กฟผ. ร่วมเสวนา “รู้ลึก รู้จริง พลังงานหมุนเวียน เดินหน้าอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์” ชี้ชีวมวลจะต้องพัฒนาเพื่อสร้างผลประโยชน์กับชุมชนให้มากขึ้น พร้อมแนะภาครัฐควรสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งกลุ่ม Consumer และ Prosumer

20180524-MIS01-01

          สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดงานเสวนา “รู้ลึก รู้จริง พลังงานหมุนเวียน เดินหน้าอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์” โดย นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมเสวนา พร้อมด้วย ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ อาจารย์บัณฑิตวิทยาลัยร่วมพลังงานและสิ่งแวดล้อม นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานชมรมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ชีวมวล และกรรมการผู้จัดการบริษัท สุราษฎร์ธานี กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ดร.สุเมธ สุทธภักติ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ศ.ดร.ธีระพงษ์ วิกิตเศรษฐ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า ดำเนินรายการเสวนาโดย รศ.ดร.วิสาขา ภู่จินดา ณ ห้องประชุมจีระ บุญมาก อาคารสยาม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา

          นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี ในฐานะผู้แทน กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ได้ให้การสนับสนุนในฐานะเป็นที่ปรึกษาเพื่อให้ภาคเอกชนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมาตั้งแต่ปี 2542 แล้ว จะเดินหน้าพลังงานหมุนเวียนอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์ ในส่วนของโรงไฟฟ้าชีวมวลจะต้องกำหนดโซนนิ่ง เพื่อป้องกันปัญหาการแย่งชิงวัตถุดิบซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันมานานแล้ว เช่น แกลบในอดีตอยู่ที่ราคา 200 - 300 บาทต่อตัน ปัจจุบันราคา 1,500 - 2,000 บาทต่อตัน เพราะทุกคนต่างแย่งกันใช้ โดยไม่ใช่แค่เพื่อการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังนำไปใช้ในการเผาอิฐมอญ และเลี้ยงไก่ด้วย ประเด็น คือ จะทำอย่างไรให้ผลประโยชน์ตกไปถึงชาวนา เนื่องจากชาวนาขายข้าวเปลือกให้แก่โรงสี โรงสีได้แกลบไปประมาณร้อยละ 20 แล้วนำไปขายได้ต่อ ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากในปัจจุบัน ณ ตอนนี้รายได้ที่โรงสีได้รับจากการขายแกลบก็ยังไม่ถึงมือชาวนา จึงอยากให้เกิดกลไกทางการตลาดที่รายได้จากการขายแกลบตกไปถึงชาวนาด้วย

          ในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ เป็นโมเดลที่ผลประโยชน์ตกไปถึงชุมชนอย่างเห็นได้ชัด กฟผ. มีแผนจะดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐวิสาหกิจ โดย กฟผ. จะลงทุนในสัดส่วนอยู่ร้อยละ 90 วิสาหกิจชุมชนอีกร้อยละ 10 ซึ่งชุมชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ กฟผ. ส่งเสริมให้ชุมชนปลูกไม้โตเร็วมาขายให้โรงไฟฟ้าเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนด้วย

          สำหรับการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop เมื่อนำมาขายเข้าระบบ จะขายที่ราคาเท่าไรจึงจะเป็นธรรม ภาครัฐควรสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งกลุ่มที่ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว (Consumer) กับกลุ่มที่ซื้อไฟฟ้าและผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ (Prosumer) เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันค่อนข้างมาก ต้นทุนที่นำเข้าระบบจำหน่ายต้องรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าด้วยหรือไม่ และต้นทุนนี้ใครควรได้ประโยชน์และใครควรแบกรับภาระ

          ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ อาจารย์บัณฑิตวิทยาลัยร่วมพลังงานและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า Solar Rooftop คุ้มค่าในการลงทุนสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ามากกว่าเดือนละ 150 หน่วย หรือค่าไฟฟ้ามากกว่าเดือนละ 470 บาท และมีความต้องการใช้ในเวลากลางวัน ปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop ยังสูงกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่ใช้เทคโนโลยี combined cycle แต่ยังมีต้นทุนต่ำกว่าราคาไฟฟ้าขายปลีก และไม่ว่ารัฐจะมีมาตรการสนับสนุนหรือไม่ การใช้ Solar Rooftop ก็ยังสามารถขยายตัวได้ตามกลไกตลาด นอกจากนี้ รัฐมีความจำเป็นต้องปรับปรุงระบบข้อมูลให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อกำหนดทิศทางและนโยบายในการกำกับ สนับสนุน และส่งเสริมอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

          นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานชมรมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ชีวมวล กล่าวว่า ปัจจุบันนโยบายทางด้านพลังงานยังไม่เปลี่ยนแปลง การประกาศจะรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนเฉพาะที่ไม่เกิน 2.40 บาทต่อหน่วย เป็นเพียงถ้อยแถลงของรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเท่านั้น ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายไปจากเดิม จึงต้องรอดูว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด สำหรับการประมูลรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลในอนาคตควรต้องแยกประมูล ตามประเภทเชื้อเพลิงชีวมวลให้ชัดเจน เพราะแต่ละประเภทมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกัน

          ดร.สุเมธ สุทธภักติ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ด้านราคาเท่านั้น แต่ต้องเป็นเรื่องของสังคมที่ยั่งยืนด้วย ซึ่งก็ต้องมาจากนโยบายที่หลากหลาย จะทำอย่างไรให้พลังงานทดแทนเกิดความยั่งยืนได้ สิ่งหนึ่งที่ผู้กำหนดนโยบายทำไว้ค่อนข้างดี คือ เรื่องกลไกราคาที่สะท้อนให้เห็นว่าราคาเป็นไปได้ สามารถที่จะแข่งขันได้ แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการยังขาด คือ การส่งเสริมนโยบายที่สอดคล้องควบคู่กัน หากได้รับการผลักดันอย่างเต็มรูปแบบ สังคมที่ยั่งยืนที่แท้จริงก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ไกลจนเกินไป

          ศ.ดร.ธีระพงษ์ วิกิตเศรษฐ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า กล่าวว่า การให้ adder หรือระบบที่ กฟผ. จะรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนในราคาพิเศษ ควรพิจารณาให้ adder ในภูมิภาคที่ขาดแคลนกำลังผลิตไฟฟ้าด้วย นอกจากนี้ ในการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนในระยะแรกเป็นโครงการขาดทุน ผู้ใช้ไฟฟ้าเปรียบเสมือนผู้สนับสนุนโครงการที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าแทน และเมื่อโครงการเริ่มมีกำไร ก็ควรพิจารณาคืนกำไรบางส่วนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าด้วย