การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนควบคู่ไปกับพลังงานหลักเป็นนโยบายที่หลายประเทศทั่วโลกเลือกใช้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน พร้อมกับลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม

20170915 ART01 06

         สหรัฐอเมริกา ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีการใช้พลังงานมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ทั้งเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานหลัก ควบคู่ไปกับการเพิ่มกำลังการผลิตของพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม

         สำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐอเมริกา (EIA) เปิดเผยรายงานมุมมองพลังงานระยะสั้น (Short-Term Energy Outlook, September 2017) ระบุว่า สัดส่วนการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าของสหรัฐในปี 2560 จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ ร้อยละ 31 และจะเพิ่มไปอยู่ที่ร้อยละ 32 ในปี 2562

         ขณะที่ สัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติยังคงอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 31 ทั้งในปี 2560 และปี 2561 ซึ่งจะลดลงจากปี 2559 ที่อยู่ที่ร้อยละ 34 อันเนื่องมาจากราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และถ่านหินที่เพิ่มขึ้น เมื่อดูที่นิวเคลียร์ สัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 20 ในปีที่แล้ว และจะยังคงอยู่ที่ระดับเดิมในปี 2560 นี้ ก่อนจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย ไปอยู่ที่ 19% ในปี 2561

         ด้านของพลังงานน้ำประเมินว่าจะยังคงรักษาระดับไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก จากปี 2559 ที่อยู่ที่ร้อยละ 6 และเพิ่มไปเป็นร้อยละ 7 ในปีนี้ และลดลงเหลือร้อยละ 6 ในปี 2561 ส่วนพลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น จากการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โดยเพิ่มจากในปีที่แล้วอยู่ที่ร้อยละ 8 และเพิ่มไปอยู่ที่ร้อยละ 10 ในปี 2560 และปี 2561

20170915 ART01 04

         กระนั้น การพึ่งเพลิงเชื้อเพลิงฟอสซิลของสหรัฐยังคงควบคู่ไปกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยคาดว่า กำลังผลิตติดตั้งของพลังงานลมในสหรัฐเมื่อสิ้นปี 2560 จะอยู่ที่ 88 กิกกะวัตต์ และจะเพิ่มไปอยู่ที่ 96 กิกกะวัตต์ในปีถัดไป

         ส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ก็ประเมินว่า กำลังการผลิตจะติดตั้งเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน จากปี 2559 ที่ 22 กิกกะวัตต์ เพิ่มไปอยู่ที่ 39 กิกกะวัตต์ และ 33 กิกกะวัตต์ ในปี 2560 และ 2561 ตามลำดับ

         โดยสรุป สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในปี 2561 ถ่านหินร้อยละ 32 ก๊าซร้อยละ 31 นิวเคลียร์ร้อยละ 19 พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 16 น้ำมันร้อยละ 1 และอื่นๆ ร้อยละ 1

         ทั้งนี้ อีไอเอยังประเมินด้วยว่า ราคาค่าไฟฟ้าประเภทครัวเรือนของสหรัฐจะยังคงมีราคาเพิ่มสูงขึ้น จากปี 2559 ที่ 12.55 เซนต์/หน่วย ไปอยู่ที่ 13.01 เซนต์/หน่วย ในปี 2560 และอยู่ที่ 13.39 เซนต์/หน่วย ในปี 2561

20170915 ART01 05

 

          ที่มา : https://www.eia.gov/outlooks/steo/report/electricity.cfm

          แปลและเรียบเรียงโดย ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์