กฟผ. ร่วมเสวนากับภาคีเครือข่ายเมืองเวียงแหง ส่งเสริมองค์ความรู้ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอันทรงคุณค่า พร้อมมอบทุนการศึกษาตามโครงการพ่อแม่อุปถัมภ์ ธารน้ำใจเพื่อเยาวชนคนชายขอบ กฟผ. ครั้งที่ 28 ให้กับเยาวชนที่เรียนดีแต่ยากจน

         ว่าที่พันตรี ดร.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมเสวนาเรื่อง “รอยอดีตสู่อนาคต เมืองเวียงแหง” โดยมี นายชัชวาลย์ พุทธโธ นายอำเภอเวียงแหง เป็นประธานเปิดการเสวนา และมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญต่างๆ จากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย พระครูปราการวรศาสน์ พระสงฆ์นักพัฒนา นายชัยยง ไชยศรี นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ นายสายกลาง จินดาสุ ผู้แทนจากสำนักศิลปากรที่ 7 จ.เชียงใหม่ รวมทั้งปราชญ์ชาวบ้าน และองค์กรปกครองท้องถิ่น มีผู้เข้าร่วมเสวนา จำนวน 200 คน พร้อมร่วมมอบทุนการศึกษาธารน้ำใจเพื่อเยาวชนคนชายขอบ กฟผ.ครั้งที่ 28 ณ ห้องประชุมเอื้องดอย โรงเรียนเวียงแหงวิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา

         การจัดเสวนาครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างความตระหนักถึงคุณค่าความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของชาติ ซึ่งพื้นที่เวียงแหงแห่งนี้เป็นสถานที่อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์หลายประการ และยังเป็นเส้นทางการเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช การต่อสู้สมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 ซึ่งการได้ศึกษาถึงรากเหง้าและความเป็นมาในอดีต ทำให้ได้มองเห็นคุณค่าของท้องถิ่นที่ควรร่วมกันรักษาไว้ ซึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ได้ถูกรวบรวมจัดเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของโรงเรียนเวียงแหงวิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่ แห่งนี้ด้วย

         ส่วนพิธีมอบทุนการศึกษาในโครงการพ่อ - แม่อุปถัมภ์ ธารน้ำใจเพื่อเยาวชนคนชายขอบ ครั้งที่ 28 ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสด้านการศึกษาแก่เยาวชนในพื้นที่อำเภอเวียงแหง โดยการสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เยาวชน ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 สำหรับในครั้งนี้เป็นการมอบทุนการศึกษาจำนวน 130 ทุน รวมเป็นเงิน 550,000 บาท ให้กับนักเรียนจากโรงเรียนเวียงแหงวิทยาคม โรงเรียนบ้านปางป๋อ โรงเรียนบ้านนามน โรงเรียนบ้านเปียงหลวง และโรงเรียนฝางชนูปถัมภ์

         ทั้งนี้ กฟผ. ได้ดำเนินโครงการพ่อ - แม่อุปถัมภ์ฯ อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2547 โดยได้มอบทุนการศึกษาไปแล้วกว่า 12 ล้านบาท มีเยาวชนที่ได้รับทุนของโครงการไปแล้ว 400 คน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว 80 คน บางส่วนได้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง เป็นพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาเศรษฐกิจควบคู่การฟื้นฟูประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าต่อไป