20180621-ART01-01
คลิ๊กเพื่อดูรูป HD

คุณรู้หรือไม่ ?

          ในชีวิตประจำวันของเรามีการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงของรถยนต์และในครัวเรือน ใช้เป็นวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ผลิตพลาสติกและวัสดุสังเคราะห์ทั้งหลายที่อยู่รอบตัวเรา เช่น พาชนะใส่อาหาร เสื้อผ้า อุปรณ์การเกษตร เป็นต้น ที่สำคัญยังเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าให้คนไทยทั้งประเทศถึงร้อยละ 60 ของกำลังผลิตทั้งหมด ดังนั้นก๊าซธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเราเลย
(ข้อมูล ณ มกราคม 2561)

ถึงเวลาลดความเสี่ยง

          ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยได้ถูกขุดนำมาใช้งานอย่างต่อเนื่องเกือบ 40 ปีแล้ว ทำให้มีปริมาณสำรองลดลงและมีแนวโน้มจะหมดลงในอนาคต จึงต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG (Liquefied Natural Gas) จากต่างประเทศ เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานและลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงาน โดยปัจจุบันไทยมีการนำเข้า LNG อยู่ประมาณ 5 ล้านตันต่อปี แต่คาดว่าปริมาณนำเข้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 34 ล้านตันต่อปีเลยทีเดียวในปี 2579 ตามความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น
(ที่มา: Gas Plan 2015, กระทรวงพลังงาน)

FSRU เปิดประตูสู่ความมั่นคงด้านเชื้อเพลิง

          ในการจัดหาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในระยะยาว รัฐบาล โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพ ก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซแบบลอยน้ำ หรือ FSRU (Floating Storage and Regasification Unit) ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ขนาด 5 ล้านตันต่อปี เพื่อจัดเก็บและแปรสภาพ LNG เป็นก๊าซธรรมชาติส่งให้กับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. คือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือและเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติในปัจจุบัน โดยมีกำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ในปี 2567

พัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

          การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว ด้วยโครงการ FSRU เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ระบบไฟฟ้าไทยมีความมั่นคงจากการใช้เชื้อเพลิงที่หลากหลาย เศรษฐกิจจึงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีต่อไปในอนาคต โดยหัวใจสำคัญที่จะทำให้โครงการสำเร็จได้ คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน เมื่อประชาชนมีความรู้ความเข้าใจว่าการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องใกล้ตัว อนาคตพลังงานไทยจึงจะเติบโตได้อย่างมั่นคง