การเติบโตของเทคโนโลยีในยุคนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เรียกว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ เพียงมีเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุน ในด้านพลังงานก็เช่นกัน กฟผ. ได้นำเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาพัฒนาโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคงแข็งแรง จัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพทันสมัยมาเชื่อมต่อกับระบบจำหน่ายไฟฟ้ารองรับการผลิตไฟฟ้าใช้เองเพิ่มมากขึ้น พร้อมเตรียมนำระบบกักเก็บพลังงานมาเสริมความแข็งแกร่งของโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขยายขอบเขตการแลกเปลี่ยนซื้อขายพลังงานในระดับภูมิภาคและสร้างโอกาสในการพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Power Grid)

         กฟผ. ได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญของแนวคิดการเชื่อมโยงของโครงข่ายระบบไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจจากการซื้อขายพลังงานแล้ว ยังเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ดังที่นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Future Energy Asia 2020 ถึงเรื่องดังกล่าวว่า “เราต่างตระหนักดีว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยทรัพยากรที่เหมาะสมในการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด อย่างแสงอาทิตย์และลม แต่ยังขาดการบูรณาการ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน แหล่งพลังงานเหล่านี้มักไม่ค่อยอยู่ในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้น ดังนั้นการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระหว่างประเทศ หรือ Regional Grid Connectivity จะเป็นวิธีการหนึ่งในการส่งพลังงานไปยังแหล่งที่มีความจำเป็นต้องการใช้ และยังตอบรับสมดุล 3 ด้าน คือ ความมั่นคง ราคาเหมาะสม และความยั่งยืน เป็นการบูรณาการการใช้ทรัพยากรร่วมกันในภูมิภาค

         การพัฒนาระบบส่ง และการใช้แหล่งพลังงานสะอาดในภูมิภาค โดยหลักแล้วคือ แนวคิดที่จะบูรณาการระบบไฟฟ้าแรงสูงในภูมิภาคร่วมกับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบส่งไฟฟ้ากระแสตรงแรงสูงมาก (ultra-high-voltage direct current transmission) และการจัดการ Smart Grid การบูรณาการนี้ช่วยให้เกิดกระบวนการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้าง “โอกาสและคุณค่าใหม่” ในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งยังสนับสนุนการขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียไปสู่พลังงานที่สะอาด ทันสมัย และยั่งยืนในอนาคต

         การเชื่อมโยงพลังงานไฟฟ้านี้จะทำให้เกิดผลดีด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงเสถียรภาพด้านราคา การพัฒนาเศรษฐกิจในองค์รวม จากการมีปริมาณพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ ยังไม่รวมผลดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และผลดีด้านเทคนิค เช่น การเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบ โอกาสในการให้บริการธุรกิจอื่นและการกระจายการใช้แหล่งพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกันยังช่วยลดความผันผวนของระบบ ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง และผลกระทบด้านข้อจำกัดของทรัพยากร”

         ที่ผ่านมา กฟผ. ได้ศึกษาการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าของอาเซียนในหลายแง่มุม ทั้งเงื่อนไขด้านสังคมและเศรษฐกิจ ปริมาณพลังงานความต้องการพลังงาน และการจัดหาแหล่งพลังงาน อีกทั้งยังได้ดำเนินการขยายการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าข้ามประเทศไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความมั่นคงระดับภูมิภาค โดยสนับสนุนให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการแบ่งปันแหล่งพลังงานเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

         กฟผ. มีความร่วมมือกับพันธมิตรภายในภูมิภาค เพื่อแสวงหาโอกาสและศึกษาการสร้างตลาดการซื้อขายไฟฟ้าข้ามประเทศ จากศักยภาพความมั่นคงทางพลังงานและระบบส่งของประเทศ ตลอดจนความได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์ โดยเริ่มจากสัญญาซื้อขายแบบทวิภาคี แบ่งปันพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ช่วยให้แหล่งพลังงานจากประเทศหนึ่งไปตอบความต้องการใช้พลังงานของอีกประเทศหนึ่ง โดยมีโครงการที่เกิดผลเป็นรูปธรรมแล้ว ได้แก่ การสร้างสายส่งขนาด 500 กิโลโวลต์ เพื่อเชื่อมจากแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำของ สปป.ลาว มายังระบบไฟฟ้าของประเทศไทย และระบบ HVDC เพื่อส่งไฟฟ้าระหว่างมาเลเซียและไทย (Lao PDR, Thailand, Malaysia – Power Integration Project : LTM – PIP) ทั้งยังเตรียมดำเนินโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบส่ง 3 ประเทศ คือ สปป.ลาว – ไทย – เมียนมา ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายเส้นทางนำ ไปสู่การซื้อขายไฟฟ้าแบบพหุภาคีภายในภูมิภาคอาเซียนและต่อไปยังภูมิภาคอื่นในอนาคต

         จะเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง หากเทคโนโลยีจะเป็นตัวช่วยให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้น และทำให้โลกที่เราอยู่อาศัยนี้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น รวมถึงมนุษย์อย่างเราเล็งเห็นถึงประโยชน์ของการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลมากขึ้น ความร่วมมือในการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนคงจะเกิดขึ้นและสำเร็จในไม่ช้า ซึ่งประโยชน์ไม่ใช่เพื่อใครอื่นใด แต่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรอาเซียน รวมถึงช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน เพื่อลูกหลานของเราต่อไป