016.jpg

กฟผ. ขอเรียนสรุปเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในวันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 2561 ดังนี้

          โดยปกติสภาพระบบไฟฟ้าช่วงเวลา 12.30 - 13.30 น. เป็นช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มอย่างรวดเร็ว และในเวลา 13.05 น. ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติได้สั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าจำนวน 24,500 เมกะวัตต์ และมีกำลังผลิตสำรองพร้อมจ่าย (Spinning Reserve) 1,847 เมกะวัตต์

          โดยเมื่อเวลา 13.06 น. สายส่ง 500 กิโลโวลต์ น่าน – หงสา ทั้ง 2 วงจรขัดข้องเนื่องจากฟ้าผ่า ทำให้โรงไฟฟ้าหงสาทั้ง 3 เครื่องรวม 1,300 เมกะวัตต์ ปลดออกจากระบบในทันที ส่งผลให้ความถี่ของระบบไฟฟ้าที่สภาวะปกติ 50.00 เฮิร์ท เริ่มลดลงจนถึง 49.85 เฮิร์ท ระบบตอบสนองต่อความถี่อัตโนมัติ (Primary response ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Spinning Reserve) ของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในประเทศทั้งของ กฟผ. และเอกชน เริ่มทยอยเพิ่มกำลังผลิตเข้ามาช่วยจำนวน 550 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว เริ่มทยอยเพิ่มกำลังผลิตเข้ามาช่วยอีก 280 เมกะวัตต์ แต่ก็ยังไม่เพียงพอทำให้ความถี่ของระบบไฟฟ้ายังคงลดลงไปที่ 49.75 เฮิร์ท ส่งผลให้ระบบควบคุม HVDC ไทย-มาเลเซีย ดึงไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียเข้ามาช่วยระบบไฟฟ้าอีก 300 เมกะวัตต์

          ในระหว่างที่ระบบตอบสนองความถี่อัตโนมัติกำลังทำงานเพื่อรักษาระบบอยู่นั้น โรงไฟฟ้า SPP Firm จำนวน 37 ราย ได้ปลดตัวออกจากระบบ ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าเสียกำลังผลิตไปอีก 2,516 เมกะวัตต์ จนนำไปสู่ไฟฟ้าดับประมาณ 2,330 เมกะวัตต์ (โดยระบบป้องกันความถี่ต่ำ) กระจายทั่วทั้งประเทศ (ข้อมูลเบื้องต้นจาก กฟภ. ประมาณ 67 จังหวัด และจาก กฟน. 3 จังหวัด) ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ จึงได้สั่งการเพิ่มกำลังผลิตสำรองที่มีอยู่อย่างเร่งด่วน โดยสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำ และเครื่องกังหันก๊าซที่สามารถขนานเข้าระบบได้ภายใน 5-30 นาที เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนรัชชประภา โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย ส่งผลให้สามารถทยอยนำระบบเข้าได้ตั้งแต่เวลา 13.08 น. และจ่ายไฟฟ้าคืนสภาพปกติได้ในเวลา 13.55 น.

20180606-MIS01-01