บริษัทจำหน่ายไฟฟ้าหลักของออสเตรเลีย 3 แห่ง ประกาศขึ้นค่าไฟฟ้า ร้อยละ 20 เนื่องมาจากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่า และการปรับตัวขึ้นของก๊าซธรรมชาติ

         บริษัทจำหน่ายไฟฟ้าหลัก 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท Origin , EnergyAustralia และ AGL ได้ประกาศว่า ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2560 เป็นต้นไป จะมีการปรับค่าไฟฟ้าขายปลีก โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ในรัฐออสเตรเลียใต้ ที่ต้องจ่ายค่าแก๊ส และไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,453 เหรียญ หรือเกือบ 38,000 บาทต่อปี ส่วนรัฐนิวเซ้าท์เวลล์ ลูกค้าของบริษัท EnergyAustralia จะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 19.61 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ลูกค้าของบริษัท Origin จ่ายเพิ่มขึ้น 16.1 เปอร์เซ็นต์

การปรับค่าไฟฟ้าของบริษัท EnergyAustralia ใน 3 รัฐใหญ่ คือ ควีนส์แลนด์ นิวเซ้าท์เวลล์ และท์ออสเตรเลีย ทั้งประเภทครัวเรือน และธุรกิจ

 

การปรับค่าไฟฟ้าของบริษัท Origin

เพราะอะไรค่าไฟฟ้าจึงแพงขึ้น

         บริษัท EnergyAustralia ชี้แจงว่า สาเหตุของการขึ้นค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ ว่า เนื่องมาจากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติ เนื่องมาจากการส่งออกก๊าซธรรมชาติมากขึ้น แต่ Kevin Gallagher ผู้อำนวยการบริษัท Santos ยักษ์ใหญ่ด้านก๊าซธรรมชาติของออสเตรเลีย แย้งว่า สาเหตุที่ราคาก๊าซสูงขึ้น ไม่ได้มาจากการส่งออก แต่มาจากความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่มากขึ้นของรัฐควีนส์แลนด์ ขณะที่แหล่งก๊าซราคาถูก ก็ถูกใช้หมดแล้ว แหล่งก๊าซใหม่มีต้นทุนสูงขึ้น จึงเป็นเรื่องของ “กลไกราคา” ไม่ใช่เป็นเรื่องของความขาดแคลนแต่อย่างใด

Kevin Gallagher ผู้อำนวยการบริษัท Santos ยักษ์ใหญ่ด้านก๊าซธรรมชาติของออสเตรเลีย

          Kevin ย้ำด้วยว่า ขณะที่เรากำลังตำหนิเรื่องการส่งออก ที่ทำให้ก๊าซมีราคาแพง แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐต่างๆ ก็ไม่อนุญาต แต่กลับมีมาตรการที่เข้มงวดในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เนื่องจากนักการเมืองมักห่วงกระแสภาพลักษณ์ของประชาชนมีต่อถ่านหิน และการสำรวจ ขุดเจาะแหล่งก๊าซธรรมชาติ

20170619 ART01 06

         ส่วนสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ออสเตรเลียหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติมากขึ้นมาจากการที่จากคณะกรรมการตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้าออสเตรเลีย ออกมาเตือนว่า รัฐเซ้าท์ออสเตรเลีย และวิคตอเรีย ซึ่งใช้พลังงานหมุนเวียนและก๊าซธรรมชาติในปริมาณมาก กำลังอยู่ในภาวะความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาไฟฟ้าดับในช่วง 2 ปีข้างหน้า

ออสเตรเลียมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

          Tony Wood ผู้อำนวยการของสถาบันพลังงาน Grattan กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากนโยบายด้านพลังงานที่ผิดพลาดทั้งในระดับประเทศ และระดับรัฐ ซึ่งพรรคการเมืองอย่างพรรคเลเบอร์ และพรรคกรีน ต้องมีส่วนที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ “ประชาชนต้องการราคาพลังงานที่ถูก มีความมั่นคง และระดับมลภาวะลดลง แต่สิ่งที่เราได้รับกลับกลายเป็นสิ่งตรงกันข้ามทั้งหมด”

Tony Wood ผู้อำนวยการของสถาบันพลังงาน Grattan

          Wood ชี้ว่า ราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการนำราคาก๊าซไปผูกติดกับราคาตลาดโลก ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 5 – 6 ปีที่ผ่านมา เพราะเมื่อก่อนยังไม่มีการส่งออกก๊าซธรรมชาติ กระนั้นก็ตาม ผลกระทบอาจไม่มากเท่านี้ ถ้ารัฐไม่ปิดกั้นการสำรวจและผลิตแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ๆ รวมทั้ง รัฐควรมีมาตรการป้องกันการส่งออก เมื่อเห็นสัญญาณการขาดแคลนก๊าซในประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐก็ต้องมีมาตรการควบคุมราคาก๊าซด้วย

