กว่า 55 ปีแล้วที่ “เขื่อนภูมิพล”เขื่อนคอนกรีตโค้งแห่งเดียวในประเทศไทยและเป็นเขื่อนที่มีขนาดใหญ่และสูงที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ได้ทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการบริหารจัดการน้ำในลุ่มแม่น้ำปิง 1 ใน 4 ของเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ อาจเปรียบเปรยได้ว่า “สายน้ำแห่งชีวิต”ที่เกิดจากตาน้ำเล็ก ๆ ไหลรินห้อมล้อมขุนเขาลาดลงสู่ที่ราบในภาคกลางนี้เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ตลอด 2 ฝั่งลำน้ำจนถึงภาคกลาง

     จากจุดเริ่มต้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลในขณะนั้นได้จัดตั้ง “คณะกรรมการพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าทั่วราชอาณาจักร” เพื่อสำรวจพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ พบว่าหุบเขาย่านรีหรือยันฮีในอำเภอสามเงา จังหวัดตาก มีความเหมาะสมต่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ “เขื่อนยันฮี” จึงได้ถือกำเนิดขึ้น

     ต่อมาในปี พ.ศ. 2500 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระปรมาภิไธยให้เป็นชื่อเขื่อนว่า “เขื่อนภูมิพล” และในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 พระองค์ท่านได้เสด็จพระราชดำเนินมาเขื่อนภูมิพลพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนและทรงกดปุ่มขนานเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเข้าระบบ “กฟผ. เขื่อนภูมิพล” จึงได้ทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทยตลอดมาจวบจนปัจจุบัน

     นอกเหนือจากภารกิจผลิตไฟฟ้า ได้กว่าปีละ 1,200 ล้านหน่วยอันเป็นผลพลอยได้จากการบริหารจัดการน้ำภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำแล้ว อ่างเก็บน้ำของเขื่อนซึ่งเปรียบเสมือนโอ่งขนาดใหญ่ทำหน้าที่เก็บกักน้ำที่มีปริมาณมากในฤดูฝนไม่ให้ไหลไปท่วมพื้นที่ท้ายน้ำเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย และน้ำที่กักเก็บไว้นี้ยังได้ใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภค และการเกษตรในหน้าแล้ง ทำให้มีน้ำทำนาได้ปีละกว่า 10 ล้านไร่

     ในอดีตที่ยังไม่มีเขื่อนแห่งนี้ การเกษตรกรรมโดยเฉพาะการปลูกข้าวได้ประสบปัญหานาขาดน้ำ อาจเรียกได้ว่า ข้าวคอยฝนแต่เมื่อมีการบริหารจัดการน้ำทำให้ชาวนาท้ายเขื่อนภูมิพลสามารถปลูกข้าวได้ปีละ 3 ครั้งส่งผลให้พื้นที่ปลูกข้าวเหล่านี้กลายเป็นครัวของโลก และทำให้ประเทศไทยเป็นแชมป์ส่งออกข้าวเกรดพรีเมี่ยมมาโดยตลอด

     เมื่อกาลเวลาพ้นผ่าน ในวันนี้พบว่าประชากรมีจำนวนเพิ่มขึ้น พื้นที่การเกษตรลดลง แทนที่ด้วยโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งทำให้กิจกรรมการใช้น้ำเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลต่อวิถีชุมชน สังคมในภาพรวมด้วย

     “คนต้นน้ำ” ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขา เลี้ยงชีพโดยการหาของป่า ทำไร่หมุนเวียนบนที่สูงบางส่วนก็ทำลายป่า ล่าสัตว์ ขาดโอกาสพัฒนาสังคม ไม่มีไฟฟ้าใช้ขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

     คนที่อาศัยอยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำเริ่มมีความเป็นสังคมเมือง มีอาชีพที่หลากหลาย มีความต้องการใช้น้ำแต่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมน้อย มีพื้นที่ทำนาทำไร่แต่ก็ไม่มากนักและมีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่มักเกิดไฟป่าในพื้นที่ได้ง่ายในหลายพื้นที่จึงส่งผลต่ออาชีพและวิถีชีวิตของตน

     “คนปลายน้ำ” ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรทำนา ทำไร่ และมีหลากหลายอาชีพ มีจำนวนประชากรเป็นจำนวนมากมีการใช้น้ำมากในทุกกิจกรรมและกังวลว่าจะไม่มีน้ำใช้เพื่อปลูกข้าวและทำการเกษตรอื่น ๆอีกทั้งยังเป็นผู้ใช้น้ำอย่างเดียว น้อยมากที่จะนำน้ำกลับมาใช้ใหม่

