ค่า Ft กับการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่

ความเป็นมาของค่า Ft

ในอดีตค่าไฟฟ้ามีเพียงส่วนเดียว เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายควบคุมราคาน้ำมัน ทำให้ระดับราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจประกาศลอยตัวราคาน้ำมันในเดือนมิถุนายน ๒๕๓๔ ราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าก็เริ่มมีการผันแปรตามราคาตลาด คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศเป็น ๒ ส่วน คือ ค่าไฟฟ้าฐาน และค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่าเอฟที โดยเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๓๔ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นกลไกในการปรับราคาค่าไฟฟ้าให้เคลื่อนไหวตามค่าใช้จ่ายในส่วนที่อยู่นอกการควบคุมของการไฟฟ้า

การปรับปรุงสูตรการคำนวณค่าเอฟทีครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๔๘ โดยคณะรัฐมนตรีในการประชุมวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๘ มีมติให้สูตรการคำนวณเหลือเฉพาะปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของราคาค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าเท่านั้น สำหรับปัจจัยอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงของการใช้ไฟฟ้า ภาครัฐให้การไฟฟ้าเป็นผู้รับภาระความเสี่ยงเอง

ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ การพิจารณากำหนดค่าเอฟที เป็นอำนาจของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลอัตราค่าพลังงานและค่าบริการ เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองความถูกต้องของการคำนวณค่าเอฟทีให้เป็นไปตามสูตรการคำนวณที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ใช้ แล้วนำเสนอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานพิจารณาประกาศอนุมัติค่าเอฟทีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

ในส่วนของการกำกับดูแล กกพ. จะตรวจสอบข้อมูลการลงทุนและการดำเนินงานที่มีผลต่อการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ โดย กกพ. จะพิจารณาครอบคลุมถึงประสิทธิภาพในการบริหารการใช้เชื้อเพลิง การสั่งการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า และการประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้า เป็นต้น รวมทั้งสมมติฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติทุก ๔ เดือน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้า และคำนึงถึงผลตอบแทนที่เหมาะสมของการลงทุนของผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าด้วย

โครงสร้างค่าไฟฟ้า

โครงสร้างค่าไฟฟ้าในปัจจุบันแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ (๑) ค่าไฟฟ้าฐาน กับ (๒) ค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ “ค่าเอฟที”

ค่าไฟฟ้าฐาน

ค่าไฟฟ้าส่วนที่ ๑ หรือ ค่าไฟฟ้าฐาน เป็นค่าไฟฟ้าที่สะท้อนรายจ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตของประเทศ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศในช่วง ๑๕ ปีข้างหน้า ที่จัดทำโดยคณะอนุกรรมการการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า ประกอบด้วยรายจ่ายของการไฟฟ้า ๓ ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ ๑) ต้นทุนทางการเงินที่การไฟฟ้าใช้ในการก่อสร้างขยายระบบผลิต ระบบส่งและระบบจำหน่ายในอนาคต ๒) ต้นทุนในการดำเนินงาน เช่น ค่าใช้จ่ายดำเนินงานและบำรุงรักษาระบบผลิต ระบบส่งและระบบจำหน่าย ค่าบริหารจัดการ ตลอดจนผลตอบแทนการลงทุน และ ๓) ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า

ค่าไฟฟ้าผันแปรหรือ “ค่าเอฟที”

ค่าไฟฟ้าส่วนที่ ๒ หรือ “ค่าเอฟที” คำว่า Ft เดิมหมายถึง ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง(Fuel) ที่แปรผันไปตามเวลา (Adjustment time) ในที่นี้ หมายถึง ค่าไฟฟ้าที่สะท้อนค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มหรือลดจากค่าใช้จ่ายฐาน

ขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ คณะอนุกรรมการกำกับดูแลอัตราค่าพลังงานและค่าบริการพิจารณากลั่นกรองความถูกต้องของการนำค่าใช้จ่ายส่วนที่เปลี่ยนแปลงนั้นมาคำนวณในสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติเพื่อหาค่าเอฟที จากนั้นจึงนำเสนอ กกพ. ให้ความเห็นชอบ แล้วประกาศรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเป็นเวลาประมาณ ๕ วัน จากนั้น กกพ. จึงประกาศค่าเอฟทีดังกล่าวเพื่อให้การไฟฟ้าใช้เรียกเก็บจากประชาชนคราวละ ๔ เดือน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสะดวกในการคิดต้นทุนสินค้า

ค่าเอฟทีทำให้การไฟฟ้ากำไรเพิ่มขึ้นหรือไม่

ประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า “ค่าเอฟที” คือ ค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าเรียกเก็บเพิ่มขึ้น เพื่อนำมาเป็นกำไรให้กับองค์การของตนเอง ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะค่าเอฟทีเป็นเพียงกลไกในการปรับราคาค่าไฟฟ้าให้เคลื่อนไหวตามค่าใช้จ่ายที่อยู่นอกการควบคุมของการไฟฟ้า เฉพาะปัจจัยราคาเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากค่าฐาน และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกำไรของการไฟฟ้าแต่อย่างใด เพราะผลประกอบการของการไฟฟ้าถูกกำหนดไว้ในค่าไฟฟ้าฐาน และภาครัฐจะพิจารณาทบทวนผลประกอบการของการไฟฟ้าทุกๆปี เพื่อให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม หากมีผลประกอบการแตกต่างจากที่ภาครัฐเห็นสมควร ส่วนเกินนั้นก็จะถูกนำมาคำนวณคืนให้ประชาชนผ่านค่าเอฟที

ประโยชน์ของการมีค่าเอฟที

ในการกำหนดโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อใช้งานเป็นระยะเวลา ๓-๔ ปีนั้น หากไม่มี “ค่าเอฟที” เป็นค่าไฟฟ้าส่วนที่ ๒ เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายผันแปรที่เพิ่มขึ้น/ลดลงไปจากตัวเลขที่ใช้กำหนด ณ วันที่ประกาศอัตราค่าไฟฟ้า การจัดทำอัตราค่าไฟฟ้าก็จำเป็นต้องมีการคาดการณ์ราคาเชื้อเพลิงไปข้างหน้า ๓-๔ ปี ซึ่งมีโอกาสผิดพลาดมาก หากคาดการณ์ราคาเชื้อเพลิงไว้สูง ผู้เสียผลประโยชน์ก็คือประชาชน เพราะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพง ในทำนองกลับกันหากคาดการณ์ไว้ต่ำ การไฟฟ้าก็ขาดเงินรายได้สำหรับนำมาสมทบการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการในอนาคต ทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าขาดแคลน เหมือนบางประเทศในกลุ่มอาเซียนที่จำเป็นต้องสลับพื้นที่ดับไฟ ดังนั้นผู้เสียผลประโยชน์ก็คือประชาชน

นอกจากนั้นการที่ค่าไฟฟ้าต่ำกว่าต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ยังเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างฟุ่มเฟื่อยด้วย ดังนั้นการนำปัจจัยค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตไฟฟ้ากว่า ๕๐% มาคำนวณผ่านกลไกสูตรเอฟทีทุกๆ รอบ ๔ เดือน เพื่อให้มีความคล่องตัวในการปรับราคา จึงช่วยสะท้อนราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม ทั้งสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ผลิตไฟฟ้า

ค่าเอฟทีทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นหรือไม่

เนื่องจาก ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ากว่า ๕๐% เกิดจากค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า ดังนั้นสัดส่วนชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้า เพราะเชื้อเพลิงแต่ละชนิดมีราคาแตกต่างกัน

ในอดีตการผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก (มีพลังน้ำและถ่านลิกไนต์เล็กน้อย) จนกระทั่งมีขุดเจาะพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และเริ่มนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ เพื่อทดแทนน้ำมันซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศมาเป็นลำดับ

ต่อมาในปี ๒๕๔๓ เริ่มมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพม่าเพื่อใช้สำหรับโรงไฟฟ้าด้านตะวันตกของประเทศ จนที่สุดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติสูงถึง ๗๐% และนับวันราคาก๊าซธรรมชาติจะยิ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยมีราคาเฉลี่ยในรอบปี ๒๕๕๑ อยู่ที่ ๒๒๙.๔๐ บาทต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้นจากราคาเฉลี่ยในรอบปี ๒๕๔๘ (๑๖๑.๓๙ บาทต่อล้านบีทียู) ถึง ๖๘.๐๑ บาทต่อล้านบีทียู หรือประมาณ ๔๒.๑๔% ดังนั้นภาครัฐจึงมีนโยบายลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลง และหันมาใช้ถ่านหินนำเข้าเพิ่มขึ้น