เกมส์การเมือง “ประนาม” ฝ่ายตรงข้าม หรือ “The blame game” คือส่วนหนึ่งของปัญหา

         แต่ไม่ว่าจะมีข้อตกลงปารีสหรือไม่ก็ตาม ออสเตรเลียก็ยังเดินหน้าปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่า และโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ยังต้องตกเป็นจำเลยอยู่ดี เพราะการลดก๊าซเรือนกระจก ได้กลายเป็นประเด็นการเมืองของออสเตรเลียไปแล้ว

          “แทนที่จะหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน ทุกฝ่ายต่างโยนความผิดให้อีกฝ่ายหนึ่ง ดังที่ Kevin Rudd อดีตนายกรัฐมนตรีของพรรคเลเบอร์ มักใช้คำว่า “เกมส์ประนาม” หรือ “The blame game” ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย”

         เมื่อนโยบายพลังงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาความมั่นคงทางพลังงานขาดความชัดเจน ผลก็คือ ผู้ลงทุนต่างก็ไม่กล้าลงทุนโครงการใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานลม แสงอาทิตย์ และรวมทั้งถ่านหิน “สิ่งที่ทำให้ประชาชนโกรธเกรี้ยวก็คือ ขณะที่ทุกคนกำลังดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาไฟฟ้าไม่พอใช้ และค่าไฟฟ้าแพง แต่ในเวลาเดียวกัน ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็กลับเพิ่มขึ้น”

โรงไฟฟ้าถ่านหินกับการบรรลุข้อตกลงปารีส

          Wood เสนอว่า หากใช้วิธีกำหนดเป้าหมายก๊าซเรือนกระจกให้เข้มงวด พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้โรงไฟฟ้าถ่านหินลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น จะดีกว่าการกีดกันโรงไฟฟ้าถ่านหินออกไป “การกีดกันไม่ใช่เป้าหมายของการลดก๊าซเรือนกระจก เพราะเป้าหมาย คือ การบรรลุข้อตกลงปารีส ดังนั้น เราจึงไม่ควรสนใจว่า จะผลิตด้วยพลังงานอะไร สัดส่วนเท่าใด แต่สิ่งที่ควรสนใจคือ จะบรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกด้วยวิธีการใดที่มีต้นทุนต่ำสุด ต่างหาก”

ยอมรับความจริง โลกจะไม่หมุนกลับ

20170619 ART01 08

         Wood เสนอต่อนักการเมืองว่า เราควรจะบอกประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า ราคาพลังงานในอนาคตจะเป็นอย่างไร ในอดีตไฟฟ้าจากถ่านหินมีราคาถูกสุดเพียง 4 เซนต์ หรือ 1.04 บาทต่อหน่วย ขณะที่เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูงในปัจจุบันมีราคา 8 – 9 เซนต์ หรือ 2 บาทต่อหน่วย ก๊าซธรรมชาติราคา 11 เซนต์ หรือ 2.9 บาทต่อหน่วย หรือต่ำได้ถึง 9 เซนต์ หรือ 2 บาทกว่าต่อหน่วย หากมีการควบคุมราคาก๊าซ ขณะที่ต้นทุนของลมและแดดก็ถูกลงมาเรื่อยๆ แต่ต้นทุนเหล่านั้น ยังไม่รวมแบตเตอรี่สำรอง หรือโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับ ที่ต้องนำมาใช้ร่วมกันเพื่อให้เกิดความเสถียร

          “ข้อสรุปในวันนี้ก็คือ เราจะไม่กลับไปหาโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบเดิมๆ ในราคา 4 เซนต์ต่อหน่วย ต่อไปอีกแล้ว “

          “นักการเมืองควรเลิกสาดโคลนใส่กันเสียที แล้วบอกความจริงกับประชาชน ถึงสถานการณ์ที่จะต้องเผชิญในวันนี้ และบอกด้วยว่า เราไม่สามารถหมุนกลับไปหาวันเก่าๆ ที่ดีได้อีกต่อไป”

          “เราไม่มีทางเลือก แต่ต้องเดินไปข้างหน้าให้สุดความสามารถ ในแบบที่ประชาชนมีกำลังจ่าย และพลังงานยังมีความมั่นคง”

20170619 ART01 09

แปลและเรียบเรียงจากบทความเรื่อง Electricity price rises locked in from July 1, 2017

ที่มา http://www.news.com.au/finance/small-business/electricity-price-rises-locked-in-from-july-1-2017/news-story/0bad2dcddc1a3040c4abbf07d25cb7fc