ไฟฟ้านั้น ถึงแม้จะให้คุณประโยชน์มหาศาล แต่ก็มีข้อควรระวังในการใช้เช่นกัน เพราะหากประมาท ขาดความระมัดระวัง ไฟฟ้าที่มีคุณอนันต์ ก็สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของเราได้

ไฟฟ้าทำอันตรายแก่ร่างกายได้อย่างไร

         ร่างกายจะได้รับอันตรายจากไฟฟ้า เนื่องจากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเข้าไปแตะสายไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ชำรุดและมีไฟฟ้าอยู่ด้วย จึงกลายเป็นการต่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวงจรไฟฟ้าหรือทำให้ครบวงจร ในขณะที่ร่างกายส่วนอื่นสัมผัสอยู่กับพื้นดินหรือที่ชื้นแฉะ กระแสไฟฟ้าจึงไหลผ่านร่างกายลงสู่พื้นดินครบวงจรทำให้เกิดอันตรายไฟฟ้าดูดได้ 

          เพื่อความปลอดภัย ต้องใช้อุปกรณ์ติดตั้งที่ได้มาตรฐาน มีการออกแบบที่ถูกต้องและปลอดภัย ติดตั้งโดยผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และ มีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (สมอ.) มีคู่มือในการใช้สินค้าอย่างถูกต้องและปลอดภัย

ข้อแนะนำในการใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย

1. ทุกครั้งที่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าขอให้ตรวจสอบสายไฟและเต้าเสียบปลั๊กไฟของเครื่องว่าชำรุดหรือไม่

2. หลีกเลี่ยงการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าไปใช้ในบริเวณที่ชื้นแฉะหรือฝนสาดถึง

3. เมื่อจะเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องดูให้แน่ใจว่าไม่ได้เปิดสวิตช์เครื่องอยู่ เมื่อเลิกใช้ให้ปิดสวิตช์ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนแล้วจึงถอดปลั๊ก

4. อย่าวางอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความร้อนไว้ใกล้วัสดุติดไฟ เช่น วางโคมไฟไว้ใกล้ผ้าม่าน

5. อย่าแตะต้องอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในขณะที่ตัวเปียก

6. หากฉนวนครอบสวิตช์ หรือ อุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุดควรซ่อมแซมให้เรียบร้อย

7. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเปลือกหุ้มภายนอกทำด้วยโลหะทุกชนิด เช่น ตู้เย็น หม้อหุงข้าว เตาไมโครเวฟ เตารีด เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น เป็นต้น ต้องติดตั้งสายดิน

8. อย่านำสิ่งของวางบนเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือใช้ผ้าคลุมหรือตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าในที่อับอากาศ เพราะจะทำให้ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ชำรุดง่าย และกินไฟมาก และอาจเกิดเพลิงไหม้ได้

9. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมาก เช่น หม้อหุงข้าว เครื่องซักผ้า เตาไฟฟ้า ควรเป็นเต้ารับเดี่ยว หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมเต้ารับกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น

10. อย่าใช้ขั้วต่อแยกเสียบปลั๊กหลายทาง อาจเป็นการใช้ไฟเกินกำลังเกิดไฟไหม้ได้

11. อย่าใช้สายไฟลอดใต้เสือหรือพรหม หรือปล่อยให้ของหนักบีบทับสายไฟ เพราะอาจทำให้ฉนวนแตกชำรุด

12. การเดินสายไฟชั่วคราวไปใช้งานภายนอกอุปกรณ์ต่างๆ ต้องเป็นชนิดกันน้ำและทนแสงแดดได้ วงจรไฟฟ้าหรือเต้ารับนั้นต้องมีการติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว

13. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ภายนอกอาคารควรเป็นชนิดกันน้ำได้

14. มันทำความสะอาดและบำรุงรักษาพัดลมให้ใช้งานได้ดี เพราะพัดลมที่มีคุณภาพต่ำหากเปิดทิ้งไว้นานๆมอเตอร์จะรอแล้วเกิดไฟไหม้ได้

15. อย่าใช้ลวดทำราวตากผ้าขึงผ่านหรือพาดสายไฟฟ้า

16. อย่าใช้บันไดโลหะในการซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยไม่สวมรองเท้ายางหรือรองเท้านิรภัยสำหรับงานไฟฟ้า

17. ติดตั้งเสาอากาศทีวีห่างจากสายไฟไม่น้อยกว่า 3 เมตร หรือในระยะที่ล้มแล้วไม่โดนสายไฟ

