20170706 ART01 09

         จากนโยบายสนับสนุนและราคาเซลล์แสงอาทิตย์ที่ถูกลง ทำให้พลังงานแสงอาทิตย์ในรัฐแคลิฟอร์เนียเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาอันสั้น แม้ว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าในเวลากลางวัน แต่ค่าไฟฟ้ากลับเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเย็นถึงค่ำ ทำให้ภาพรวมค่าไฟฟ้าของรัฐแคลิฟอร์เนียแพงเป็นอันดับต้นๆ ของสหรัฐอเมริกา กลายเป็นประเด็นโต้แย้งต่อนโยบายสาธารณะ และทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า “แล้วเรื่องนี้จะไปจบลงตรงไหน”

20170706 ART01 01

file photo. MARIO ANZUONI / Reuters file

         ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกามีผู้ติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ใช้เองหรือโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือมีราว 1.4 ล้านราย กำลังผลิตรวมกว่า 40,000 เมกะวัตต์ อันเนื่องมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ นโยบายการอุดหนุนพลังงานหมุนเวียน และค่าไฟฟ้าในแต่ละรัฐ

20170706 ART01 02

การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แบ่งเป็นแบบโซลาร์รูฟท็อป (Distributed Capacity) ราว 1 ใน 3 และแบบโซลาร์ฟาร์ม (Utility-scale capacity) ราว 2 ใน 3

         กรณีของแคลิฟอร์เนียนับว่าน่าสนใจ เพราะเป็นรัฐที่มีกำลังผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์สูงที่สุดในอเมริกา ข้อมูลในปี 2560 มีการติดตั้งกว่า 14,000 เมกะวัตต์ โดย 1 ใน 3 หรือกว่า 5,400 เมกะวัตต์ เป็นการติดตั้งแบบโซลาร์รูฟท็อป (Distributed solar) ซึ่งแคลิฟอร์เนียเป็นรัฐที่สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบด้วยการใช้ Net Energy Metering (NEM) และ 2 ใน 3 เป็นการติดตั้งรายใหญ่แบบโซลาร์ฟาร์ม (Utility-scale solar) ที่มีสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาวให้แก่บริษัทจำหน่ายไฟฟ้า

ประชาชนแห่ติดโซลาร์เซลล์

20170706 ART01 03

ต้นทุนเฉลี่ยการติดตั้งโซลาร์รูฟของรัฐแคลิฟอร์เนีย ลดลงมาเรื่อยๆ ปัจจุบันอยู่ที่กิโลวัตต์ละ 4,700 เหรียญ หรือราว 164,500 บาท

ที่มา http://californiadgstats.ca.gov/charts/

         การขยายตัวของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในรัฐแคลิฟอร์เนียนี้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสาเหตุจากราคาของเซลล์แสงอาทิตย์ลดลงมามาก รวมทั้งการที่รัฐแคลิฟอร์เนียให้การอุดหนุนด้วยการที่ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถติดตั้งมิเตอร์หักลบสุทธิแบบ Net Energy Metering (NEM) ที่หากเหลือใช้ สามารถขายเข้าระบบได้ในราคาขายปลีก ทำให้หลายปีที่ผ่านมา ได้รับความนิยมจากชาวแคลิฟฟอร์เนียที่มีเงินลงทุนเพียงพอ ส่วนหนึ่งเพื่อลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากค่าไฟฟ้าในรัฐที่มีราคาแพง และอีกส่วนหนึ่งต้องการมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจก

20170706 ART01 04

Net Energy Metering เป็นมิเตอร์แบบดิจิตัล ที่หักลบการใช้ไฟฟ้าสุทธิ โดยไฟฟ้าส่วนเกินสามารถขายเข้าระบบได้

ปรากฏการณ์ค่าไฟฟ้าในตลาดขายส่งติดลบ

         จากการเพิ่มขึ้นของพลังงานแสงอาทิตย์ในรัฐแคลิฟอร์เนียร์อย่างต่อเนื่อง รายงานของศูนย์ควบคุมไฟฟ้าอิสระของรัฐ (California Independent System Operator - CAISO) ในเดือนมีนาคม 2560 พบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ ค่าไฟฟ้าที่ซื้อขายในตลาดกลางของแคลิฟอร์เนีย ในเวลากลางวันเริ่มติดลบ

