รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าววิสัยทัศน์ในงานสัมมนา “Energy Disruption : พลังงานไทย ยุค..ดิสรัปชั่น” ชี้ดิสรัปชั่นต้องก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ โดยสอดรับกับจุดแข็งของประเทศ ด้าน กฟผ. พร้อมรับมือยุคการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เป็นไปอย่างราบรื่น และตอบสนองนโยบายภาครัฐ มุ่งสู่การเป็น Energy Hub ของอาเซียน

         เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 กรุงเทพธุรกิจจัดการสัมมนา “Energy Disruption : พลังงานไทย ยุค..ดิสรัปชั่น” ซึ่งเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นต่อบทบาทของนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านพลังงาน ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมพลังงาน นโยบายของภาครัฐ และการปรับตัวของภาคเอกชน รวมถึงทิศทางการพัฒนาและสร้างความมั่นคงให้กับพลังงานไทย โดย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าววิสัยทัศน์ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ “พลังงานไทย ยุค..ดิสรัปชั่น” ในโอกาสนี้ นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. พร้อมด้วย นายวรวัฒน์ พิทยศิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและดิจิตอล บมจ.ปตท. นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) และ รศ.ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเสวนา “จับตาสถานการณ์พลังงานไทย” โดยมีผู้เข้าร่วมการสัมมนาจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปที่สนใจกว่า 500 คน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพมหานคร

         นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวเปิดวิสัยทัศน์ด้านพลังงานว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีมีความรวดเร็วและมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน ทำให้ทุกฝ่ายทุกภาคส่วนต้องปรับตัวรวมถึง กฟผ. ที่จะก้าวสู่การพัฒนานวัตกรรมพลังงานทดแทนที่กำลังเข้ามาแทนที่พลังงานฟอสซิล โดยพลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นพลังงานที่เหมาะสมกับประเทศไทย และอุตสาหกรรมพลังงานจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุค Prosumer คือ การที่เราสามารถเป็นทั้งผู้บริโภค ผู้ผลิต และผู้ขายพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น ๆ ได้ด้วย ซึ่งเหล่านี้เป็นนโยบายของกระทรวงพลังงาน ที่ทำให้ชุมชนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของผู้เล่นด้านพลังงาน หรือ “Energy For All” เพราะพลังงานไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

         สำหรับหัวใจสำคัญของ Disruption ในเรื่องพลังงาน คือระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เพราะการผลิตพลังงานมีทั้งพลังงานส่วนเกินและพลังงานที่ปล่อยแล้วสูญเสีย หากสามารถทำระบบกักเก็บได้ดีจะนำไปสู่โลกอนาคตของพลังงาน โดยจะไม่ใช่เฉพาะวงการพลังงานเท่านั้น แต่ยังเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ นั่นคือรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV จะเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาของสิ่งแวดล้อมในอนาคต โดยรถ EV จะเดินหน้าต่อไปได้นั้นอยู่ที่ระบบกักเก็บพลังงาน นี่จึงเป็นทิศทางที่ประเทศไทยจะต้องเร่งปรับตัว

         นอกจากแนวนโยบาย Energy For All ซึ่งมาช่วยดูแลผลกระทบกับประชาชนและสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศแล้ว กระทรวงพลังงาน ยังมีนโยบายที่จะให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานไฟฟ้าของอาเซียน เพราะจะตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน และต้นทุนราคาที่ประชาชน สามารถจ่ายไหว (Affordable) ดังนั้น ทิศทางพลังงานที่ Disrupt จึงต้องทำให้ราคาพลังงานถูกลง ทั้งนี้การจะเป็นศูนย์กลางของอาเซียนนั้น ต้อง Disrupt ทั้งระบบส่งไฟฟ้า และ Energy Storage ซึ่งถ้าไทยสามารถทำได้ จะไม่เพียงแต่สร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศเท่านั้น แต่จะสร้างความมั่นคงในภูมิภาคได้อีกด้วย

         “ดิสรัปทั้งหมดนั้นจะไม่มีประโยชน์เลย ถ้าไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ โดยประเทศต้องมีความสามารถในการแข่งขันและมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยสิ่งสำคัญควบคู่กับการจัดการดิสรัปชั่น คือ การเลือกการเปลี่ยนผ่านดิสรัปชั่นให้สอดรับกับจุดแข็งของประเทศ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าว

