การพัฒนาที่ยั่งยืน และเป้าหมายแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ มีมติรับรองและถือเป็นทิศทางการพัฒนาของโลกปี 2016-2030 ได้รับการขานรับ และถูกนำมาขยายผลในฐานะประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ (UN) เช่นเดียวกับที่นานาประเทศทั่วโลกขับเคลื่อนผลักดันการพัฒนา เพื่อขจัดความยากจน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชน สังคม จนถึงระดับชาติ ในส่วนของประเทศไทยนั้นกล่าวได้ว่า “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เพียงเพราะดำเนินการตามแนวทางของสหประชาชาติ แต่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นหูและรับรู้เกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านโครงการตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจโดยเน้นให้คนไทยอยู่ได้ด้วยการพึ่งตนเองมาต่อเนื่องยาวนานตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์

         ทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่แนวทางของ รัฐบาลโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ซึ่งจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่งยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

         กฟผ. ในฐานะเป็นหนึ่งในหน่วยงานรัฐ จึงมุ่งวางยุทธศาสตร์การดำเนินงานขององค์การให้ตอบสนอง และช่วยให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ของประเทศ โดยการน้อมนําศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการปฏิบัติ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาทั้งในระดับชุมชน สังคมและประเทศ ใน 3 ด้านหลักคือด้านน้ำ ด้านอาหาร และด้านพลังงาน พร้อมตั้งเป้าหมายการดำเนินงานสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) จำนวน 7 ข้อ ประกอบด้วย ข้อ 7 พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ ข้อ 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ข้อ 9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน ข้อ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อ 15 การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก ข้อ 2 การขจัดความหิวโหย และ ข้อ 6 การจัดการน้ำและสุขาภิบาล บรรจุอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ขององค์การปี 2563–2573 ในมิติของยุทธศาสตร์ตัว T ( Trust and Pride of the Nation ) ที่มุ่งหวังให้ กฟผ. เป็นองค์การที่ได้สร้างประโยชน์คืนกลับให้สังคม

         สำหรับแผนงานการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy : SEP) ไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนโลก หรือ SEP สู่ SDGs ซึ่งมีฝ่ายกลยุทธ์ความยั่งยืน (อกย.) รับหน้าที่เป็นแม่งานหลักในการรับผิดชอบดำเนินการและวางแผนงาน แบ่งออกเป็น 4 แผนงาน ประกอบด้วย แผนงาน 3 ระดับ คือ ระดับพื้นที่ สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาคนผ่านการฝึกอบรมในศูนย์การเรียนรู้ เพื่อให้เกิดศูนย์ฝึกอบรมเพื่อสังคมกระจายทั่วประเทศเพื่อให้ความรู้ ช่วยเหลือประชาชน ระดับลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มแม่น้ำชี ลุ่มแม่น้ำมูล ลุ่มแม่น้ำน่าน ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ลุ่มแม่น้ำปิง โดยในระดับลุ่มน้ำจะเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลุ่มแม่น้ำ มุ่งเน้นการปรับปรุงพื้นที่ตาม “โคก หนอง นา โมเดล” และระดับประเทศ มีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งสถาบัน King Bhumibol Institute of Sufficiency Economy (KBISE) ให้หน่วยงานส่วนกลางรวมข้อมูลและความรู้เพื่อเผยแพร่สู่ระดับนานาชาติ พร้อมมุ่งเน้นการจัดทำหลักสูตรการศึกษา สร้างระบบฐานข้อมูลและเผยแพร่องค์ความรู้

         แผนงาน 5 กระบวนการ ประกอบด้วย คือ 1. การพัฒนาคน ผ่านการอบรมในศูนย์การเรียนรู้ 2. ปรับพื้นที่ โคก หนอง นาโมเดล ฟื้นฟูเขาหัวโล้น หยุดการชะล้างหน้าดิน อนุรักษ์พันธุกรรมพืช ออกแบบพื้นที่อนุรักษ์ดินและน้ำ พัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชา อาทิ ห่มดิน ปลูกแฝก สร้างฝาย หมักดองดิน และแกล้งดิน 3. เก็บข้อมูลองค์ความรู้จากการพัฒนาพื้นที่ 4. สร้างเครือข่ายรวมกลุ่มในชุมชน 5. สื่อสารขยายผลการเรียนรู้ และองค์ความรู้ แผนงาน 10 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ของ 7 เขื่อนพระนาม 3 โรงไฟฟ้า ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนสิรินธร เขื่อนจุฬาภรณ์ โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าวังน้อย และ กฟผ.แม่เมาะ

         โดยทั้งหมดนี้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ระยะ กล่าวคือ ระยะแรก ในปี 2562 ได้นำผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานที่ปฏิบัติงานด้านงานประชาสัมพันธ์และงานชุมชนเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2562 รวมแล้ว 4 รุ่น และในปี 2563 นอกจากจะมีการจัดอบรมต่อเนื่องเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจและนำไปปฏิบัติในทิศทางเดียวกันแล้วนั้น จะเริ่มดำเนินการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติใน 3 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ กฟผ.แม่เมาะ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิรินธร โดยมีเป้าหมายคือการจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้

         ระยะที่ 2 ปี 2564 จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพิ่มอีก 7 แห่ง คือ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี เขื่อนจุฬาลงกรณ์ จ.ชัยภูมิ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.อยุธยา และ โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ระยะที่ 3 ปี 2565-2567 เน้นการจัดอบรมหลักสูตรวิชาการ และพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ในรูปแบบ Social Enterprise ระยะ4 ปี 2568-2572 มีเป้าหมาย คือ การพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ให้สามารถรองรับภัยพิบัติได้ และรวบรวมข้อมูล องค์ความรู้ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติจากตัวอย่างพื้นที่จริงเผยแพร่สู่ระดับนานาชาติต่อไป อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ กฟผ. ไม่อาจทำเพียงลำพังได้ ดังนั้นจึงจับมือกับ 7 ภาคี ประกอบด้วยภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคสื่อมวลชน เพื่อเป็นพันธมิตรในการดำเนินงานเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนงานศาสตร์พระราชาไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนของโลกได้

         การขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนโลกนั้น จะสำเร็จไม่ได้เลย หากขาดความร่วมมือร่วมใจจากผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ในทุกระดับและทุกภาคส่วน ร่วมกันศึกษาและร่วมกันปฏิบัติ โดยแนวทางศาสตร์พระราชาฯ นี้จะเป็นแนวทางหลักในการขับเคลื่อนงานด้าน CSR ขององค์การตั้งแต่ปี 2563 นี้เป็นต้นไป และเชื่อมั่นว่าชาว กฟผ. จะช่วยผลักดันให้พื้นที่การดำเนินงานของ กฟผ. เป็นต้นแบบทางด้านความยั่งยืนของโลกได้ภายในไม่ช้า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องคนไทย และประเทศไทยที่สามารถยืนหยัดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงรอบด้านได้อย่างยั่งยืน