20170706 ART01 05

ค่าไฟฟ้าในตลาดขายส่ง (Real-time average hourly price) มีราคาติดลบในช่วงกลางวัน และเพิ่มขึ้นมากในช่วงเย็น

          สาเหตุเนื่องจากในช่วงกลางวัน โรงไฟฟ้าพลังความร้อนจะต้องเดินเครื่องจ่ายไฟฟ้าต่ำสุดตามเทคนิค(Minimum load operation) หรือหยุดเดินเครื่อง เพื่อหลีกทางให้พลังงานแสงอาทิตย์ทั้งจากโซลาร์ฟาร์ม และโซลาร์รูฟในรัฐ จ่ายไฟฟ้ารวมกันสูงถึง 10,000-14,000 เมกะวัตต์ แต่ในช่วงเย็นราว 15.00 น. เป็นต้นไป โรงไฟฟ้าพลังความร้อนทั้งภายในรัฐเองและที่ส่งจากรัฐอื่น จะต้องสตาร์ทเครื่องหรือเพิ่มการผลิตจ่ายไฟฟ้ากว่า 13,000 เมกะวัตต์ อย่างรวดเร็ว ในช่วงระยะเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมง ทำให้ค่าไฟฟ้าในช่วงเย็นแพงขึ้น จากต้นทุนของโรงไฟฟ้าที่ต้องเดินเครื่องบางเวลา หรือไม่เต็มกำลังการผลิต

สมรภูมิแดดรัฐแคลิฟอร์เนีย

         กลายเป็นประเด็นที่เป็นที่ถกเถียง และต่อสู้กันทางกฎหมายในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา ในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินของโซลาร์รูฟท็อป ที่มีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในหลายรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย เนวาดา ฮาวาย ฯลฯ จนมีคำกล่าวเปรียบเปรยว่า เปรียบเสมือนสงครามแดด หรือ “War on solar” โดยคู่ต่อสู้ฝ่ายหนึ่งคือผู้ผลิตอุปกรณ์ ผู้ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งรายใหญ่และแบบรูฟท็อป รวมทั้งองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม กับอีกฝ่ายคือบริษัทจำหน่ายไฟฟ้า และประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ติดโซลาร์เซลล์ แต่ต้องรับภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็มีการรณรงค์และลอบบี้นักการเมืองท้องถิ่นให้รัฐออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน

20170706 ART01 06

จำนวนผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของรัฐแคลิฟฟอร์เนียร์เพิ่อมขึ้นขนานใหญ่ในช่วง 3-4 ที่ผ่านมา

         เมื่อต้นปี 2558 บริษัทไฟฟ้าหลัก 3 แห่ง ที่รับผิดชอบการจำหน่ายไฟฟ้าของรัฐแคลิฟอร์เนีย ใน 3 เขต คือ Southern California Edison , Pacific Gas & Electric และ San Diego Gas & Electric ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการไฟฟ้าของรัฐ (California Public Utilities Commission - CPUC) เพื่อขอลดราคาซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์เซลล์ โดยให้เหตุผลว่า เป็นการไม่ยุติธรรมต่อลูกค้าที่ไม่ได้ติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ ที่จะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในราคาแพง

20170706 ART01 07

พื้นที่เขตรับผิดชอบของบริษัทไฟฟ้าหลัก 3 แห่งในแคลิฟอร์เนีย ที่มา Federal Energy Regulatory Commission

ชัยชนะยกแรกของแสงอาทิตย์ แต่ ....

