วันเวลาผ่านไปไวกว่าที่คิด เพราะอีกไม่นานก็ก้าวเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปีนี้แล้ว ซึ่งในเดือนธันวาคมที่กำลังจะถึงนี้ มีวันสำคัญต่างๆ ที่รัฐบาลไทยได้ประกาศให้เป็นวันหยุดราชการมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งนอกจากจะถูกกำหนดให้เป็นวันชาติแล้ว ยังเป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ของปวงชนชาวไทยอีกด้วย เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ผู้ทรงงานหนัก เพื่อเราคนไทยตลอดมา

         ด้วยสายพระเนตรยาวไกล เล็งเห็นว่าน้ำและไฟเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต จึงทรงมีพระราชดำรัสเห็นชอบกับทางรัฐบาลในสมัยนั้นว่า ควรมีเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้และเพื่อทำการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน นับแต่นั้นมา กฟผ. ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงานสนองพระราชดำริในการสร้างเขื่อนในพื้นที่ต่างๆ ด้วย

         “เขื่อนภูมิพล” จังหวัดตาก เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกและใหญ่ที่สุดของประเทศ ด้วยน้ำพระทัยจากพ่อหลวง พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงติดตามตรวจเยี่ยมตั้งแต่การดำเนินการก่อสร้างเขื่อนอย่างใกล้ชิด และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานพระปรมาภิไธยให้ใช้เป็นชื่อเขื่อนว่า “เขื่อนภูมิพล” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 นอกจากพระราชทานพระปรมาภิไธยแล้ว พระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2504 และทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนด้วยพระองค์เอง พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขื่อนภูมิพลได้ทำหน้าที่กักเก็บน้ำหล่อเลี้ยงพืชผลทางการเกษตร และผลิตกระแสไฟฟ้า ยังประโยชน์นานัปการเพื่อสร้างความสุขให้กับคนไทยเรื่อยมา

         นอกจากเขื่อนภูมิพลแล้ว จะเห็นได้ว่าแทบทุกเขื่อนของ กฟผ. พระองค์ทรงให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น “เขื่อนสิริกิติ์” จังหวัดอุตรดิตถ์ “เขื่อนวชิราลงกรณ” และ “เขื่อนศรีนครินทร์” จังหวัดกาญจนบุรี “เขื่อนอุบลรัตน์” จังหวัดขอนแก่น “เขื่อนสิรินธร” จังหวัดอุบลราชธานี และ “เขื่อนจุฬาภรณ์” จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งล้วนแต่เป็นชื่อที่พระองค์ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยของแต่ละพระองค์ในพระบรมวงศานุวงศ์ มาใช้ขนานนามเขื่อนแต่ละเขื่อน นอกจากนี้แล้ว ยังมีเขื่อนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนามให้ใหม่ เช่น เขื่อนที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดิมชื่อเขื่อนเชี่ยวหลาน เปลี่ยนเป็นชื่อ “เขื่อนรัชชประภา” ที่แปลว่า แสงสว่างแห่งราชอาณาจักร อีกด้วย

         เขื่อนทุกเขื่อนที่พระองค์ได้พระราชทานพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย หรือพระราชทานนามนั้น พระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนด้วยพระองค์เองเสมอ สร้างความปลาบปลื้มและภาคภูมิใจให้กับพวกเราชาว กฟผ. เป็นอย่างยิ่ง

         ดังนั้น การเรียกชื่อเขื่อนแต่ละชื่อจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อใดที่ต้องกล่าว พูด หรือ เขียน จึงควรให้มีคำว่า “เขื่อน” นำหน้า และตามด้วยพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย หรือชื่อที่พระราชทานด้วยทุกครั้ง เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนวชิราลงกรณ เป็นต้น เพื่อให้ชื่อเขื่อนที่พระองค์พระราชทานไว้นั้น ถูกเรียกอย่างสมพระเกียรติ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน