เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้พลิกโฉมรูปแบบพลังงานเดิมให้เปลี่ยนไป การพัฒนาทางเทคโนโลยีอาจไปเร็วกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะเรื่องของ ‘‘พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy หรือ RE)’’ ที่กลายมาเป็นกระแสหลักในตลาดพลังงานโลก และมีบทบาทในการชี้ทิศทางนโยบายของรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ในยุคนี้ เนื่องจากเป็นพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล การเข้ามาของพลังงานหมุนเวียน ทำให้ กฟผ. ต้องศึกษาหาแนวทางรับมือและปรับเปลี่ยนวิธีการ เพื่อให้ระบบพลังงานหมุนเวียนสามารถบูรณาการร่วมกับระบบพลังงานในรูปแบบเดิมได้ เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. มีความมั่นคงและทันสมัยสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงโลก โดยนายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. ได้กล่าวถึงแนวทางบูรณาการจัดการพลังงานไฟฟ้าเพื่อนำไปสู่ทิศทางการพัฒนาที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม

ผสานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้เข้ากับระบบไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม (Thailand RE Grid Integration)

          จากการเข้ามาของพลังงานหมุนเวียน ทำให้เกิดความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับ สำนักงานพลังงานสากล (IEA: International Energy Agency) ในการศึกษาความเป็นไปได้ของผลกระทบที่มีต่อระบบผลิตไฟฟ้าของไทยในอนาคต หรือที่เรียกว่า Thailand Renewable Grid Integration Assessment เพื่อหาแนวทางเชื่อมต่อระบบผลิตไฟฟ้าแบบใหม่เข้ากับแบบเก่า ซึ่งผลของการศึกษาได้ชี้ให้เห็นว่าจำเป็นต้องปรับปรุงระบบผลิตไฟฟ้าของไทยให้มีความยืดหยุ่น (Flexibility) หรือการทำ Grid Modernization

         ดังนั้น กฟผ. จึงได้ดำเนินการศึกษาเพื่อปรับปรุงโรงไฟฟ้าให้มีความอัจฉริยะและยืดหยุ่น รวมถึงศึกษาเพื่อจัดตั้งระบบพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE Forecast Center) และศูนย์ควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE Control Center) โดย กฟผ. จะต้องดูแลบริหารจัดการความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความต้องการการใช้ไฟฟ้าของประชาชน

         นอกจากนี้ การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า Battery Energy Storage System (BESS) ก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน กฟผ. จึงต้องดำเนินการศึกษาเพื่อติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนด้วย ไม่เพียงเท่านี้ ยังได้ร่วมกับองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency : IEA) ทำการศึกษาการสร้างความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า (In-depth Grid Flexibility Study) โดยต้องทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย ดังนั้น เราจึงคาดว่าจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งมาเร็วกว่าที่คาดไว้ได้ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop)

สร้างเสถียรภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม (RE Integration Solution as a Firm Power Supply)

          นอกจากการเชื่อมต่อระบบผลิตไฟฟ้าแบบใหม่เข้ากับแบบเก่าแล้ว กฟผ. ยังได้ศึกษาแนวทางการรับมือกับพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพ หนึ่งในโครงการที่ กฟผ. ได้ริเริ่มดำเนินการคือ โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Hydro Floating Solar) เนื่องจากประเทศไทยมีแหล่งน้ำที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 6–8 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้น หากนำระบบเซลล์แสงอาทิตย์มาติดตั้งบนผืนน้ำที่มีอยู่แล้ว เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าควบคู่ไปด้วยกันก็จะทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้คุ้มค่า

         ไม่เพียงเท่านี้ กฟผ. ยังได้ดำเนินโครงการ EGAT Energy Excellent Center (EGAT EEC) ซึ่งมีเป้าหมายคือการเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ตรง เพื่อเป็นตัวอย่างและเป็นแนวทางให้แก่ผู้ที่สนใจ รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต โดย EGAT EEC นั้น จะรวบรวมเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) เครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ระบบไฮโดรเจน (Hydrogen System) และระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (Battery Energy Storage System หรือ BESS) ควบรวมไปกับระบบอินเวอร์เตอร์ของ กฟผ. (EGAT Inverter Model) ซึ่งทั้งหมดนี้จะแสดงให้เห็นถึงการใช้เทคโนโลยีในด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเชื่อมโยงกับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Microgrid) ในอนาคต