     จึงพอสรุปได้ว่า คนต้นน้ำและปลายน้ำมีความต้องการน้ำต่างกัน นำมาซึ่งความขัดแย้งทางความคิด แม้ว่า กฟผ. เขื่อนภูมิพลจะไม่ใช่คู่ขัดแย้งเลยก็ตามแต่ในฐานะที่เป็นคนกลางจึงได้ประสานความร่วมมือจัดประชุมผู้ใช้น้ำทั้งลุ่มน้ำแม่ปิงที่เขื่อนภูมิพลในปี พ.ศ. 2544 เป็นครั้งแรก ผลที่ตามมา คือ ความคิดที่ยืนกันคนละฝากฝั่งไม่ลงรอยกัน ต่างคนต่างนำเหตุผลส่วนตนเป็นที่ตั้งจึงไม่สามารถประสานประโยชน์ร่วมกันได้

     จากบทเรียนที่ผ่านมา ทำให้เกิด Third Party ขึ้นคือ หน่วยงานราชการ เช่น หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่นและผู้ใช้น้ำจากผู้มีส่วนได้-เสีย รวมทั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำปิง กรมชลประทานการประปาฯ กลุ่มผู้ใช้น้ำลำน้ำวัง ผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหาร กฟผ. เขื่อนภูมิพลร่วมประชุมหารือ เพื่อสรุปแนวทางการแก้ไข ปัญหาการจัดการน้ำร่วมกันนอกจากนี้หากประชาชนต้องการใช้น้ำนอกแผน ยังสามารถแจ้งแผนกเดินเครื่องเขื่อนภูมิพลเพื่อประสานกับกรมชลประทานและแจ้งกลับมายังผู้ใช้น้ำอีกด้วย

     จากการทำหน้าที่ประสานงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผลคือ ทำให้เกิดการขยายเครือข่ายของผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้น เกิดความสัมพันธ์ที่ดีมีส่วนร่วมกันสร้างกิจกรรมเพื่อสังคมส่วนรวมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติส่งผลให้มีการสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น มองจุดมุ่งหมายเดียวกันคือเพื่อจัดสรรน้ำให้กับทุกกลุ่มได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันมองข้ามข้อจำกัดของตนเอง มุ่งงานเพื่อส่วนรวมในการที่จะรักษาน้ำให้มีใช้ตลอดทั้งปีจึงเกิดเครือข่ายการดูแลรักษาป่าต้นน้ำซึ่งได้ดำเนินการบริหารจัดการน้ำร่วมกันทั้งลุ่มน้ำแม่ปิงจนถึงแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนโดยกิจกรรมที่ทำทั้งหมดได้หล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวเริ่มจากร่วมกันส่งสริมให้คนต้นน้ำ อ.อมก๋อย และอ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ปลูกกาแฟเกิดความร่วมมือระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำ กรมชลประทาน และผู้แทนเขื่อนภูมิพลมีการศึกษาข้อมูลโครงการผันน้ำจาก จ.แม่ฮ่องสอน โครงการปลูกป่าแลกข้าวและโครงการนาแลกการอนุรักษ์ป่า ที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เป็นต้น

     นายสุชีพ มีถม ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล ได้กล่าวถึงความเป็นมาจากเวทีพบผู้ใช้น้ำว่า “เขื่อนภูมิพลได้จัดกิจกรรมเวทีพบผู้ใช้น้ำเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมากว่าจะเป็นเครือข่ายผู้ใช้น้ำเหมือนเช่นวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายในช่วงเริ่มแรกมีชุมชนผู้ใช้น้ำมาประชุมหารือกันไม่มากเหมือนเช่นทุกวันนี้และต่างฝ่ายก็ต่างพูดในมุมของตนเอง ไม่มีใครยอมให้ใครจึงไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น จึงได้จัดชวนคนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มาปลูกป่าสร้างฝายชะลอน้ำ บวชป่า สืบชะตาป่า ทำกิจกรรมร่วมกันพาคนต้นน้ำไปเยี่ยมเยียนคนปลายน้ำ คนปลายน้ำมาเยี่ยมเยียนคนต้นน้ำ"

     “คนต้นน้ำ” มีถิ่นฐานอยู่บนภูเขาสูง ขาดแคลนทั้งอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค และพื้นที่ทำกิน ต้องเลี้ยงชีพด้วยการถางป่าเพื่อปลูกข้าวดอยทำไร่หมุนเวียน เมื่อพื้นที่ต้นน้ำถูกทำลาย ไม่มีป่า จึงเกิดปัญหาน้ำหลากท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรในฤดูฝน ขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ครั้นเมื่อไม่มีน้ำ “คนปลายน้ำ” ซึ่งประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก บางปีไม่สามารถปลูกข้าวนาปรังได้เมื่อได้เห็น ได้รู้ ได้สัมผัส ถึงความเป็นอยู่ของคนต้นน้ำ จึงเกิดความเข้าใจเห็นอกเห็นใจ ถ้อยทีถ้อยอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกันเหมือนในวันนี้

     ด้าน นายสง่า สายชลศรีจินดา เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ผู้แทนของคนต้นน้ำ ได้กล่าวว่า กิจกรรมเวทีพบผู้ใช้น้ำเป็นเวทีที่มีประโยชน์มาก เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้น้ำได้มาแชร์ประสบการณ์นำความรู้เฉพาะด้านต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง เช่น เรื่องของศาสตร์พระราชาแต่เดิมพื้นที่ อ.จอมทอง และ อ.แม่แจ่ม นั้นปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเป็นต้น แต่ขณะนี้หน่วยงานได้เข้าไปสนับสนุนให้มีการปลูกไผ่ ปลูกป่าและสร้างฝายชะลอน้ำ ทางคนต้นน้ำขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขื่อนภูมิพล ที่ทำให้ป่ากลับมาสมบูรณ์

     ส่วน นายสง่า มูลถี กำนันตำบลย่านรีใกล้เขื่อนภูมิพล ได้กล่าวว่า เดิมเวทีนี้มีปัญหามากมาย คนต้นน้ำ ปลายน้ำมีความขัดแย้งกัน แต่ในปัจจุบันเราทุกคนเป็นครอบครัว เป็นพี่น้อง เป็นเพื่อนกันคนปลายน้ำช่วยเหลือจัดหาข้าวให้คนต้นน้ำส่วนคนกลางน้ำและคนปลายน้ำเมื่อมีปัญหาขาดแคลนน้ำเราก็ช่วยเหลือกัน เขื่อนภูมิพลที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนโซ่ข้อกลางที่เหนียวแน่นช่วยดึงคนต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำมาอยู่ร่วมกัน

     ขณะที่นายประสงค์ อินทร์ขุนผู้แทนชุมชนคนกลางน้ำจากจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า “การมาร่วมกิจกรรมครั้งแรกรู้สึกความสัมพันธ์ห่างเหินกับเขื่อน ไม่เป็นมิตรต่อกันเท่าไรต่อมาได้มีการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกัน เขื่อนพาผมไปศึกษาดูงานที่ อ.อมก๋อยเรามีข้าว เขามีป่าเราคนปลายน้ำจึงร่วมแรงร่วมใจกันบริจาคข้าวให้ชาวอมก๋อยซึ่งเป็นชาวเขาได้ทานข้าวต้องขอบคุณเขื่อนภูมิพลที่เป็นหลักให้กับชาวบ้านช่วยเหลือคนที่อยู่ในพื้นที่ปลายน้ำ และหล่อหลอมให้เกิดโครงการช่วยเหลือคนต้นน้ำ”

     และนี่คือเบื้องหลังของเขื่อนโค้งคอนกรีตขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ตลอด 55 ปี กฟผ. เขื่อนภูมิพล ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบริหารจัดการน้ำหรือผลิตไฟฟ้าตอบสนองความต้องการไฟฟ้าของประเทศเท่านั้นแต่ยังมุ่งมั่นสร้างความสุข สร้างรอยยิ้มให้กับคนไทย มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้านการผลิตไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ พร้อมทั้งตระหนักอยู่เสมอว่าเขื่อนภูมิพลเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่พร้อมจะสนับสนุนและสร้างสรรค์ให้สังคมเจริญก้าวหน้าพัฒนาและอยู่ร่วมกันกับชุมชนอย่างยั่งยืน เป็นศูนย์กลาง ผนึกกำลังชุมชน ขับเคลื่อนก้าวไปข้างหน้าเคียงข้างชุมชนเพื่อความยั่งยืนตลอดไป”