การเรียนรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหากเรียนแต่ทฤษฏี ก็อาจจะมีความเข้าใจในระดับหนึ่ง แต่หากจะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดแจ้งจะต้องมีการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดผลงานและเมื่องานสำเร็จก็จะพบว่าการลงแรงกายไปนั้นได้ผลประโยชน์กลับมาอย่างไร

         การเรียนรู้ในเรื่องศาสตร์พระราชาก็เช่นกัน หลายคนได้เคยเรียนรู้จากรั้วโรงเรียน ถึงแนวคิดแนวพระราชดำริ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ศาสตร์พระราชาอย่างละเอียด แต่กระนั้นก็ไม่เท่ากับการได้ทดลองลงมือปฏิบัติจริงในสถานที่จริง ซึ่งหลายคนไม่มีพื้นที่ให้ได้ลงมือทำ จึงยังไม่เกิดความเข้าใจที่ชัดแจ้ง มาวันนี้ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมแรงร่วมใจกันเดินตามรอยศาสตร์พระราชา สร้างฝายตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพบว่าผลงานที่ได้ลงแรงปฏิบัติไปนั้น งดงามและเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ต่อผู้อื่นและต่อประเทศอย่างมาก

         ต้องย้อนกลับไปถึง จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจในการทำฝายชะลอน้ำของชาวบ้านนั้น เริ่มต้นมาจากที่ผู้นำชุมชนในพื้นที่ 7 ตำบล 104 หมู่บ้าน ในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยการสนับสนุนของ กฟผ. นำชาวบ้านไปฝึกอบรมตามหลักสูตรที่ถ่ายทอดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมไปถึงแนวคิด แนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือ เรื่องของศาสตร์พระราชา ณ วัดพระธาตุดอยผาส้ม อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการจุดประกายแนวความคิดในเรื่องนี้ และนอกจากจะได้เรียนรู้จากการอบรมแล้ว ผู้นำชุมชนยังได้เห็นตัวอย่างที่ทำแล้วประสบความสำเร็จของพื้นที่ใกล้เคียงวัดพระธาตุดอยผาส้ม ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีสภาพเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ยังสามารถฟื้นฟูบำรุงป่าและแหล่งน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้ โดยที่น้ำไม่เคยแห้งอีกเลย ซึ่งทั้งหมดนั้นมาจากการทำฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริทั้งสิ้น

         นั่นทำให้เป็นจุดกำเนิดของการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างทุกหมู่บ้านในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม ว่าจะใช้ฝายชะลอน้ำ เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูสภาพป่า สภาพน้ำ และดิน ในพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องความเสื่อมโทรมของดิน น้ำ และป่า คล้าย ๆ กับพื้นที่อำเภอสะเมิง โดยตกลงกันว่าจะทำหมู่บ้านละ 500 ฝาย รวม 104 หมู่บ้านเป็น 52,000 ฝาย โดยใช้ชื่อโครงการว่า ‘52,000 ฝายถวายพ่อ’ เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม จนถึง 30 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งสำเร็จครบทั้งหมด 52,000 ฝาย อย่างงดงามตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งการทำงานดังกล่าวสามารถสะท้อนถึงความไม่ย่อท้อและความสามัคคีของคนในหมู่บ้านได้เป็นอย่างดี

         ผลจากการลงมือทำงานจริงนั้น ใช่เพียงจะเกิดประโยชน์ให้กับชาวบ้านในพื้นที่โดยตรงเท่านั้น แต่พื้นที่อื่น ๆ ก็ยังได้รับผลประโยชน์ไปด้วย โดยประโยชน์แรกที่ชาวบ้านพบและได้ประจักษ์ถึงคุณประโยชน์อันมากมายของฝายก็คือ เมื่อเริ่มสร้างฝายไประยะหนึ่งประเทศไทยก็ประสบกับพายุโพดุล โดยอำเภอแม่แจ่มเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบมาก ซึ่งฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริสามารถช่วยลดความแรงของน้ำได้ นั่นทำให้หมู่บ้านที่มีความเสี่ยงที่จะโดนดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลากจำนวนกว่า 10 แห่ง นั้นลดความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติขึ้น อีกทั้งเมื่อด้านบนมีการเก็บน้ำไว้ในฝายแล้ว ยามหน้าฝน หรือยามน้ำหลาก มวลน้ำเหล่านั้น ก็จะถูกลดทอนความรุนแรงลงเนื่องจากมีฝายคอยกั้น คอยชะลอความแรง และคอยกักน้ำไว้บางส่วน ทำให้คนกลางน้ำในพื้นที่ ถัดลงมาปลอดภัย ไม่เกิดเหตุอุทกภัย

         ประโยชน์ถัดมา เมื่อมีฝายก็มีน้ำเก็บไว้ใช้ในหน้าแล้ง หรือในยามที่ฝนไม่ตก ทำให้มีน้ำไว้อุปโภคบริโภค ชาวบ้านไม่เดือดร้อน ซึ่งนอกจากจะกักน้ำแล้ว ฝายยังกักตะกอนดินไม่ให้ไหลไปกับน้ำ ส่งผลให้พื้นดินแถบนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ เพาะปลูกพืชผลได้งอกงาม สร้างแหล่งอาชีพและรายได้ของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี

         และประการสุดท้าย จากการที่ฝายช่วยกักตะกอนดินไม่ให้ไหลลงมากับน้ำ ซึ่งปลายทางของน้ำนั้น คือ เขื่อนภูมิพล หากประมาณการว่า 1 ฝายสามารถกักเก็บตะกอนดินได้ 1 ตัน 52,000 ฝาย ก็จะสามารถกักตะกอนดินไม่ให้ไหลลงมาสู่เขื่อนภูมิพลได้ถึง 52,000 ตัน ซึ่งช่วยให้เขื่อนภูมิพลไม่ตื้นเขินอันเป็นผลมาจากตะกอนดินที่สะสมดังกล่าว ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การทำฝายขึ้นมาหนึ่งฝายนั้นได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นอย่างดี

         นั้นเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าศาสตร์พระราชา เป็นทฤษฏีที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และทำได้จริง อีกทั้งเมื่อทำแล้วยังได้ผลสำเร็จที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่ได้ลงมือทำ และภูมิใจในแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงพระราชทานให้กับประชาชนชาวไทย