การเห็นดาวบนฟ้าสัก ดวงกลายเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง แล้วเคยคิดไหมว่า ดวงดาวหายไปไหน

“ฟ้ามืด” ช่วยให้บางชีวิตเห็นหนทาง

         มลภาวะทางแสง ไม่เพียงบดบังการมองเห็นดวงดาวเท่านั้น ยังอาจส่งผลต่อพืช สัตว์ และระบบนิเวศอย่างน่าตกใจ เพราะพืชและสัตว์ ต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วย การหาอาหาร การพักผ่อน และซ่อนตัวเพื่อความอยู่รอดจากการถูกล่า การที่มีแสงมากไปในเวลากลางคืน ได้สร้างปัญหาให้กับวงจรชีวิตของมัน อย่างเช่น นกที่ออกหากินในตอนกลางคืน แต่เมื่อมันต้องเผชิญกับเมืองที่แสงสว่างมาก อาจทำให้มันหลงทิศทาง หรือมีผลกระทบกับการหาอาหาร และวางไข่ นอกจากนี้แมลงที่เป็นอาหารของสัตว์หลายชนิดก็ประสบกับปัญหานี้ พวกมันบินไปตามแรงดึงดูดของแสงสว่างจากไฟฟ้า ทำให้บินผิดทิศผิดทาง บินไปตาย ส่งผลกระทบกันเป็นทอด ๆ ต่อวงจรชีวิตของสัตว์อื่นอีกด้วย

         สำหรับพืช แสงที่สว่างมากจนเกินไปในเวลากลางคืน กระทบต่อการระยะเวลาในการออกดอกออกผล มนุษย์ก็เช่นกัน แสงไฟเป็นสิ่งที่รบกวนการนอนหลับ เพราะความมืดจะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮอร์โมน “เมลาโทนิน” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมระบบนาฬิกาชีวิต และมีบทบาทสำคัญในระบบการทำงานของร่างกาย ได้แก่ ปรับการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ฯลฯ แต่แสงสว่างจะไปยับยั้งการผลิตฮอร์โมนที่ว่านี้

         แสงสว่างที่มากจนเกินความจำเป็นในยามค่ำคืน ยังเป็นการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อโลกในหลายด้าน แล้วเราจะช่วยลดผลกระทบ และเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้นอย่างไร

“ฟ้ามืด” ทำโลกสวยและมีดาวเต็มท้องฟ้า

         กฟผ. ร่วมมือกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้เริ่มโครงการศึกษาและวิจัย “Dark Sky” ที่แปลงปลูกดอกเบญจมาศบนดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นแปลงการเกษตรที่ได้นำความรู้เรื่องแสง มาใช้ในการทำการเกษตร โดยใช้แสงในการยับยั้งการออกดอกเอาไว้ในช่วงเวลาหนึ่ง ด้วยการเปิดแสงไฟฟ้าคืนละ 3 – 4 ชั่วโมง จนกว่าลำต้นจะสูงเท่าที่ต้องการ จึงหยุดการให้แสง วิธีนี้จะทำให้ได้ดอกเบญจมาศที่มีก้านดอกยาว ซึ่งขายได้ราคาดี

         แต่แสงไฟที่ใช้ในแปลงเกษตรส่วนใหญ่ใช้หลอดตะเกียบ (CFL) ซึ่งจะก่อให้เกิดมลภาวะทางแสง เนื่องจากแสงที่เรืองไปบนท้องฟ้า ชักนำแมลงที่เป็นศัตรูพืชเข้าไปยังแปลงเกษตร สิ่งที่ตามมาก็คือการใช้สารเคมีเพื่อกำจัดแมลงเหล่านั้น สารเคมีที่ตกค้างในแปลงเหล่านี้ จะปนเปื้อนและส่งผลกระทบต่อพื้นที่ของเกษตรกร และระบบนิเวศในชุมชน นอกจากนี้ แสงสว่างที่เจิดจ้าเกินความจำเป็นจากแปลงเกษตร ก็ส่งกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในอุทยานแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ ด้วยเช่นกัน

         การศึกษายังพบว่า การเปลี่ยนหลอดไฟในแปลงเบญจมาศเดิมให้เป็นหลอด LED เพื่อให้แสงไฟมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับการใช้งาน จะช่วยลดค่าไฟฟ้าของเกษตรกร ช่วยประหยัดพลังงาน ในการผลิตไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และช่วยลดปัญหาในระบบนิเวศของชุมชน

         นอกจากนั้น หลอด LED ที่ลดการกระจายแสงที่กระเจิงขึ้นไปบนฟ้า ยังทำให้เขตอุทยานดอยอินทนนท์ยามค่ำคืนกลายเป็น Dark Sky ที่ท้องฟ้าที่มืดมิด ชวนให้นักท่องเที่ยวได้หลงใหลและดื่มด่ำกับดวงดาวที่พร่างพราวเต็มท้องฟ้า

          ติดตามอัพเดตเรื่องราว โครงการศึกษาและวิจัยของ Dark Sky ได้ในโอกาสต่อไป

 

เรื่อง : น.ส. ชัชญา โจนส์

เรียบเรียง : น.ส. แพรวพิสาข์ เถาลัดดา

ขอขอบคุณ ข้อมูลและภาพ จาก

www.darkskiesawareness.org

www.darksky.org

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

free-infographics.blogspot.com

http://www.gpo.or.th/Portals/6/Newsletter/RDINewsYr22No1-5.pdf