จากการนำเสนอบทความในซีรีย์ชุด “ชุมชนยั่งยืน ด้วยศาสตร์พระราชา” ที่ผ่านมา ได้นำเสนอให้ทราบถึงแนวคิดและหลักการของศาสตร์พระราชา จากกูรูผู้เข้าถึงวิถีชีวิตเกษตรกรอย่าง ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อาจารย์ยักษ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มาพอสังเขป สำหรับในตอนนี้จึงขอนำเสนอถึงแง่มุมของ กฟผ. ในด้านของการนำหลักการศาสตร์พระราชามาสู่แนวนโยบายการดำเนินงาน และแนวทางการปฏิบัติขององค์การ

         ตามที่รัฐบาลโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ซึ่งจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่งยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ พัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ สร้างโอกาส และความเสมอภาคทางสังคม สร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีภาครัฐของประชาชนเพื่อประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม หน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ รวมถึง กฟผ. จึงได้ปรับยุทธศาสตร์การดำเนินงานขององค์การให้ตอบสนอง และช่วยให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ของประเทศเพื่อความสุขของคนไทยทุกคน

         ในส่วนของ กฟผ. จากยุทธศาสตร์ขององค์การปี 2563-2573 ที่ได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนองค์การตามมิติการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน (E.G.A.T) เพื่อมุ่งสู่วิสัยทัศน์ “นวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่า” โดยมิติ T (Trust and pride of the Nation) เป็นยุทธศาสตร์ ที่มุ่งหวังให้ กฟผ. เป็นองค์การที่ได้สร้างประโยชน์คืนกลับให้สังคม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองและมีความสุข โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการปฏิบัติ

         แต่การน้อมนำศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่การปฏิบัติได้นั้น จำเป็นที่จะต้องมีองค์ความรู้ มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง พร้อมนำมาลงมือปฏิบัติสู่การขยายผล และสร้างตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นจริงได้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน จึงนำไปสู่การนำผู้บริหารระดับสูงของ กฟผ. เข้าอบรมการพัฒนากสิกรรมธรรมชาติสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับผู้บริหาร ในชื่อหลักสูตร “ผู้นำการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย” ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี และร่วมเป็นภาคีเครือข่ายกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ลงพื้นที่นำศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่แรก

         ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม ชาวบ้านนิยมปลูกข้าวโพดเป็นอาชีพ ซึ่งต้องใช้พื้นที่จำนวนมากในการเพาะปลูก ทำให้การบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น และมีการเผาปรับพื้นที่มากขึ้นตามไปด้วย จึงทำให้แม่แจ่มเป็นพื้นที่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในเรื่องของปัญหาหมอกควันไฟป่า การตัดไม้ทำลายป่า จนเกิดเป็นภูเขาหัวโล้น รวมถึงการพังทลายของหน้าดิน ในหน้าน้ำหลากจะพัดพาตะกอนดินมาทับถมกันในแม่น้ำทำให้แม่น้ำตื้นเขิน เพิ่มปริมาณตะกอนลงลุ่มแม่น้ำปิงและอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล

         นอกจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังพบว่าวิถีชีวิตของคนอำเภอแม่แจ่ม ซึ่งบุกรุกที่ป่าสงวนเพื่อทำไร่ข้าวโพดมาเป็นเวลานานนั้น กลับมีหนี้สินสะสมอยู่มากมายรวมกันกว่า 2,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะสามารถปลดหนี้ของตัวเองได้ด้วยการปลูกเพียงข้าวโพด ดังนั้นการใช้แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนตามศาสตร์พระราชา “โคก หนอง นา” ผสมผสานไปกับโรงไฟฟ้าชุมชน และการพักชำระหนี้เอาไว้เป็นการชั่วคราวสักระยะ อาจช่วยให้ชาวแม่แจ่มลืมตาอ้าปากได้ และนั่นจึงเป็นที่มาของ “แม่แจ่มโมเดล”

         “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงยึดหลักการพัฒนาคนเป็นสำคัญนั้น สามารถใช้ได้กับทุกการทำงานได้เสมอ กฟผ. จึงได้ร่วมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และภาคีเครือข่าย 7 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคสื่อมวลชน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “ผู้นำการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ให้กับผู้นำท้องถิ่นในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย จำนวน 114 คน จาก 7 ตำบล 104 หมู่บ้าน เพื่อให้ทุกคนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักคิด หลักทฤษฎี หลักปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการประกอบอาชีพ การบริหารจัดการน้ำ การแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น ตลอดจนเพื่อช่วยกันดูแลป่าต้นน้ำและระบบนิเวศของป่าไม้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม จนเกิดการขับเคลื่อนงานใหญ่แบบจิตอาสาภาคประชาชนที่ร่วมมือกันทำงานในพื้นที่แบบไม่ใช้งบประมาณจากภาครัฐเลย อาทิ การร่วมมือกันสร้างถนนและสร้างฝายภูมิปัญญาชาวบ้าน ในเขตพื้นที่ของอำเภอแม่แจ่ม ได้มากกว่า 52,000 ฝาย ภายหลังการอบรมชาวบ้านทั้งอำเภอแม่แจ่มยังได้ตั้งปณิธานที่จะร่วมกันสร้างฝายจำนวน 52,000 ฝาย ถวายพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินตามแนวทางศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

         ด้วยการเห็นผลในเชิงประจักษ์จากพื้นที่อำเภอแม่แจ่มนี้เอง เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ กฟผ. เตรียมวางแผนงานขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทั้งในระดับประเทศ ระดับลุ่มน้ำ และลงสู่ระดับพื้นที่ ซึ่งจะเป็นพื้นที่โดยรอบ 7 เขื่อนพระนาม และ 3 โรงไฟฟ้าที่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมอาศัยความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนการทำงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด´โดยเตรียมจัดงานกิจกรรม “วันดินโลก 2019 – 2020” ภายใต้แนวคิด “พลังงานสรรค์สร้างพลังแผ่นดิน เพื่อการฟื้นฟูโลก” ในวันที่ 2 ธันวาคม 2562 ณ เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เพื่อแสดงถึงเจตจำนงในการเริ่มต้นที่จะน้อมนำศาสตร์พระราชามาสู่การแก้ไขปัญหาวิกฤตต่าง ๆ ของประเทศ และเชื่อมโยงถึงระดับโลกเพื่อสร้างแนวทางตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งได้น้อมนำหลักการทรงงานของรัชกาลที่ 9 และน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” มาเป็นแนวทางการทำงานด้านความรับผิดชอบ ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของ กฟผ.

         โดยภายในงาน “พลังงานสรรค์สร้างพลังแผ่นดิน เพื่อการฟื้นฟูโลก” ได้จัดให้มีพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ “การสืบสานศาสตร์พระราชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่เป้าหมายความยั่งยืนโลก” กิจกรรมแสดงเจตนารมณ์ “สืบสานศาสตร์พระราชา เนื่องในวันดินโลก” ณ สันเขื่อนภูมิพล พิธีมอบ “52,000 ฝายถวายพ่อ” ของชาวอำเภอแม่แจ่ม นอกจากนี้ยังมีเวทีเสวนาและนิทรรศการให้ความรู้ด้านศาสตร์พระราชาที่จะเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจ และทำให้สามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น

         กฟผ. พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนองค์การในมิติการพัฒนาด้านตัว T : Trust and Pride of the Nation ด้วยแนวทางการดำเนินงานตามศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยความมุ่งหวังและมุ่งมั่นที่จะน้อมนำมาพัฒนาชุมชนและสังคม ให้เกิดความยั่งยืน มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างแท้จริง