กฟผ. ร่วม 4 หน่วยงานอุตสาหกรรมไฟฟ้า ได้แก่ กฟน. กฟภ. EGCO และ RATCH จัดงานประชุมวิชาการ พัฒนาความรู้ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าเพื่อประโยชน์แก่สังคม โดย ผู้ว่าการ กฟผ. ร่วมเสวนาในหัวข้อ “New Paradigm of ESI in Thailand” เผยการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมไฟฟ้าเป็นเรื่องธรรมชาติ เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ต้องหาแนวทางที่สมดุล เพื่อให้การเปลี่ยนเทคโนโลยี นำมาซึ่งประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะประชาชนโดยรวม

         เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (TESIA) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ Electricity Supply Industry Conference 2018 “New Paradigm of ESI in Thailand” โดยมี นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) นายปิยพจน์ รุธิรโก รองผู้ว่าการก่อสร้างและบริหารโครงการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) นายรฦก สัตยาภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาโครงการ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (RATCH) และนายจอห์น พาลุมโบ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) ร่วมในพิธีเปิด ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของ 5 หน่วยงาน ได้แก่ กฟผ. กฟน. กฟภ. RATCH และ EGCO ภายใต้สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (TESIA) เพื่อพัฒนาความรู้ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ระหว่างวันที่ 26 – 28 มีนาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

         นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ตามที่สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาคมวิศวกรรมที่เริ่มก่อตั้งตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2548 เป็นการรวมองค์กรหลักด้านผลิต ส่ง และจำหน่ายไฟฟ้า ประกอบด้วย กฟผ. กฟน. กฟภ. RATCH และ EGCO ได้ร่วมกันจัดการประชุมครั้งที่ 10 ในหัวข้อ Electricity Supply Industry Conference 2018 “New Paradigm of ESI in Thailand” นี้ขึ้น เพื่อพัฒนาความรู้ความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและอุตสาหกรรมด้านการผลิต ส่ง และจำหน่ายไฟฟ้า รวมถึงส่งเสริมประสบการณ์ทางด้านวิชาชีพ ด้านเทคโนโลยีวิศวกรรม รวมถึงเศรษฐศาสตร์ สังคม เนื่องมาจากผลกระทบจากระบบไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่หน่วยงานและสังคม

         “เราคงหนีไม่พ้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมไฟฟ้า อันเป็นผลมาจากการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ๆ จาก Disruptive Technology ตัวขับเคลื่อนสำคัญคือ Solar Cell และ Battery Storage ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่เกิดขึ้นกับทั่วโลก ซึ่งต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง และทุกคนควรต้องได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี มากกว่าได้รับผลกระทบหรือต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมาคมฯ จะเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ช่วยกันคิดพัฒนา ผลักดันในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม” ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าว

         ทั้งนี้ ในงานดังกล่าว ผู้ว่าการ กฟผ. ยังได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ New Paradigm of ESI in Thailand ร่วมกับ นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมี ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นพิธีกร

         นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวในการเสวนาว่า การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเป็นเรื่องธรรมชาติ ในอนาคตผลจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีจะต้องเป็นเรื่องดีอย่างแน่นอน แต่ในช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ยังต้องทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีและพลังงานทดแทนที่เข้ามาในระบบอีกมาก อย่างตอนนี้ที่ทุกคนเข้าใจว่าพลังงานทดแทนราคาถูก แต่ความเป็นจริงนั้นพลังงานทดแทนยังมีต้นทุนแฝงที่ไม่ได้นำมาคำนวณ คือ ค่าไฟฟ้าในช่วงเวลาที่ไม่มีพลังงานเหล่านั้น อย่างพลังงานแสงอาทิตย์ในตอนกลางคืนหรือฝนตก ต้องกลับมาใช้ไฟฟ้าของ กฟผ. เป็นการลงทุนซ้ำซ้อนเพื่อให้ไฟฟ้ามั่นคง หากจะคิดราคาจริงๆ ต้องเหมือนกับที่เยอรมันซึ่งมีพลังงานทดแทนเยอะ ค่าไฟสูงถึง 8 – 10 บาท ถามว่า กฟผ. ได้รับผลกระทบหรือไม่ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ กฟผ. ที่ได้รับผลกระทบ อุตสาหกรรมไฟฟ้าทั้งหมดได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ กฟผ. เป็นองค์กรภาครัฐ มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ กฟผ. ดังนั้น กฟผ. มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ ไม่ใช่ดูแลธุรกิจของ กฟผ. จึงจำเป็นต้องศึกษาเทคโนโลยีอย่างถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนผู้ใช้ไฟ เพราะหากถามว่าตอนนี้มี ประเทศไหนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานทดแทน ตอบได้เลยว่ายังไม่มี ทุกประเทศยังคงเผชิญปัญหาจากการมีพลังงานทดแทนในระบบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความไม่เสถียร ราคาค่าไฟที่สูง หรือ การที่รัฐต้องรับภาระออกเงินอุดหนุนพลังงานทดแทน

         ด้าน นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะวงการอุตสาหกรรมไฟฟ้า แต่วงการสื่อยังได้รับผลกระทบ อย่างการเข้ามาของดิจิทัลทีวี หรือสื่อโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ด้านพลังงานไฟฟ้าก็เช่นกัน พฤติกรรมผู้บริโภคไฟฟ้า ไม่ใช่แต่บริโภคอย่างเดียว ตอนนี้ได้เปลี่ยนพฤติกรรมมาเป็นผู้ผลิตด้วย อนาคตอาจเป็นการซื้อขายเสรี อาจมีการคิดค่าไฟแบบเหมาจ่ายเหมือนโทรศัพท์มือถือ ที่มีหลายโปรโมชั่นให้เลือกตามความต้องการ ตาม lifestyle ของผู้บริโภค อาทิ บ้าน หรือโรงงานมีพฤติกรรมการใช้ไฟต่างกัน ถ้าระบบ Smart Grid มีความเสถียรเมื่อไหร่ สิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

         นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า กระบวนทัศน์ใหม่ หรือ New Paradigm ของอุตสาหกรรมไฟฟ้าได้เกิดขึ้นแล้ว ในปี 2012 กำลังผลิตติดตั้งของประเทศไทย 43,367 เมกะวัตต์ ในปี 2017 กำลังผลิตติดตั้งเพิ่มขึ้นเป็น 60,646 เมกะวัตต์ ในปี 2012 กฟผ. มีกำลังผลิตติดตั้ง 40.8 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2017 กฟผ. มีกำลังผลิตติดตั้ง 33.52 เปอร์เซ็นต์ SPP เพิ่มจาก 15 เปอร์เซ็นต์ เป็น 20.7 เปอร์เซ็นต์ในปี 2017 นอกจากนี้ยังมี VSPP และ IPS (Independent Power Supply) รวมถึง 12.46 เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ว่าผ่านมาแค่ 5 ปี มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก รูปแบบการผลิตไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไป เพราะรัฐมีการส่งเสริมพลังงานทดแทน ส่งผลให้ในปัจจุบันมีพลังงานทดแทนเข้ามาในระบบกว่า 7,000 เมกะวัตต์ และการติดตั้งโรงไฟฟ้าเองในกลุ่มอุตสาหกรรม อย่าง เทสโก้โลตัส ปูนซีเมนต์ไทย บุญถาวร มีการติดตั้ง Solar Cell สำหรับใช้งานเองแล้ว สัดส่วนของผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง กฟผ. หรือ IPP จึงน้อยลง