         ในปี 2559 คณะกรรมการไฟฟ้าของรัฐแคลิฟอร์เนีย มีมติ 3 ต่อ 2 ให้คงราคารับซื้อเท่าราคาขายปลีก แต่อนุมัติให้มีการปรับระเบียบการรับซื้อใหม่ที่เรียกว่า Net Energy Metering 2.0 ซึ่งบริษัทไฟฟ้าสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมบางรายการ จากผู้ติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์รายใหม่ โดยจะกลับมาทบทวนระเบียบใหม่ หรือเรียกว่า Net Energy Metering 3.0 อีกครั้งในปี 2562

         ทั้งนี้ Net Energy Metering 2.0 (NEM 2.0) ได้กำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบมิเตอร์หักลบค่าไฟฟ้า (Net metering) ใหม่ ในประเด็นสำคัญๆ ได้แก่

         1. ค่าเชื่อมต่อกับระบบ (Interconnection fee) ในการติดตั้งครั้งแรก 75-150 เหรียญสหรัฐ

         2. ค่าธรรมเนียมประโยชน์สาธารณะ (Public purpose charges) ที่เคยได้รับการยกเว้น เป็นเงินรายเดือน 5-9 เหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยสังคม เช่น อุดหนุนค่าไฟฟ้าสำหรับผู้มีรายได้ต่ำ การวิจัยพลังงาน และค่ายกเลิกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

         และ 3. ผู้ติดตั้งรายใหม่จะต้องใช้อัตราซื้อขายไฟฟ้าตามเวลา หรือ Time-of-Use rates ที่สะท้อนต้นทุนค่าไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลาของวัน

         ทั้งนี้ แต่ละบริษัทไฟฟ้าสามารถยื่นความจำนงลงทะเบียนเป็นระบบ NEM 2.0 เมื่อถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 หรือเมื่อปริมาณกำลังผลิตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในระบบ Net Energy Metering ในพื้นที่ที่บริษัทรับผิดชอบ เกินร้อยละ 5 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ที่เรียกว่า 5% NEM Cap โดยบริษัท San Diego Gas & Electric มีกำลังผลิตของระบบ Net Energy Metering เกินจำนวนดังกล่าว เมื่อช่วงฤดูร้อนปี 2559 บริษัท Pacific Gas & Electric มีกำลังผลิตเกินเมื่อ 15 ธันวาคม 2559 และมีการคาดว่าบริษัท Southern California Edison จะมีกำลังผลิตดังกล่าวเกินในช่วงฤดูร้อน ปี 2560 ซึ่งหมายความว่า ณ ปัจจุบัน ทุกบริษัทกำลังดำเนินการแสดงความจำนงเปลี่ยนไปใช้ระบบ NEM 2.0

         อย่างไรก็ตาม ลูกค้าของบริษัทไฟฟ้าที่เป็นเจ้าของกำลังผลิตโซลาร์รูฟภายใต้ระบบ Net Energy Metering เดิม จะยังคงอยู่ในเงื่อนไขของระบบเดิมจนครบ 20 ปี นับจากวันลงทะเบียนวันแรก หลังจากนั้นจึงจะเปลี่ยนเข้าสู่แบบ NEM 2.0

20170706 ART01 08

อัตราค่าไฟฟ้า TOU Rates ของบริษัท Southern California Edison แบ่งเป็น 3 อัตรา เพื่อสะท้อนต้นทุนค่าไฟฟ้าแต่ละช่วงเวลา

         สงครามแดดในสหรัฐอเมริกาเพิ่งเริ่มต้น และจะยังคงเข้มข้นต่อไป ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การคัดค้านหรือสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพราะทุกฝ่ายต่างยอมรับการเข้ามาของพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการใช้พลังงานของโลก (Disruptive Technology) แต่อยู่ที่ความเหมาะสม พอดี ของการอุดหนุนกับประโยชน์ที่สังคมจะได้รับมากกว่า ดังที่ Earl J. Ritchie จากมหาวิทยาลัยฮุสตั้น กล่าวว่า “Ideally, subsidies should be no higher than is necessary to achieve the desired utilization. As solar costs decrease, subsidies should also decrease.”

         “โดยอุดมคติแล้ว การอุดหนุนต่างๆ ไม่ควรมากเกินความจำเป็น ที่จะบรรลุเป้าหมายในสิ่งที่คาดหวัง ดังนั้น เมื่อต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง การอุดหนุนก็ควรจะลดลงตามไปด้วย”

ที่มาข้อมูล https://www.forbes.com/sites/uhenergy/2016/03/16/the-solar-net-metering-controversy-who-pays-for-energy-subsidies/#2f3e0be06fd2 https://www.eia.gov/todayinenergy/detail.php?id=30692#.WVmh_y6MpVM.facebook http://calseia.org/public-fact-sheets/