เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการพัฒนาคือการเดินไปข้างหน้า ขณะเดียวกันการที่จะเดินไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง เราจำเป็นต้องมีสัญชาตญาณในการป้องกันตนเองด้วย เพราะหนทางเดินไปข้างหน้านั้นย่อมมีปัญหาและอุปสรรคมากมาย ซึ่งผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศเพื่อให้ก้าวไปสู่ความทันสมัย ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านตามมาไม่ว่าจะเป็นด้านบวกและลบ ดังนั้น การพัฒนาให้สามารถเดินไปข้างหน้าได้พร้อม ๆ กันอย่างยั่งยืนนั้น เราจึงต้องตระหนักถึงสาเหตุของปัญหาและความท้าทายสำคัญที่ประเทศจะต้องเผชิญในอนาคตด้วย รวมถึงต้องเข้าใจในความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ที่เราจะมาทำความเข้าใจกันในตอนที่ 2 นี้ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถขับเคลื่อนดำเนินงานศาสตร์พระราชาให้สำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรมได้

         เรากำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการพัฒนาที่มุ่งเน้นแต่การเจริญเติบโต

         จากข้อมูลของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตามรายงานของ World Economic Forum ได้ประเมินว่าโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ ด้านภูมิศาสตร์การเมือง ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านเทคโนโลยี โดยแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมากที่สุดพบว่า สถานการณ์ของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นถูกยกให้เป็นความเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้มากที่สุด ตามมาด้วยความล้มเหลวจากการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และภัยพิบัติทางธรรมชาติ

         ปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น ความแห้งแล้งที่ทำให้ป่าต้นน้ำกว่า 10 ล้านไร่ในประเทศไทยกลายเป็นภูเขาหัวโล้น หลายเขื่อนเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ ในขณะที่เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ การเกษตรแบบใหม่ทำให้หน้าดินกว่า 108 ล้านไร่พังทลาย ปริมาณขยะจำนวนมากทั้งบนบกและในทะเล รวมถึงปัญหาอื่น ๆ เช่น ฝุ่น PM2.5 สารเคมีตกค้างในอาหารที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เป็นต้น

         นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความเสี่ยงทางด้านเทคโนโลยี ที่อาจจะเกิดการจารกรรมข้อมูลและการโจมตีทางไซเบอร์ หลังจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาและดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เราเผชิญอยู่ในตอนนี้และหลายองค์กรทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน คือ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Disruptive Technology) รวมถึงสงครามทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ และสงครามทางการเมืองซึ่งอาจนำมาซึ่งสงครามโลก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นภัยคุกคามที่จะส่งผลกระทบในระยะเวลาอันใกล้ โดยหากโลกเข้าสู่ระบบการแข่งขันเช่นเดิม ท้ายสุดโลกก็จะเผชิญกับภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่จะนำมาซึ่งปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้เกิดแรงกดดันจากทั่วโลก เช่น สถาบันการเงินโลกเลิกอุดหนุนธุรกิจฟอสซิล ภาคเอกชนรวมกำลังกดดันอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน การเดินขบวนของประชาชน-เยาวชนจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเรียกร้องให้รัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างเร่งด่วน การปลูกป่า ปลูกต้นไม้ที่ดำเนินการอย่างจริงจังในหลายประเทศ แม้กระทั่งในพื้นที่ซึ่งเป็นทะเลทราย

         ดังนั้น เราจึงต้องทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ในปัจจุบันที่เป็นไปและเตรียมพร้อมที่จะรับมือ ซึ่งหากมองที่ผลสำเร็จจากความเจริญก้าวหน้าเพียงอย่างเดียวนั้น จะไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้

         คำเตือนจากสายพระเนตรอันกว้างไกลของในหลวงรัชกาลที่ 9 และนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก

         นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมตามที่กล่าวมาแล้ว วารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America ปี 2018 โดยนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก 16 คน ยังได้สรุปผลการศึกษาเป็นคำเตือนว่า “เรากำลังผลักโลกให้ไปสู่สภาพที่ไม่อาจกลับคืนมาได้ที่เรียกว่า Hothouse Effect เป็นหายนะที่เกิดจากการที่อุณหภูมิโลกร้อนขึ้นถึง 5 องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้น โดยระดับนํ้าทะเลจะสูงขึ้นถึง 200 ฟุต และเราอาจจะเข้าใกล้ จุดที่ไม่อาจกลับคืนมาได้ (point of no return) เร็วขึ้นกว่าที่คนส่วนมากตระหนักหรือภายใน 10 ปี” อย่างไรก็ตาม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเตือนคนไทยมาก่อนหน้านั้นเป็นเวลากว่า 15 ปีแล้ว

         เพื่อไม่ให้เป็นการทำเหมือนเดิมแล้วได้ผลเหมือนเดิม จึงต้องมองหาทางออกใหม่ในการแก้ไขปัญหา ซึ่ง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำไว้เป็นแบบอย่างนับเป็นแนวทางในการอยู่รอดท่ามกลางสถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างแท้จริง แต่ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ และทราบที่มาของปรัชญาดังกล่าว รวมถึงระบบเศรษฐกิจทุนนิยมและสังคมนิยมที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นด้วย

         ต้องเข้าใจความสัมพันธ์ของระบบเศรษฐกิจ กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

         “...เราไม่เป็นประเทศรํ่ารวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากก็จะมีแต่ถอยกลับ ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว...” พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2534

         ระบบทุนนิยม เป็นระบบเศรษฐกิจที่ใช้กลไกตลาดเป็นตัวนำ มีจุดมุ่งหมายคือต้องการกำไรสูงสุด ลำดับถัดมาคือการเกิดขึ้นของ ระบบสังคมนิยม ที่จะต้องกระจายรายได้มุ่งไปที่ความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำ เมื่อระบบเศรษฐกิจของโลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงไม่มีพระราชประสงค์ให้ประเทศไทยเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าก้าวหน้าอย่างมาก ประเทศไทยจะถอยหลังอย่างน่ากลัว นี่คือเบื้องหลังสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทรงมุ่งความพอ เน้นการให้และแบ่งปัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพอเพียงปฏิเสธทุนนิยมและสังคมนิยม แต่ต้องทำให้ “พื้นฐาน” มั่นคงเสียก่อน ซึ่งขยายความได้ว่า จากเดิมที่มุ่งเน้นการแข่งขัน เราจะต้องเริ่มที่การแบ่งปันและช่วยเหลือกันเองก่อนแล้วจึงแข่งขัน เกิดเป็นการสร้างสรรค์ แบ่งปัน แต่แข่งขันได้

         ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้ให้เห็นถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตลอดจนเป็นแนวทางในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ส่วนความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและเป็นพื้นฐานที่พร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

         ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะนำพาให้เราทุกคนมีความพอดี ไม่ประมาท เป็นภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิต และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งมั่นคง นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดพัฒนานำไปใช้ในวงกว้างขึ้นได้ เพื่อทำให้สังคมเกิดการเรียนรู้ เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน รวมถึงนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติให้มีความยั่งยืน หากสามารถเข้าใจ ความเป็นมาและความหมายในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ดีแล้ว ย่อมนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไม่ยาก ซึ่งในตอนหน้า จะมาอธิบายถึงการแปลงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติ ที่จะต้องอาศัยการพัฒนาคนและความรู้ เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนให้สำเร็จเป็นรูปธรรม

         ที่มา : - การบรรยาย “การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาสู่เป้าหมายความยั่งยืนของโลก” โดย ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ วันที่ 20 กันยายน 2562 ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานใหญ่ กฟผ.

         - http://www.chaipat.or.th/