         ด้าน นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ทิศทางการพัฒนาพลังงานในยุค Disruption เป็นดังนี้ 1) การพัฒนาโครงข่ายพื้นฐานด้วยการพัฒนาสายส่งให้เป็นสมาร์ทกริด มีการพัฒนาจาก One Way Communication เป็น Two Way Communication ซึ่งผู้ใช้ไฟสามารถผลิตและขายไฟกลับเข้าไปในระบบได้ 2) การผลิตไฟฟ้าที่ประชาชนจะเป็น Prosumer คือเป็นทั้งผู้ใช้ไฟฟ้า ผู้ผลิต และขายไฟฟ้ากลับเข้าไปในระบบ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการพัฒนา Smart Grid และ Smart Meter 3) พัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพด้วยแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน เช่น หมู่บ้านผีเสื้อ ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน และกักเก็บไว้ในรูปแบบของก๊าซไฮโดรเจน แล้วเปลี่ยนจากไฮโดรเจนเป็นไฟฟ้านำมาใช้ในเวลากลางคืน

         “การพัฒนาพลังงานทั้ง 3 ด้าน จะนำมาสู่การสร้างและพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพด้านพลังงาน เช่น การนำ Blockchain มาใช้ในการบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนส่งไปยังอาคารบ้านเรือน การพัฒนา Disruptive Innovation การนำ Internet Of Thing (IOT) มาผสมผสานกับ Blockchain สู่การเป็น Smart Home” ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว

         นอกจากนี้ยังได้กล่าวสรุปถึงนโยบายของกระทรวงพลังงานเพื่อรับยุคดิสรัปชั่น ว่าประกอบไปด้วย 4D และ1E ได้แก่ Digitalization สนับสนุนการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็น Smart Grid สนับสนุนการพัฒนา Energy Storage สร้างเสถียรภาพให้กับโรงไฟฟ้าชุมชนที่มีชาวบ้านเป็นเจ้าของ และโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานอาเซียน Decarbonizatiom ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่มีปล่อยคาร์บอนน้อยลง ผลิตและใช้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ชีวมวล และชีวภาพ รวมทั้งสนับสนุนให้ภาคพลังงานดูดซับสินค้าเกษตรส่วนเกินมาผสมน้ำมันเพื่อลดคาร์บอน และยังช่วยยกระดับราคา Decentralization สนับสนุนการส่งผ่านกระแสไฟฟ้าผ่านระบบสายส่ง และนอกระบบสายส่ง สนับสนุนการสร้างความสมดุลของพื้นที่ไฟฟ้าในทุกภูมิภาค De-Regulation ส่งเสริมให้เกิด Start Up ด้านพลังงาน แก้ไขกฎเกณฑ์กองทุนอนุรักษ์ส่งเสริมพลังงานให้ส่งเสริมธุรกิจพลังงานชุมชน Electrification ขยายระบบโครงข่ายรถไฟฟ้า และส่งเสริมยานยนต์ EV

         ด้าน นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. ได้กล่าวในช่วงของการเสวนา “จับตาสถานการณ์พลังงานไทย” ว่า การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานจาก 1st Generation Power System ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่ 2nd Generation Power System ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน จะทำให้เกิดการ Disruption โดยโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะถูกลดบทบาทลง เพราะมีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้พลังงานหมุนเวียนกระจายตัวอยู่ทั่วไป (decentralization) ในขณะที่สายส่งเส้นใหญ่ ก็จะถูกแทนที่ด้วย Micro grid และ Smart grid

         “การที่จะผสมผสานระบบผลิตไฟฟ้าแบบเดิมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลกับการใช้พลังงานหมุนเวียนให้เป็นไปโดยราบรื่น โดยไม่ให้เกิดผลกระทบและมีต้นทุนต่ำที่สุดนั้น กฟผ. ได้มีความร่วมมือกับ IEA ทำการศึกษาร่วมกัน จนเกิดเป็นแนวทางปฏิบัติ ดังนี้ 1) การทำ Grid Modernization เพื่อให้การผสมผสานการผลิตไฟฟ้าแบบดั้งเดิมและการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นไปโดยราบรื่น 2) การทำ Grid Connectivity ในการเชื่อมโยงการซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งจะได้ราคาที่ถูกกว่าการที่ประเทศเพื่อนบ้านผลิตไฟฟ้าขึ้นมาเอง โดยสิ่งนี้ก็ตอบสนองนโยบายภาครัฐที่จะให้ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็น Energy Hub ของอาเซียน 3) การเปิดเสรีระบบไฟฟ้า ซึ่งในอนาคต กฟผ. มีโอกาสที่จะเป็นส่วนหนึ่งในระบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น Power Pool หรือ 3rd party access ในระบบส่ง โดย กฟผ. ก็มียุทธศาสตร์ในการเตรียมตัว เตรียมกำลังคน สำหรับเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ทราบในสิ่งที่จะต้องดำเนินการภายใต้กฎกติกาสากล ซึ่งปัจจุบัน กฟผ. กำลังมีความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อจะศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งตลาดซื้อขายไฟฟ้า หรือ Energy Trading” นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ กล่าว

         นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนา “นวัตกรรมพลังงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” โดยผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเรื่องนวัตกรรมพลังงาน อันจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต