024.jpg

         ภาวะโลกร้อนเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างพูดถึงและให้ความสำคัญมากในปัจจุบัน เนื่องจากส่งผลกระทบกับทั้งสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของประชาชนทั่วโลก นานาประเทศรวมถึงประเทศไทยจึงต้องร่วมมือกันหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบดังกล่าวลง

         ประเทศไทยได้เข้าร่วมกับนานาชาติในการลงนามความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยความตกลงฯ มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และพยายามควบคุมให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ร่วมแสดงเจตจำนงที่จะลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและภาคการขนส่งลง ร้อยละ 7-20 ภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) ภายใต้การดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ (Nationally Appropriate Mitigation Action: NAMA) และลดก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานในทุกภาคส่วน (Economy Wide) ลงร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ภายใต้การมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Nationally Determined Contribution: NDC)

         การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ตระหนักถึงการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกเช่นเดียวกับนานาประเทศ จึงมุ่งดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกมาอย่างต่อเนื่อง โดยผนวกเข้าเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักขององค์กร นายกฎชยุตม์ บริบูรณ์จตุพร รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า ได้กล่าวว่า ในปี 2557 กฟผ. ได้มีการประกาศนโยบายการดำเนินงานการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงพัฒนารูปแบบและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคผลิตไฟฟ้าอย่างจริงจัง โดยดำเนินงานตาม 4 มาตรการหลัก ได้แก่ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า มาตรการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน มาตรการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีสะอาด และมาตรการเกณฑ์มาตรฐานและติดฉลากอุปกรณ์เบอร์ 5 ซึ่งส่งผลให้ในปี 2559 กฟผ. สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงได้กว่า 3.9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซต์หรือเทียบเท่า (MtCO2e) จากเป้าหมายของ กฟผ. ที่ต้องการลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2563 จำนวน 4 MtCO2e และ กฟผ. ยังได้ตั้งเป้าของการลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2573 ไว้ที่ 10 MtCO2e รวมถึงสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตไฟฟ้าจากภาคเอกชน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางในการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคผลิตไฟฟ้าเพื่อให้ประเทศบรรลุเป้าหมายในปี 2573 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

         นอกจากการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนแล้ว ยังได้ผนึกกำลังกับหน่วยงานผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชน (IPP/SPP) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักด้านพลังงาน รวมถึงองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) อบก. มาร่วมเป็นเครือข่ายในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดย กฟผ. ได้จัดประชุมเครือข่ายในการติดตามและประเมินผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคผู้ผลิตไฟฟ้าในปี 2561 ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมมือกันในการลดก๊าซก๊าซเรือนกระจกของภาคการผลิตไฟฟ้า ให้บรรลุเป้าหมายของประเทศที่ให้ไว้ในเวทีโลก

         สำหรับนายสมชัย กลิ่นสุวรรณมาลี Vice President CSR & Public Affairs ได้กล่าวว่า บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมมาตลอด โดยมีแนวทางในการดำเนินธุรกิจด้วยหลัก 3D ได้แก่ Decentralization คือการพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดเล็กโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กระจายไปตามศูนย์ต่างๆ ทั่วประเทศ De-carbonization คือ การลงทุนโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงพลังงานหมุนเวียนอื่น และ Digitalization คือ การนำระบบดิจิทัลมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานหรือ Digital Workplace เพื่อลดการใช้ทรัพยากร ตลอดจนการนำระบบ CFB-Plus มาควบคุมการเผาไหม้ด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อให้ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงมีความเหมาะสม ลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม

         “หัวใจสำคัญของการลดก๊าซเรือนกระจก คือการได้ร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ไม่เพียงมองว่าสามารถลดได้มากหรือน้อยแค่ไหน” นั่นคือสิ่งที่นายยุทธนา เจริญวงศ์ กรรมการผู้จัดการโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP Power Limited) ให้ความสำคัญ โดย BLCP มีแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกโดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและการซ่อมบำรุงอุปกรณ์โรงไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ ทั้งนี้ มองว่าการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย ต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปและมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้ทุก 3-5 ปี เพื่อให้เหมาะกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนความพร้อมของภาคประชาชน และภาครัฐควรมีนโยบายหรืองบประมาณสนับสนุนการลงทุนและการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าร่วมด้วย

         กฟผ. และหน่วยงานผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ล้วนให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจกมาอย่างยาวนาน ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะได้เข้ามาผนึกกำลังในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้บรรลุตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยที่ให้ไว้ในเวทีโลก