ประเทศไทยมุ่งพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายของสหประชาชาติ (SDGs) โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงด้านอาหารและการขจัดปัญหาความอดอยากหิวโหย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราโชบายให้ทุกหน่วยราชการน้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางปฏิบัติ โดยมุ่งนำศาสตร์พระราชามาขยายผลสู่การปฏิบัติอย่างครอบคลุมทุกมิติ ผ่านโครงการพระราชดำริ โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในด้านต่าง ๆ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร และยังคงต่อยอดขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

         หากจะกล่าวถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตในปัจจุบัน นอกจากน้ำและอาหารแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นก็คือ พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานไฟฟ้า เพราะเปรียบได้กับเส้นประสาทของร่างกายที่หากขาดไปก็จะอยู่ไม่ได้ ดังนั้น อาหาร น้ำ และพลังงานล้วนมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างที่แยกออกจากกันได้ยาก จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ แม้จะมีแสนยานุภาพทางการทหารเพียงใดหากขาดทั้งสามสิ่งนี้ก็ไม่สามารถประสบชัยชนะได้ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ขณะนี้ประชาคมโลกเป็นกังวล ซึ่งทุกอย่างล้วนหาคำตอบและทางแก้ปัญหาได้ใน “ศาสตร์พระราชา”

         พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลต่าง ๆ มากมาย ในเรื่องของศาสตร์พระราชา จากองค์กรในระดับนานาชาติ เช่น Agricola Medal หรือเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณในด้านการพัฒนาการเกษตร รางวัลในเรื่องการหยุดชะล้างหน้าดินหรือ Stop Soil Erosion รางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (Humanitarian Soil Scientist Award) พระองค์แรกและพระองค์เดียวในโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ที่แม้แต่นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ในระดับโลกประจักษ์ถึง ปัญหาที่เสาะหาวิถีทางแก้ในเรื่องของดิน เรื่องของน้ำ ที่แก้ไม่ได้ ก็สามารถหาทางแก้ไขได้เพียงทำตามแนวพระราชดำริของพระองค์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทฤษฎีที่ทรงคิดค้นเพื่อการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการนำไปสู่ความยั่งยืนของประเทศ และของโลก

         สำหรับคนไทยนั้น ได้รู้จักและเรียนรู้ในเรื่องของศาสตร์พระราชามาไม่มากก็น้อย รวมทั้งคำว่า เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา โดยเชื่อว่าเด็ก เยาวชน จำได้ เพียงแต่ไม่เคยสัมผัสการลงมือทำ เพราะเราเน้นการท่องจำ แต่ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในโลกเริ่มเห็นเด่นชัดขึ้น เราทุกคนจะผ่านความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกไปไม่ได้หากไม่มีการปรับตัว ทั้งนี้ การปรับตัวที่เร็วที่สุด ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเป็นตัวอย่างให้ดูผ่านโครงการพระราชดำริถึง 47,000 กว่าเรื่อง ใน 4,000 กว่าโครงการ นี่คือสิ่งที่ทรงมอบให้กับเรา

         ทั้งนี้ การศึกษาเพื่อการพัฒนามนุษย์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำให้ดูและทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล "รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์" จากองค์การสหประชาชาติ จากการที่ได้ทรงอุทิศกำลังพระวรกายและทรงพระวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจมาตลอดพระชนม์ชีพ ซึ่งทรงถ่ายทอดผ่านหนังสือ ‘พระมหาชนก’ ซึ่งการศึกษาในปัจจุบันต้องเปลี่ยนจากลูกอ๊อด เป็นกบเพื่อไปหาที่อยู่ใหม่มิเช่นนั้นจะไม่รอด เนื่องจากยุค Disruptive นั้นโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่มีการปรับตัวก็จะอยู่ได้อย่างยากลำบาก หรือหายไปในที่สุด

         ทั้งนี้ ในการนำแนวพระราชดำริไปใช้จะต้องเข้าใจ คือ มีความเข้าใจปรัชญา เข้าถึง คือ การนำหลักปรัชญานั้นไปให้ถึงประชาชน ให้ชาวบ้านเข้าใจ และจับมือร่วมกันพัฒนา ดังเช่นที่ กฟผ. ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ คือ นายอำเภอ และร่วมกับชาวบ้านแม่แจ่มในการทำงาน ซึ่งได้มีการประกาศว่าภายใน 4 เดือน ชาวแม่แจ่มจะเก็บน้ำ เก็บดินเอาไว้ และจะไม่ให้ตะกอนดินไหลมาลงยังเขื่อนภูมิพล ซึ่งขณะนี้ทำได้ถึง 52,000 ฝาย โดยประมาณการว่าหากเก็บได้ฝายละ 1 ตัน จะสามารถเก็บตะกอนดินได้ถึง 52,000 ตัน และฝายทั้งหมดทำสำเร็จแล้ววันนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่สำคัญของความร่วมแรงร่วมมือกันของทุกภาคส่วน และส่งผลดีคือชาวบ้านในหมู่บ้านได้ประโยชน์ในด้านการเกษตร ถัดมาคือคนกลางน้ำ ที่น้ำจะไม่ท่วม และท้ายสุดเขื่อนภูมิพลก็ได้ประโยชน์เพราะไม่มีตะกอนไหลลงเขื่อน เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดซึ่งดีกว่าการพูดและการเขียน ถือเป็นส่วนหนึ่งในการเก็บน้ำ เก็บดิน ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งเป้าหมายโลก คือ Zero Hunger เป้าหมาย 1 ใน 17 ข้อ ของ SDGs

         ประเทศไทยเป็นประธานเรื่องนี้ในระดับเอเชีย ซึ่งองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) ก่อตั้งสมัชชาความร่วมมือดินโลก (Global Soil Partnership : GSP) ซึ่งมีมติว่าภายใน 3 ปี จะต้องไม่ให้เกิดการอดอยากในโลกด้วยการทำ 3 อย่าง คือ 1.Be the Solution to Soil Pollution ต้องไม่ทำให้ดินมีมลภาวะ หยุดการทำร้ายดิน อย่าทำให้สิ่งมีชีวิตในดินตาย ซึ่งเริ่มในปี 2561 ที่ผ่านมา 2. Stop Soil Erosion, Save our Future ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน เก็บความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้เพื่อลูกหลานอนาคต และ 3. การสร้างความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตบนดิน

         ทั้งนี้ ทาง FAO ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในเรื่องนี้ เนื่องด้วยแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการดูแลรักษาทรัพยากรน้ำและดิน โดยประเทศไทยเป็นผู้มอบรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award ในนามองค์การสหประชาชาติ (UN) ให้กับบุคคล สถาบัน หรือประเทศที่มีผลงานสร้างการรับรู้ด้านการพัฒนาทรัพยากรดินดีเด่นจนเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระดับโลก ในวันดินโลกของทุกปีคือวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ถือเป็นการยกย่องพระอัจฉริยะภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีแนวพระราชดำริเพื่อประชาชนและพสกนิกรของพระองค์

         ดังนั้น ประชาชนไทยควรร่วมมือกันในการเดินหน้าในมติทั้ง 3 เรื่องของ GSP หากเราทำสำเร็จประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ดินและน้ำอุดมสมบูรณ์มีแหล่งพลังงานสะอาด ให้สมกับที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นผู้นำในเรื่องนี้

         เรื่อง : งานเสวนา เป้าหมายโลกคือเป้าหมายเรา ด้วยศาสตร์พระราชา ณ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2562