18. อย่าใช้น้ำมันไวไฟล้างเครื่องใช้ไฟฟ้าในขณะที่ยังเสียบปลั๊กอยู่

19. ห้ามเปิดหรือปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดเมื่อมีการรั่วไหลของก๊าซหุงต้มภายในบ้าน

20. เมื่อไฟฟ้าดับ ให้ปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดที่เปิดค้างอยู่ทันที รวมถึงถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความเย็น เช่น ตู้เย็น หรือเครื่องปรับอากาศ และเปิดซ้ำหลังจากนั้นอย่างน้อย 3 นาที

21. อย่าแก้ไขไฟฟ้าเองโดยไม่มีความรู้ความชำนาญเรื่องไฟฟ้าเพียงพอ

22. ฝึกฝนให้รู้จักวิธีแก้ไขและป้องกัน รวมทั้งการช่วยเหลือปฐมพยาบาลเมื่อมีอุบัติเหตุทางไฟฟ้าเกิดขึ้น

ข้อควรระวังในขณะช่วยเหลือผู้ถูกไฟฟ้าดูด

1. อย่าใช้มือเปล่าแตะต้องตัวผู้ประสบภัยเด็ดขาด

2. รีบหาทางตัดกระแสไฟฟ้าโดยเร็ว

3. หากมีน้ำขัง ห้ามลงไปยืนในน้ำเด็ดขาด

4. ใช้วัตถุที่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า เช่น ผ้า ไม้แห้ง เชือกแห้ง สายยาง พลาสติกแห้งสนิท เขี่ยสายไฟให้หลุดจากตัวผู้ประสบภัย

5. สวมถุงมือยางหรือพันมือด้วยผ้าแห้งให้หนา ผลัก ดัน ฉุด ให้ผู้ประสบภัยหลุดออกมาโดยเร็ว

การช่วยเหลือเบื้องต้นโดยวิธีปฐมพยาบาล

1. หากหัวใจหยุดเต้นให้ใช้วิธีนวดหัวใจภายนอกด้วยเอามือ กดตรงหัวใจให้ยุบลงไป 3-4 เซนติเมตร เป็นจังหวะเท่าจังหวะการเต้นของหัวใจ ผู้ใหญ่วินาทีละ 1 ครั้ง เด็กเล็กวินาทีละ 2 ครั้ง นวด 10-15 ครั้งเอาหูแนบฟังครั้งหนึ่ง

2. หากไม่หายใจให้ใช้วิธีเป่าลมเข้าทางปากหรือจมูกของผู้ป่วยดังนี้

         การเป่าปาก จับผู้ป่วยนอนหงาย ใช้หัวแม่มือง้างปลายคางให้ผู้ป่วยให้ปากอ้าออก หากมีเศษอาหารหรือวัสดุใดๆให้ล้วงออกให้หมด แล้วจับศีรษะให้เงยหน้ามากๆ ประกบปากกับผู้ป่วยให้สนิทแล้วเป่าลมเข้าไปอย่างแรง จนปอดผู้ป่วยขยายออก แล้วปล่อยให้ลมหายใจของผู้ป่วยออกเอง แล้วเป่าอีกที ทำเช่นนี้เป็นจังหวะ เท่ากับจังหวะหายใจปกติ ผู้ใหญ่นาทีละ 12 ถึง 15 ครั้ง เด็กเล็กนาทีละ 20 ถึง 30 ครั้ง ถ้าเป่าปากไม่ได้ให้ปิดปากผู้ป่วยแล้วเปล่าเข้าทางจมูกแทน

         ถ้าผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นและไม่หายใจด้วย ให้นวดหัวใจสลับกับการเป่าปาก ถ้ามีผู้ช่วยเหลือเพียงคนเดียวก็ให้เป่าปาก 2 ครั้งสลับกับการนวดหัวใจ 15 ครั้ง ถ้ามีผู้ช่วยเหลือ 2 คน ให้นวดหัวใจสลับกับการเป่าปาก เป่าปาก 1 ครั้งนวดหัวใจ 5 ครั้ง การปฐมพยาบาลช่วยให้ฟื้นนี้ ต้องรีบทำทันที หากช้าเกินกว่า 4-6 นาที โอกาสที่ฟื้นจะมีน้อย ขณะพาไปส่งแพทย์ก็ควรทำการปฐมพยาบาลไปด้วยตลอดเวลา

          ในการใช้ไฟฟ้า ขอให้ทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยและอย่าประมาทโดยเด็ดขาด ติดตั้งและแก้ไขระบบไฟฟ้าโดยผู้ที่มีชำนาญ ศึกษาการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสม ตรวจเช็คอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพดีก่อนการใช้งาน เพราะพลาดเพียงครั้งเดียว อาจไม่มีโอกาสแก้ตัวเป็นครั้งที่ 2