แม้จะมีการลงนามข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อปลายปี 2558 แต่ความต้องการถ่านหินทั่วโลกในปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ตามรายงานจาก World Energy Outlook ของสำนักงานพลังงานสากล (IEA: International Energy Agency)

         นาย Jude Clemente นักวิจัยผู้คร่ำหวอดในวงการพลังงานกล่าวว่า เอเชีย ยักษ์ใหญ่แห่งการบริโภคถ่านหิน ที่ปัจจุบันมีความพยายามในการกระจายความเสี่ยงทางด้านพลังงานออกไปโดยใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติมากขึ้น ยังไม่สามารถปฏิเสธการใช้ถ่านหินได้ เพราะหลายประเทศยังขาดแคลนพลังงาน การหันไปพึ่งพาก๊าซธรรมชาติทำให้ถ่านหินมีราคาถูกลงตามหลักอุปสงค์-อุปทาน โดยเรื่องนี้ไม่เคยถูกระบุไว้เลยจากธุรกิจต่อต้านเชื้อเพลิงฟอสซิล

         รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาให้ความสำคัญกับราคาเชื้อเพลิง เพราะประชากรเพียงส่วนน้อยในประเทศเท่านั้นที่จะสามารถรับกับต้นทุนทางพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น และความจริงที่น้อยคนเท่านั้นที่จะทราบคือ การก้าวไปใช้พลังงานหมุนเวียนที่มากขึ้น นั่นหมายถึงการใช้ถ่านที่มากขึ้นเช่นกัน โดยถ่านหินเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมเหล็กของโลก ที่มีการใช้ถ่านหินถึง 150 ตัน เพื่อนำมาถลุงเหล็กเพื่อใช้ในการผลิตใบพัดกังหันลมบนบก และมากถึง 250 ตัน ในการผลิตกังหันลมนอกชายฝั่ง

         นักธรณีวิทยามั่นในว่าถ่านหินจะสามารถรองรับการใช้งานได้ถึง 80 ปีในเอเชีย และ 135 ปีทั่วโลก ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า จากแหล่งทรัพยากรที่มีมหาศาล ถ่านหินจึงถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของระบบไฟฟ้า ด้วยกำลังผลิตสูงถึงร้อยละ 40 ของภาคการผลิตไฟทั้งหมด โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีกำลังการผลิตติดตั้งจากถ่านหินถึง 1,500,000 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้ามีการใช้งานเฉลี่ยแค่ 11 ปี ซึ่งยังสามารถใช้ต่อไปได้อีกหลายสิบปี

         ในอนาคต โรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกอยู่ระหว่างดำเนินการสร้างมากถึง 200,000 เมกะวัตต์ และอยู่ในแผนอีกถึง 450,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 30 โดยจีนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินถึง 39,000 เมกะวัตต์ในปี 2560 แต่สำหรับอินเดีย ความต้องการใช้ในตลาดถ่านหินยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นอีก เพราะการใช้ไฟฟ้าของอินเดียคิดเป็นเพียงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาทั้งที่อินเดียมีประชากรมากกว่าถึง 3 เท่า

         ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนและก๊าซกำลังขยายตัวขึ้น ผลวิจัยจาก BMI กล่าวว่าถ่านหินจะรองรับการใช้งานในอินเดียมากถึงร้อยละ 70 จนถึงปี 2569 และประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วอย่างกลุ่มประเทศอาเซียน ยังเล็งเพิ่มกำลังการผลิตจากถ่านหินให้มากขึ้นถึงร้อยละ 40 เนื่องจากมีราคาที่เหมาะสมและดึงดูด ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้สร้างระบบขนส่งใหม่ โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า ทางด้าน IEA ประมาณการณ์ว่าจะสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้มากกว่า 900 ล้านคันทั่วโลกภายในปี 2583 ทำให้ความต้องการพลังงานไฟฟ้าทั่วโลกจะเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 60 เห็นได้ชัดว่าถ่านหินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของการผลิตไฟฟ้ามีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

         อย่างไรก็ดี ผู้เขียนบทความระบุว่า IEA ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาโลกร้อน โรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวนมากที่สร้างขึ้นในหลายประเทศจะเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับโลก การแก้ปัญหาที่ดีต้องคำนึงถึงภาพรวมการใช้ไฟฟ้าและการขยายตัวของเมืองควบคู่ไปด้วย โดยทาง IEA มุ่งเน้นในการพัฒนาเทคโนโลยีมาลดผลกระทบ ตัวอย่างเช่น U.S. Department of Energy’s Office of Fossil Energy สนับสนุนทางด้านเงินทุนให้เกิดการแข่งขันทางด้านงานวิจัย เพื่อที่จะพัฒนาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะลดการปล่อยมลพิษให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่จะลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และบรรลุเป้าหมายด้านสภาพอากาศร่วมกัน

         แหล่งที่มา : https://www.forbes.com/sites/judeclemente/2018/11/15/global-coal-demand-increased-in-2017/#9cce3e1661cf

         แปลและเรียบเรียงโดย : ถลัชนันท์ โสตถิโสภา