20171125 ART01 01

         ในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาอย่างรวดเร็ว บริษัทต่าง ๆ ต้องปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปและสามารถแข่งขันกับบริษัทคู่แข่งอื่นได้ หนึ่งในการพัฒนาและปรับตัวของบริษัท คือการพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีให้ก้าวหน้า เพื่อผลิตสินค้าให้ตอบสนองความต้องการใช้ที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน ตัวอย่างบริษัทที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับกระแสความต้องการ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ก้าวหน้า มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คือ Tesla ที่เดิมทีมีชื่อเสียงในฐานะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ต่อมาได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่ออกมาขายในท้องตลาด จนท้ายที่สุดบริษัทยังได้เข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าด้วย

          ปัจจุบัน บริษัท Tesla กำลังติดตั้งระบบจัดเก็บพลังงานขนาด 100 เมกะวัตต์ หรือ 129 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ให้กับรัฐออสเตรเลียใต้ โดยนายอีลอน มัสก์ ประธานบริษัท Tesla ยืนยันว่า โครงการนี้จะแล้วเสร็จภายใน 100 วัน นับตั้งแต่วันที่เซ็นสัญญา และหากเสร็จไม่ทันกำหนด บริษัทจะไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยขณะนี้การติดตั้งแล้วเสร็จไปกว่าร้อยละ 80 ซึ่งถือว่าเร็วกว่ากำหนด และบริษัทจะรับค่าจ้างต่อเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์

          นอกจากนั้น ช่วงไตรมาสที่ 3 Tesla สามารถปล่อยสินค้า ที่เป็นแบตเตอรี่เก็บพลังงานไว้ใช้ในครัวเรือน ขนาด 110 เมกะวัตต์-ชั่วโมง เข้าสู่ตลาด โดยขนาดความจุพลังงานของแบตเตอรี่นี้ได้รับการพัฒนาเพิ่มขนาดขึ้นร้อยละ 12 จากไตรมาสที่ 2 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 138 จากปี 2559 ในไตรมาสเดียวกัน เมื่อ Tesla ได้ติดตั้งป้ายโฆษณาแผงเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับบ้านเรือน เซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาและแบตเตอรี่ ภายในร้านค้าและศูนย์บริการของบริษัท ได้มีลูกค้ารถยนต์ของ Tesla สนใจซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ซึ่งแสดงถึงประสิทธิผลจากการใช้กลยุทธ์ขายสินค้าข้ามสายผลิตภัณฑ์ (Cross-Selling) ที่บริษัทได้ริเริ่มใช้ในปีที่ผ่านมา

          Tesla เคยส่งผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่ในครัวเรือนและแผงเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดใหญ่นับร้อยชิ้นไปเปอร์โตริโกเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนมาเรีย และร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อหาทางผลิตและจัดเก็บพลังงานอย่างคุ้มค่า เพื่อเป็นแหล่งพลังงานในระยะยาวให้กับเปอร์โตริโกด้วย โดยคาดหวังว่าการดำเนินงานในเปอร์โตริโกและโครงการในรัฐออสเตรเลียใต้จะเป็นพื้นฐานให้กับการพัฒนาโครงการที่ใหญ่ขึ้นต่อไปในอนาคต

          เมื่อฐานการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา ซึ่งกำลังได้รับความสนใจ ถูกย้ายจากโรงงานในเมืองฟรีมอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ไปที่โรงงาน Gigafactory 2 เมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก มีการคาดว่า Tesla จะใช้เวลาในการติดตั้งผลิตภัณฑ์ได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปี 2561 เมื่อมีการปรับแก้กระบวนการผลิตและการติดตั้งให้ลงตัวมากขึ้น

          Tesla แสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมการผลิตพลังงานไฟฟ้า อย่างเช่นที่เคยเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าการผลิตและจัดเก็บพลังงานไฟฟ้ามีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ถึงแม้ว่าขณะนี้ทุกสายตาจะเพ่งเล็งไปที่การผลิตรถยนต์ Model 3 ของ Tesla แต่ในระยะยาว Tesla ให้คุณค่าและความสำคัญกับการผลิตและการจัดเก็บพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนมืออาชีพให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน

Tesla Continues Advancing Sustainable Energy In Q3 2017
https://cleantechnica.com/2017/11/02/tesla-continues-advancing-sustainable-energy-q3-2017/