กฟผ. ร่วมให้มุมมองรูปแบบโรงไฟฟ้าชุมชน ในงาน “ชวพน. ชวนคุย ตอน โรงไฟฟ้าชุมชน ประชาชนได้อะไร” ของชมรมวิทยาการพลังงานรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการระดมสมองและรวบรวมความเห็นจากหลายภาคส่วน เพื่อสร้างแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าชุมชนให้เติบโตและอยู่ได้อย่างยั่งยืน

         เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2562 นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้แทน กฟผ. ร่วมเสวนาในงาน “ชวพน. ชวนคุย ตอน โรงไฟฟ้าชุมชน ประชาชนได้อะไร” ซึ่งจัดโดยชมรมวิทยาการพลังงานรุ่นใหม่ (ชวพน.) ร่วมกับสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มุมมอง ประสบการณ์ ข้อเท็จจริงทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ด้านโรงไฟฟ้าชุมชน และรูปแบบโรงไฟฟ้าชุมชนที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ รวมทั้งเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าชุมชนให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) นายอาทิตย์ เวชกิจ อดีตนายกสมาคมบริษัทจัดการพลังงานไทย นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานชมรมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ชีวมวล นายรังสฤษฏ์ คุณชัยมัง ประธานมูลนิธิวิสาหกิจพลังงานชุมชน นายพรอรัญ สุวรรณพลาย รองประธาน Thai Biogas Trade Association นายชัชพล ประสพโชค กรรมการผู้จัดการ บมจ. ยูเอซี โกลบอล และ ผศ.ดร.พิสิษฏ์ มณีโชติ รองผู้อำนวยการศูนย์แห่งความเป็นเลิศสมาร์ทซิตี้แห่งเอเชียแปซิฟิก ณ อาคารซี ศูนย์เอนเนอยี่ คอมเพล็กซ์

         นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้จัดการสถาบันวิทยาการพลังงาน กล่าวเปิดงานว่า โรงไฟฟ้าชุมชน เป็นหนึ่งนโยบายที่สำคัญของกระทรวงพลังงานที่จะทำอย่างไรให้ชุมชนได้มีโอกาสลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และหารายได้ รวมถึงทำให้ประชาชนเข้าถึงและเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นเจตนาหนึ่งของนโยบายดังกล่าวที่จะทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ช่วยยกระดับชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนนั้น ๆ อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวยังมีหลายปัจจัยที่ต้องร่วมหารือ อาทิ การกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม รูปแบบการลงทุน ขนาดของโรงไฟฟ้า วัตถุดิบ เทคโนโลยีที่ใช้และกฎระเบียบต่าง ๆ ในการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าชุมชนให้เติบโตและอยู่ได้อย่างยั่งยืน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเสวนาในวันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานด้านพลังงานของประเทศต่อไป

         ด้าน นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ กล่าวถึงนิยามของโรงไฟฟ้าชุมชนและโมเดลของโรงไฟฟ้าชุมชนในมุมมองของ กฟผ. ว่า ตามนโยบาย Energy for All ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในเรื่องโรงไฟฟ้าชุมชนคือ หนึ่งชุมชนจะพิจารณาหนึ่งทางเลือกให้มีสิทธิเป็นเจ้าของแหล่งพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำผลผลิตทางการเกษตรมาหมุนเวียนเป็นพลังงานได้ โดยมี 2 วัตถุประสงค์ คือ 1. สร้างระบบการผลิตไฟฟ้าที่เป็น Renewable Base หรือ โรงไฟฟ้าฐานที่เป็นพลังงานหมุนเวียน เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนผ่านของโลกในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนจาก First System หรือ ระบบการผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เป็น Renewable Base และ 2. ช่วยทำให้ประชาชนรากหญ้าได้ประโยชน์จากการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศ

         เมื่อเป็นโรงไฟฟ้าชุมชน ฉะนั้นชุมชนต้องได้ประโยชน์ โดยการทำโรงไฟฟ้าชุมชนมีทั้งส่วนที่เป็นโอกาสและอุปสรรค โดยโอกาสคือ ช่วยลดปัญหาโลกร้อน เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนธุรกิจ และได้ใช้ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ในส่วนอุปสรรคคือ ราคาค่าไฟฟ้าอาจต้องเพิ่มขึ้น อย่างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มีราคาค่าไฟที่ขายหน้าโรงประมาณ 2 บาทต่อหน่วย แต่ถ้าเป็นโรงไฟฟ้าชุมชนราคาหน้าโรงอยู่ที่ประมาณ 5 บาทต่อหน่วย หรือมีส่วนต่างกันถึง 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งหากโรงไฟฟ้าชุมชนผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ 1,000 เมกะวัตต์ และเป็นสัญญาแบบ Firm อาจส่งผลให้ค่าไฟแพงขึ้นราว 20 สตางค์ต่อหน่วย

         ในส่วนของโมเดลสำหรับโรงไฟฟ้าชุมชน รวย. กล่าวว่า ตามที่องค์การสหประชาชาติ (UN) มองว่าโลกจะเผชิญวิกฤต 3 ด้าน ประกอบด้วย น้ำ อาหาร และพลังงาน ดังนั้นจึงควรทำโมเดลในรูปแบบที่สามารถแก้วิกฤตในอนาคตดังกล่าวได้ โดยโมเดลต้องเป็นการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน รัฐและเอกชน คือเอกชนมีหน้าที่สนับสนุนด้านเงินทุนเทคโนโลยีและบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ ส่วนชุมชนนำความรู้เรื่องศาสตร์พระราชาและเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เปลี่ยนจากเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นแบบผสมผสาน ปลูกพืชไว้กินไว้ใช้ มีการแบ่งส่วนปลูกพืชพลังงาน อาทิ หากปลูกหญ้าเนเปียร์ สามารถนำมาสับเป็นอาหารให้หมู ปลา ไก่ วัว ได้ และเมื่อเอาหญ้ามาหมักรวมกับขี้หมูขี้วัวจะเกิดเป็นก๊าซมีเทนเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ อีกส่วนคือมูลสัตว์นำมาทำเป็นปุ๋ยลดต้นทุนการปลูกพืช และยังได้พืชผักที่ปลอดสารพิษ อีกทั้งต้องมีการแบ่งพื้นที่ทำเป็นโคกหนองเพื่อให้มีน้ำใช้ ส่วนรัฐต้องเป็นผู้จัดการผลประโยชน์ (Balance Benefit) เพื่อให้สุดท้ายแล้วต้องเกิดผลลัพธ์ (outcome) ตามเป้าประสงค์ที่แท้จริงของโครงการ

         สุดท้ายนี้ ผู้ร่วมเข้าเสวนาทุกคนต่างมองว่าแนวคิดการทำโรงไฟฟ้าชุมชนถือว่าเป็นเรื่องที่ดี อยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสานต่อเรื่องนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งโครงการนี้จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริงของผู้นำอย่างภาครัฐ และทุกภาคส่วนพร้อมที่จะร่วมขับเคลื่อนไปพร้อมกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชนและการพัฒนาประเทศ