กฟผ. ร่วมลงนาม MOU แบบพหุพาคีออนไลน์ กับ สวทช. และ 12 พันธมิตรประกาศเจตนารมณ์ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยผลักดันแพลตฟอร์ม IDA และระบบวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและอนุรักษ์พลังงาน ตอบสนองความจำเป็นเร่งด่วนต่อการปรับตัวของ SME และสอดรับการเปลี่ยนแปลงรอบด้านหลังวิกฤต COVID-19

         เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2563 นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ เป็นผู้แทน กฟผ. ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) แบบพหุภาคีออนไลน์ผ่านระบบ Webex กับ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และอีก 12 หน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการดำเนินการยกระดับอุตสาหกรรมด้วย IDA Platform (Industrial IoT and Data Analytics Platform) รองรับการปรับตัวของผู้ประกอบการหลังสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยมี ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) เป็นประธาน มีดร.จิราพร ศิริคำ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ และ ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน

         ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อว. กล่าวว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะมีความจำเป็นในการปรับตัวของทุกภาคส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในภาคการผลิตที่มีการแข่งขันสูง รัฐบาลจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยสนับสนุน SME ให้สามารถปรับใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม และรองรับความท้าทายใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

         ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผอ.สวทช. กล่าวว่า สวทช. ได้เสนอให้รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ในปี 2564 เพื่อสนับสนุนการขยายผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ (Translational Research) โดยการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ขึ้นภายในเมืองนวัตกรรม ARIPOLIS ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองนวัตกรรมเป้าหมายภายใต้เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC เป็นการช่วยลดช่องว่างของการพัฒนาอุตสาหกรรม และสามารถช่วยยกระดับการผลิตสู่ Industry 4.0 ได้ในอนาคต ซึ่งแพลตฟอร์ม IDA เป็นแพลตฟอร์มIoT และระบบวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรม ที่ช่วยติดตาม วิเคราะห์ข้อมูล และตรวจสอบประสิทธิภาพการผลิตการใช้พลังงาน รวมถึงค่าสภาวะต่าง ๆ ของเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการการผลิตให้มีศักยภาพและแม่นยำมากขึ้น โดยการเปิดตัวในวันนี้ นับเป็นหนึ่งในงานสำคัญที่จะเกิดขึ้นในศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน ภายในเมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หรือ EECi ARIPOLIS แห่งนี้

         นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ กล่าวว่ากฟผ. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงพลังงานในการดำเนินงานตามมาตรการอนุรักษ์พลังงานสำหรับผู้ผลิตและจำหน่ายพลังงาน ซึ่งมีเป้าหมายประหยัดไฟฟ้า (Energy Efficiency Resources Standards - EERS) ตามกลยุทธ์ในแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558 – 2579 (Energy Efficiency Plan : EEP 2015) ซึ่งที่ผ่านมา กฟผ.ดำเนินโครงการนำร่องศึกษาผลการลดการใช้ไฟฟ้า ผ่านการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (Demand Side Management– DSM) ที่ดำเนินงานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2536 ประกอบด้วยงานที่ปรึกษาในรูปแบบ ESCO (Energy Service Company) ให้กับลูกค้าทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมทั้งรายใหญ่และรายเล็ก (SME) โครงการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงเรียนและภาคครัวเรือน และโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ ในปัจจุบัน กฟผ. มีนโยบายในการพัฒนาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม ผ่านระบบ Smart Energy Digital Platform ซึ่งผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับระบบตรวจวัดอัจฉริยะ และประมวลผลข้อมูลด้วยระบบ Data Analytic With AI ซึ่งจะตอบโจทย์เป้าหมายของการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานสูงสุด ซึ่งประสบการณ์และสมรรถนะหลัก (Core Competency) ของ กฟผ. ในด้านต่าง ๆ จะถูกนำมาใช้ในการผลักดันโครงการ IDA แพลตฟอร์มเพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เข้าสู่การเป็น Industrial 4.0 สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ กฟผ. ที่จะนำนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของทุกภาคส่วนมาพัฒนาประเทศไทย จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ กฟผ. จะได้เข้าไปมีส่วนร่วมและมีบทบาทในการพัฒนาประเทศชาติ พัฒนาพลังงานไฟฟ้า และพัฒนาภาคอุตสาหกรรม SME ร่วมกัน

         สำหรับการลงนาม MOU ในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก 13 หน่วยงาน แบ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และ กฟผ. นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานเอกชนที่เป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีรายใหญ่ในวงการอุตสาหกรรม 4.0 ของโลก และบริษัทเอกชนไทย อีกจำนวน 8 หน่วยงาน ร่วมทำงานเพื่อส่งมอบเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้แก่ผู้ประกอบการ SME ไทย โดยแต่ละรายจะมีการสนับสนุนการทดลองใช้เทคโนโลยี อุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ เพื่อทำการทดสอบการใช้งานจริงในโรงงานนำร่อง มีการแบ่งปันองค์ความรู้เพื่อวิจัยและพัฒนา รวมทั้งพัฒนากำลังคนและบุคลากรด้านอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นระบบ