003.jpg

          ETA 2018 จัดยิ่งใหญ่ ผู้สนใจจากทุกภาคส่วนทั่วโลกตบเท้าเข้าร่วมงานประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติทางด้านพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย โดย นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นผู้แทน กฟผ. ร่วมพิธีเปิดและอภิปรายในหัวข้อ Energy Systems Transition in Asia ในเวที CEO Energy Forum

20180323-MIS01-01

          เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2561 พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติ “โครงการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2561 Sustainable Energy Technology Asia 2018” (SETA 2018) ภายใต้หัวข้อการใช้นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อพลังงานที่ยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน นางสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง รองปลัดกรุงเทพมหานคร นางสาวจันสะหวาด บุบผา รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว นายชิโร ซะโดชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ร่วมกล่าวเปิดงาน โดยมี รศ.ดร.ธัชชัย สุมิตร ประธานดำเนินงาน SETA 2018 กล่าวรายงาน ในการนี้ นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ (รวพม.) เป็นผู้แทน กฟผ. เข้าร่วมในพิธีเปิด และร่วมอภิปรายในเวทีผู้บริหารด้านพลังงาน (CEO Energy Forum) ในหัวข้อการก้าวเปลี่ยนยุคของพลังงานในเอเชีย (Energy Systems Transition in Asia) โดยมีผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นักธุรกิจทางด้านพลังงานทั้งชาวไทยและต่างประเทศ สื่อมวลชน และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานจำนวนมาก ณ ฮอลล์ 103 - 104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

20180323-MIS01-02

          นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี ผุ้แทน กฟผ. ได้กล่าวถึงปัจจัยในการขับเคลื่อน ความท้าทายทางด้านพลังงาน และการตอบสนองต่อความท้าทาย ในการก้าวเปลี่ยนยุคของพลังงานในเอเชีย ว่า ปัจจัยขับเคลื่อนในการก้าวเปลี่ยนยุคของพลังงาน ได้แก่ 1) Disruptive Technology ที่ทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านไมโครกริด พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้าพร้อมสถานีประจุไฟฟ้า และการบริหารจัดการพลังงานอันชาญฉลาด เป็นต้น 2) พลังงานหมุนเวียนที่ต้นทุนมีแนวโน้มถูกลงและเป็นเชื้อเพลิงที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในการผลิตไฟฟ้า 3) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2015) ที่ภายในปี 2036 จะมีพลังงานทางเลือกร้อยละ 30 โดยที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนร้อยละ 20 4) นโยบาย Energy 4.0 ของรัฐบาล

          ความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลให้เกิดความท้าทาย ได้แก่
1) สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น
2) ปรากฏการณ์ Duck Curve ที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนหันไปใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงเวลาประมาณ 9.00 - 15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีแดดแรง ส่งผลให้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าหลักลดลงเรื่อยๆ ในทุกปี ในช่วงเวลาดังกล่าว และหลังเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป การใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลักจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โรงไฟฟ้าหลักจึงต้องเร่งเดินเครื่องเพื่อผลิตไฟฟ้าให้ทันตามความต้องการ
3) ระบบได้รับผลกระทบจากพลังงานหมุนเวียน กระแสไฟฟ้าไหลย้อนกลับเข้าระบบ แรงดันและความถี่ไฟฟ้ากระเพื่อม ไม่คงที่
4) ระบบพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่จะมีลักษณะสำคัญดังนี้ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง มีโรงไฟฟ้ากระจายตัวตามพื้นที่ และมีการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ
5) เกิดการเปลี่ยนผ่านในรูปแบบดังนี้ จากการไหลของพลังงาน (energy flow) ที่มีเพียงโรงไฟฟ้า ระบบส่ง ระบบจำหน่าย และผู้ใช้ไฟฟ้า เท่านั้น เป็นเป็นการไหลของข้อมูล (data flow) ที่มี smart meter เพื่อใช้ตรวจวัดพลังงานไฟฟ้าได้อย่าง real time และในอนาคตจะเป็นการไหลของกระแสเงิน (money flow) ที่จะมีการซื้อขายไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง
6) การซื้อขายพลังงานแบบ Peer to Peer โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain ซื้อ - ขาย ไฟ โดยไม่ผ่านคนกลาง ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ผู้ใช้ไฟจะเป็นผู้ผลิตไฟด้วย หรือที่เรียกว่า Prosumer ก็สามารถขายไฟฟ้าได้เช่นกัน

          สำหรับการตอบสนองต่อความท้าทาย ได้แก่
1) ในส่วนของการผลิตไฟฟ้า ที่โรงไฟฟ้าใหม่จะต้องมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเปิด - ปิดได้บ่อยขึ้น มีการปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ให้สามารถทำงานได้อย่างครบวงจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถรองรับการทำงานในช่วง peak load ได้ และการสะสมพลังงานน้ำแบบสูบกลับ ซึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าสำรองขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้ว
2) ในส่วนของระบบส่งและการควบคุม เช่น ระบบกักเก็บพลังงานที่จะทำให้การใช้พลังงานหมุนเวียนมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น มีการพยากรณ์การใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อให้สามารถควบคุมระบบพลังงานทั้งระบบได้ รวมถึงการบริหารจัดการพลังงานให้มีความยืดหยุ่น
3) ผู้กำกับดูแล ผู้ผลิตไฟฟ้า และผู้ใช้ไฟฟ้า จะต้องร่วมมือกันให้เกิดความสมดุลและสร้างความยั่งยืน นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องพิจารณาหากจะนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ คือ ต้นทุนทางเทคโนโลยีที่ปัจจุบันยังสูงอยู่ พลังงานหมุนเวียนยังไม่ค่อยเสถียรจึงต้องได้รับการปรับปรุงพัฒนา และระดับรายได้ของประชากรในประเทศที่แตกต่างกัน ดังนั้น ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียนจึงต้องมีราคาที่เหมาะสม
4) โครงการนำร่องสมาร์ทกริดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามกลยุทธ์ Smart Energy, Smart System, Smart City และ Smart Learning ที่สะท้อนให้เห็นถึงสังคมสีเขียว ความยั่งยืน การมีส่วนร่วมของประชาชน และการถ่ายทอดองค์ความรู้
5) โครงการนำร่องระบบแบบเตอรี่กักเก็บพลังงาน ที่จังหวัดชัยภูมิ 218.2 เมกะวัตต์ และจังหวัดลพบุรี 301.2 เมกะวัตต์ สำหรับพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ ที่จะแล้วเสร็จภายในปี 2563

20180323-MIS01-03

          SETA 2018 เป็นเวทีแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านพลังงาน นวัตกรรม เทคโนโลยี ในภูมิภาค และยืนยันความพร้อมของบุคลากรไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาพลังงานและนวัตกรรมสู่เมืองอัจฉริยะที่ยั่งยืนของภูมิภาคเอเชีย ภายใต้แนวคิด Towards Consolidated Innovative Energy Technology – การใช้นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อพลังงานที่ยั่งยืน ภายในงานนอกจากมีการอภิปรายทางด้านพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในระดับนานาชาติแล้ว ยังมีการจัดแสดงบูธนิทรรศการทั้งของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีบูธนิทรรศการ Smart Urbanization ที่จัดแสดงการขยายเมืองอัจฉริยะแห่งอนาคตด้วยนวัตกรรมหลากหลายเป็นไฮไลท์สำคัญ ทั้งนี้ งาน SETA 2018 ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 - 23 มีนาคม 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