จะเห็นว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเริ่มถูกลง ทั้งนี้เพราะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินเพิ่มขึ้น โดยเป็นการรับซื้อไฟฟ้าจากบริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ที่ใช้ถ่านหินนำเข้าจากออสเตรเลียเป็นเชื้อเพลิง (BLCP มีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาด ๒X๖๗๓.๒๕ MW หน่วยผลิตแรกขายไฟฟ้าเข้าระบบในเดือนตุลาคม ๒๕๔๙ และหน่วยผลิตที่ ๒ ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)

ดังนั้น ค่าเอฟทีจะมรีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง อยู่ที่ราคาและสัดส่วนกาใช้พลังงานแต่ละช่วงว่ามีราคาแพงขึ้นหรือไม่

ปัจจัยที่ช่วยทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง

๑) การวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ขั้นตอนนี้เป็นบทบาทของภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้วางนโยบายการนำโรงไฟฟ้าใหม่เข้าในระบบไฟฟ้า ทั้งขนาดกำลังการผลิต ประเภทโรงไฟฟ้า ตลอดจนชนิดเชื้อเพลิง เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีการพยากรณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นใน ๑๕ ปีข้างหน้า ดังนั้นหากต้องการให้ราคาค่าไฟฟ้าถูก ภาครัฐจะต้องเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตต่ำบรรจุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ

๒) การปฏิบัติการเดินโรงไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าในทุกๆช่วงเวลา ขั้นตอนนี้เป็นบทบาทของ กฟผ. ซึ่งทำหน้าที่สั่งการเดินโรงไฟฟ้า ทั้งโรงไฟฟ้าของ กฟผ. และโรงไฟฟ้าของเอกชน ดังนั้นเพื่อให้ค่าไฟฟ้ามีราคาถูก กฟผ. จะต้องสั่งการเดินโรงไฟฟ้าที่มีความพร้อมอยู่ในระบบในขณะนั้น โดยเริ่มจากโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตต่ำสุดไปเป็นลำดับ (Merit Order) และเพื่อไม่ให้เกิดค่าปรับ กฟผ. จะพิจารณาเงื่อนไขสำคัญประกอบการสั่งการด้วย เช่น Minimum Generation ของโรงไฟฟ้า เงื่อนไขการรับก๊าซธรรมชาติตามสัญญากับ บมจ. ปตท. เป็นต้น

๓) พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ขั้นตอนนี้เป็นบทบาทของผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง หากต้องการใช้ไฟฟ้าราคาถูก ผู้ใช้ไฟฟ้า ควรพยายามใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ไม่เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้โดยไม่มีความจำเป็น ล้างเครื่องปรับอากาศตามกำหนดระยะเวลา รวมทั้งเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ เช่น แอร์เบอร์ ๕ เปลี่ยนจากหลอดไส้มาใช้หลอดตะเกียบแทน เป็นต้น

ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติประมาณ ๗๐% และดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าก๊าซธรรมชาติมีสูตรการคำนวณราคาที่ผันแปรตามราคาน้ำมัน และราคาน้ำมันมีแนวโน้มแพงขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้นหากต้องการให้ไฟฟ้ามีราคาถูก ทางออกที่สัมฤทธิ์ผลมากที่สุด ก็คือ ภาครัฐจะต้องวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า โดยเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงราคาถูก และมีเสถียรภาพด้านราคา

การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าและค่าเอฟทีในปัจจุบัน

ตั้งแต่วันที่ ๑ ก.ค. ๒๕๕๔ กกพ. ได้ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยรวมค่าไฟฟ้าพื้นฐานและโครงสร้างค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) รวมทั้ง ยกเว้นการจัดเก็บค่าไฟสำหรับประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน ๙๐ หน่วย ตามนโยบายของรัฐบาล