         ที่นี่จึงจะเป็นตัวอย่างแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการนำเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียนจำนวนมากที่สุดที่มีอยู่ในตลาดพลังงานไฟฟ้ามาใช้ด้วยกัน โดยร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีบทบาทในด้านพลังงานไฟฟ้า จึงเห็นได้ว่า กฟผ. จะสามารถหาแนวทางในการบูรณาการพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามั่นคงและมีเสถียรภาพได้อย่างแน่นอน

สร้างความมั่นคงทางพลังงานร่วมกันของทั้งภูมิภาคอาเซียน (Regional RE Integration and Beyond)

          หากมองภาพรวมของระบบไฟฟ้าในภูมิภาค จะเห็นได้ถึงความแตกต่างของแต่ละประเทศในอาเซียน ซึ่งมีศักยภาพในด้านการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น สปป.ลาว ที่มีศักยภาพสูงมากในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ในขณะที่เวียดนามก็มีศักยภาพสูงในด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและน้ำ ส่วนประเทศไทยนั้นมีศักยภาพสูงในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

         อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แต่ละประเทศในอาเซียนมองร่วมกันนั่นก็คือการให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนนั้นเป็นกระแสที่เข้ามาอย่างรวดเร็วและแพร่หลายไปทั่วเกือบทุกภูมิภาค ด้วยเหตุผลเช่นนี้แล้ว จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเราจำเป็นที่จะต้องเชื่อมโยงระบบการผลิตไฟฟ้าระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อที่จะร่วมกันผลิตพลังงานไฟฟ้าแล้วซื้อขายกันระหว่างประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเอื้อประโยชน์กันในประเทศอาเซียน

         ดังนั้น สาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างระบบส่งไฟฟ้าจึงจำเป็นและควรจะทำให้มีการเชื่อมต่อกันระหว่างประเทศด้วย ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสายส่งไฟฟ้าที่สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ซึ่งเป็นสายส่ง 500 kV ใช้เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของ สปป.ลาว ซึ่งเป็นความร่วมมือแบบทวิภาคีภายใต้การตกลงการซื้อขายไฟฟ้าของทั้ง 2 ประเทศ แต่ในอนาคตจะมีการขยายความร่วมมือเป็นแบบพหุภาคีภายใต้ความร่วมมือจากหลากหลายประเทศในอาเซียน

 

"อนาคตของพลังงานหมุนเวียนนั้นดูมีความหวัง เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบันมีความก้าวหน้า รวมไปถึงเรายังมีประสบการณ์ และความรู้ความชำนาญที่สะสมบ่มเพาะไว้นอกจากนี้ระบบไฟฟ้าของเราที่มีอยู่เดิมก็สามารถพัฒนาให้รองรับพลังงานหมุนเวียนได้โดยสิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือประสานความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าของเราเชื่อมโยงกัน ซึ่งหัวใจสำคัญก็คือต้องพยายามพัฒนาระบบไฟฟ้าซึ่งเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมถึงการบริหารจัดการการซื้อขายไฟฟ้าให้เกิดขึ้นโดยสิ่งนี้จะเป็นหนทางสู่การบูรณาการการซื้อขายพลังงาน ซึ่งมีพลังงานหมุนเวียนเข้ามาในระบบ นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับแหล่งพลังงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ในภูมิภาคด้วย"

นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ.

 

          จะเห็นได้ว่า จากกระแสสังคมที่ให้ความสำคัญต่อการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงความยั่งยืนของโลก ได้ส่งผลให้วงการไฟฟ้าของไทยรวมไปถึงในหลากหลายประเทศ ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตให้สอดรับกับนโยบายของรัฐ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ซึ่งจะเพิ่มมากขึ้นตามเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าและทันสมัย

         ดังนั้น กฟผ. จึงต้องดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตไฟฟ้าให้กับประเทศไทย นั่นก็คือการจัดทำแพลตฟอร์มเพื่อใช้สำหรับการบริหารด้านพลังงาน (Energy Management Platform) เพื่อให้การผลิต การส่ง และการใช้ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้ความรู้ที่หลากหลายมาประกอบสร้างให้เกิดขึ้น นอกจากนี้จะต้องทำให้คำว่า “นวัตกรรมไฟฟ้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่า (Innovate Power Solution for a Better Life)” นั้นเกิดขึ้นจริง เพราะจะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียนอย่างเห็นได้ชัด