นานาชาติต่างให้การยอมรับว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy; SEP) สามารถนำไปสู่ความยั่งยืนได้จริง ซึ่งทุกคนสามารถนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตได้ แต่ผู้ที่จะนำไปประยุกต์ใช้นั้นต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และจะต้องระเบิดจากข้างใน นั่นคือ ความคิด ความรู้ ความศรัทธา ความเชื่อมั่น และเห็นในคุณค่า มาเป็นแรงผลักดัน ดังนั้น การแปลงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติจึงต้องทำแบบเป็นขั้นเป็นตอน โดยมีคนเป็นหัวใจของการพัฒนาไปสู่ความสำเร็จ

         

         การพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ต้องเป็นไปตามขั้นตอน

การพัฒนาหรือการแปลงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นขั้นเป็นตอนนั้น สิ่งที่จะต้องทราบและทำความเข้าใจให้ถ่องแท้มี 5 เรื่องด้วยกัน คือ 1) ความหมายและความสำคัญของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) ทฤษฎีใหม่จำนวนกว่า 40 ทฤษฎี ทั้งทางด้านการจัดการดิน น้ำ ป่าไม้ และคน มีอะไรบ้าง 3) มีวิธีการปฏิบัติอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งจะต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา และเมื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นในลำดับต่อไป หรือก้าวสู่เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า คือ พอเพียง แบ่งปัน และแข่งขันได้ นั่นเอง 4) เทคนิคหรือนวัตกรรม ที่สามารถถอดบทเรียนได้มากกว่า 47,000 บทเรียน จากโครงการในพระราชดำริ 4,741 โครงการ และ 5) มีการบริหารแบบคนจน ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2534 ณ ศาลาดุสิดาลัย ตอนหนึ่งว่า

         “...ถ้าเรามีการปกครองแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ มีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทำตามวิชาการ แล้ววิชาการนั้นเราก็ดูตำราแล้วพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย ในหน้าสุดท้ายเขาบอกว่า ‘อนาคตยังมี’ แต่ไม่บอกว่าเป็นอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้วมันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ ‘ถอยหลังเข้าคลอง’ แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบที่เราอะลุ้มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ...”

         นั่นหมายความว่าการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ จะต้องสร้างตำราหรือคู่มือขึ้นมาเอง เช่น กรณี 10 โครงการตัวอย่างที่ กฟผ. จะดำเนินงาน ทุกโครงการก็จะต้องจัดทำตำราหรือคู่มือขึ้นมาให้เหมาะสมกับภูมิศาสตร์ ความเชื่อ สังคม และวัฒนธรรมของพื้นที่ทั้ง 10 แห่งนั้น

         ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยมี ‘คน’ เป็นหัวใจของการพัฒนา

         เป้าหมายหลักของการปฏิรูปประเทศ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ที่มีรายละเอียดว่าการเมืองต้องมีความมั่นคง ขจัดการคอร์รัปชั่น มีความโปร่งใสและเป็นธรรม สังคมมีความยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ มีความเสมอภาคและปรองดอง เศรษฐกิจมีความมั่งคั่ง มีความพอเพียง แบ่งปัน และแข่งขันได้ ซึ่งในประเด็นความมั่งคั่งนี้ แม้ในระยะเริ่มแรกจะมีผู้เห็นต่างว่าประเทศจะต้องแข่งขันเพื่อสร้างรายได้จึงจะนำมาซึ่งความมั่งคั่ง แต่หากพินิจพิเคราะห์กันโดยถ้วนถี่แล้ว จะเห็นได้ว่าที่ชาวต่างชาติเดินทางมาประเทศไทยนั้น เป็นเพราะคนไทยมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นสังคมวัฒนธรรมชาวบ้าน นั่นคือ ความพอเพียงและแบ่งปันนั่นเองที่จะทำให้ประเทศมั่งคั่ง และการท่องเที่ยวของประเทศก็จะเติบโตเพราะวัฒนธรรมของเราเอง คนไทยต้องไม่คิดอยากรวยหรืออยากได้เงินของเขา แต่เพราะความไม่อยากได้ของเรานี้เอง เขาจึงมาคบกับเราฉันญาติมิตร และยังนำเงินตราเข้ามาประเทศไทยมากกว่าที่จะไปมุ่งเน้นไปที่การแข่งขันเสียอีก หรือในแง่ของการผลิตก็เช่นกัน ถ้าประเทศมุ่งเน้นการผลิตเพื่อแข่งขันหรือเลียนแบบต่างชาติ เราจะไม่มีทางตามต่างชาติได้ทัน เพราะเราเลียนแบบเขา วิ่งตามเขา เพื่อมาแข่งขันกับเขา แค่วิธีคิดก็ผิดแล้ว

         ดังที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงว่า “ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา หรือ Our Loss is Our Gain” จึงเป็นปรัชญาใหม่ที่ไม่ใช่ปรัชญาของการค้าขายเพื่อการแข่งขัน แต่จะต้องเริ่มจากความพอเพียงและแบ่งปัน แล้วเราก็จะสามารถแข่งขันกับประเทศใดก็ได้ในโลก อาจกล่าวได้ว่าถ้าเราเริ่มจากความพอเพียงและแบ่งปันก็จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งในที่สุด อย่างไรก็ตาม ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนนั้น อย่างน้อยที่สุดแล้วทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะต้องไม่เสื่อมโทรม วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมจะต้องเท่าทันและนำโลก และที่สำคัญจะต้องไม่เป็นการทำลายศีลธรรมและศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามของชาติ

         “ผลิตภัณฑ์จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ตัวอย่างของการผลิต และพัฒนาสินค้าที่มิได้มุ่งเน้นเพื่อการแข่งขัน แต่มุ่งส่งเสริมให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้ชาวเขาในพื้นที่สามารถยืนด้วยตัวเองได้อย่างยั่งยืน

         ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเราไม่สามารถพัฒนาคนให้เป็นคนดีมีวินัย ไม่สามารถจูงใจให้คนในชาติภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นผู้ให้ อันเป็นสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริ พระราชดำรัส และทรงยึดถือปฏิบัติมาตลอดระยะเวลา 70 ปีของการครองราชย์ ดังนั้น สิ่งที่จะต้องเริ่มทำเป็นอันดับแรกคือการพัฒนาคนให้เป็นคนดีมีวินัย มีความภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทยและศรัทธาในความเป็นไทย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด นั่นเพราะคนคือหัวใจของการพัฒนาในทุก ๆ เรื่อง

         ที่มา : - การบรรยาย “การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาสู่เป้าหมายความยั่งยืนของโลก” โดย ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ วันที่ 20 กันยายน 2562 ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานใหญ่ กฟผ.

         - http://www.chaipat.or.th/