ค่า Ft ขายปลีกที่จะเรียกเก็บงวดแรกในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔ จะมีค่าเริ่มต้นเท่ากับ ๐ (ศูนย์) บาทต่อหน่วย จากผลของการนำค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) ในปัจจุบันจำนวน ๐.๙๕๘๑ บาทต่อหน่วย ไปรวมไว้ในโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าขายปลีกในครั้งนี้ด้วยแล้ว

การปรับโครงสร้างใหม่ให้เอฟทีเป็นศูนย์ เพื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชื้อเพลิงที่แท้จริง แต่โดยรวมค่าไฟจะไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก และผลจากการปรับปรุงครั้งนี้จะทำให้บิลค่าไฟต้องปรับโฉมใหม่ที่จะแยกให้เห็นต้นทุนจากประเภทกิจการที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นทุนการผลิต สายส่ง จำหน่าย เชื้อเพลิง Glossary Link กองทุนพัฒนารอบโรงไฟฟ้า

อัตราค่าไฟฟ้าใหม่นั้น ยังได้คำนวณรวมกับภาระการอุดหนุนค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยซึ่งติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าขนาด ๕ แอมแปร์และใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน ๙๐ หน่วยต่อเดือนฟรีไว้ในค่าไฟฐานอย่างถาวร ซึ่งคิดเป็นเงิน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท โดยกระจายภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้าอัตรา ๑๒ สต.ต่อหน่วยให้กับผู้ใช้ไฟทุกประเภทโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ยกเว้นผู้ใช้ไฟบ้านที่อยู่อาศัย กิจการขนาดเล็กและการสูบน้ำเพื่อการเกษตร

แต่ กกพ. ได้ลดผลกระทบให้กับผู้ประประกอบการและประชาชนทุกส่วน ด้วยการนำเงินจากกรณี ๓ การไฟฟ้า คือ กฟผ., กฟน. และกฟภ. ไม่สามารถลงทุนได้ตามแผนในช่วง ๕ ปี ที่ผ่านมา มาหักคำนวณในต้นทุนค่าไฟฟ้า จึงทำให้ค่าไฟฟ้าเดือน ก.ค.ลดลงได้ ๖ สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ผู้ประกอบการขนาดกลางขึ้นไปมีภาระในการช่วยชดเชยลดลงเหลือเพียง ๖ สตางค์ต่อหน่วย จากเดิมมีภาระช่วยชดเชย ๑๒ สตางค์ต่อหน่วย มีผลตั้งแต่ ก.ค.-ส.ค.๕๔

โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ จะกำหนดใช้ในระยะ ๕ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๘ โดยค่าไฟฟ้าที่จะประกาศรอบเดือน ก.ค.นี้ จะนำไปใช้ เป็นระยะเวลา ๒ ปี หลังจากนั้นจะมีการทบทวนในปี ๒๕๕๖ เพื่อการประกาศใช้ต่อไปอีก ๓ ปี

ทั้งนี้ กกพ. ยังคงกลไกการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนที่อยู่นอกเหนือการควบคุมอย่างแท้จริง โดยให้ปรับทุก ๔ เดือน เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนผันแปรซึ่งจะขึ้นลงตามราคาเช่น ต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ต้นทุนการซื้อไฟฟ้า เงินนำส่งกองทุนพัฒนาไฟฟ้าตามมาตรา ๙๗ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ และผลกระทบจากนโยบายของรัฐ เช่น ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เป็นต้น

ค่าเอฟทีขายปลีกงวดเดือน ก.ค.-ส.ค.๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ได้ปรับลดลง ๖ สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากมีการนำเงินที่เรียกคืนจาก ๓ การไฟฟ้า จากการปรับลดการลงทุนที่ต่ำกว่าแผน (Claw Back) ในช่วงปี ๒๕๕๑-๒๕๕๓ มาช่วยเกลี่ยให้จำนวน ๑,๕๐๐ ล้านบาท (จากวงเงินทั้งหมด ๖,๙๐๐ ล้านบาท) หลังจากนั้นค่าเอฟทีรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. จะมีการคำนวณตามต้นทุนเชื้อเพลิงจริง โดยค่าเอฟทีจะเริ่มจากศูนย์ตามสูตรคำนวณของโครงสร้างไฟฟ้าใหม่ที่กำหนดไว้ และจะบวกลบตามราคาต้นทุนเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นจริง

ข้อมูลเพิ่มเติม: ค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (ft)