สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย จัดงานสัมมนา ปิดโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) โดย กฟผ. รับมอบโล่ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ ที่เข้ารับการสนับสนุนการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในโครงการฯ พร้อมร่วมสัมมนาในหัวข้อ “ทิศทางการบริการอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย”

         เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย จัดงานสัมมนาปิดโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) โดยมี นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมมอบโล่เป็นเกียรติให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่เข้ารับการสนับสนุนการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในโครงการฯ ในการนี้ นายสมศักดิ์ ปรางทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการใช้ไฟฟ้าและกิจการเพื่อสังคม เป็นผู้แทน กฟผ. เข้ารับโล่ในฐานะผู้สนับสนุนโครงการ และมีหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ โรงแรมพลูแมน คิงฟาวเวอร์ กรุงเทพฯ

         นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า โครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) ได้รับการสนับสนุนจาก สนพ. และดำเนินงานโครงการฯ โดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เพื่อให้การสนับสนุนแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นสถานีนำร่องสำหรับรองรับยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต จากการเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมโครงการจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ จำนวน 68 หน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 80 หัวจ่าย โดยมีรูปแบบการส่งข้อมูลด้านพลังงานผ่านระบบ OCPP และ Smart Meter รวมถึงรูปแบบ การใช้บัตร RFID สำหรับการใช้บริการอัดประจุไฟฟ้าโดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปสมัครรับบัตรเพื่อทดลองใช้งานในช่วงเวลา ดำเนินโครงการ ทั้งนี้ มีผู้ให้ความสนใจขอรับบัตร RFID กว่า 600 ราย

         จากสถิติของกรมการขนส่งทางบก พบว่ามีแนวโน้มการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากสถิติ ของกรมการขนส่งทางบก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563) ระบุจำนวนจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle) หรือ BEV มีจำนวน 4,301 คัน และยานยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าทั้งแบบไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด (HyBrid/Plug-in Hybrid Electric Vehicle) หรือ HEV/PHEV มีจำนวน 167,767 คัน และสถานีอัดประจุไฟฟ้ามีจำนวนหัวจ่ายไฟฟ้ารวมกว่า 1,854 หัวจ่าย

         ทั้งนี้ ทางสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยได้ร่วมมือกับ 11 หน่วยงาน เพื่อร่วมพัฒนาโมเดลการใช้งานสถานีอัดประจุไฟฟ้าข้ามเครือข่ายหรือ Charging Consortium ได้แก่ กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท อีโวลท์ เทคโนโลยี จำกัด บริษัท กริดวิซ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด บริษัท จีแอลทีกรีน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท โชเซ่น เอ็นเนอร์จี้ จำกัด เเละ บริษัท เดอะ ฟิฟท์ อีลีเม้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยในอนาคตผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้บริการอัดประจุไฟฟ้าได้ในทุกเครือข่ายฯ รวมไปถึง การมีระบบการให้บริการที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊ก-อิน ไฮบริด หรือผู้ที่วางแผนอยากปรับเปลี่ยน มาใช้รถยนต์ไฟฟ้าไร้มลพิษ เกิดความมั่นใจในการเข้าถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าที่กระจายตัวอยู่ในที่สาธารณะได้มากขึ้น

         นอกจากนี้ ภายในงานมีการเสวนาเรื่อง “ทิศทางการบริการอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย” โดยผู้แทน จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดย นายสมศักดิ์ ปรางทอง เข้าร่วมเสวนาด้วย โดยได้กล่าวถึงการดำเนินงาน ในโครงการต่าง ๆ ของ กฟผ. ได้แก่ โครงการนำร่องสาธิตการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า ในพื้นที่สำนักงานและโรงไฟฟ้า กฟผ. จำนวน 10 แห่ง โดยมีการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้ารวม 23 สถานี การพัฒนามาตรฐานและเกณฑ์ประสิทธิภาพสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า ร่วมกับ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เพื่อนำไปสู่การประกาศใช้เป็นมาตรฐานภายในประเทศ รวมถึงการพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการสถานีอัดประจุไฟฟ้า โดยได้มีการเก็บข้อมูลการใช้งานสถานีอัดประจุไฟฟ้าของ กฟผ. และโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้ารวม 52 สถานี ผ่านเครือข่าย EV Charging Network Operator ของ กฟผ. โดยเปิดให้บุคคลทั่วไปลงทะเบียนรับบัตร EGAT EV Card เพื่อใช้งานสถานีอัดประจุไฟฟ้า กฟผ. ฟรี ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยข้อมูลการใช้งานสถานีอัดประจุไฟฟ้าดังกล่าว ทำให้ทราบถึงลักษณะการใช้ไฟฟ้าและพฤติกรรมการใช้งานสถานีอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า รวมถึงกำหนดแนวทางการบริหารจัดการสถานีอัดประจุไฟฟ้า ที่เหมาะสมต่อไป

         ทั้งนี้ สนพ. ได้เดินหน้าส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยถือเป็นหนึ่งในแผนนโยบายที่กระทรวงพลังงานได้ให้ความสำคัญ และสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มทางเลือกการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตามแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558-2579 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านระบบไฟฟ้า สถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งยังมีการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ระบบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Meter) และแผนลดการใช้ไฟฟ้าประชาชนภาคสมัครใจ (Demand Response) โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า อาทิ ราคาค่าบริการการชาร์จไฟฟ้า การนำเอาไฟฟ้า ส่วนเกินมาป้อนให้กับยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้ สนพ. ยังได้ศึกษากรณีให้ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถขายไฟฟ้าในส่วนที่เหลือจากแบตเตอรี่ รถเข้าระบบผลิตไฟฟ้าได้ เพื่อให้ระบบแบตเตอรี่รถสามารถเป็นระบบสำรองไฟฟ้าช่วยเสริมความมั่นคงไฟฟ้าประเทศได้ในอนาคต และในปัจจุบันเทคโนโลยีสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) มีความก้าวหน้ามากขึ้น ยกระดับไปสู่การเป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Charge) ที่สามารถคำนวณได้ว่าควรชาร์จไฟฟ้าช่วงเวลาใดเพื่อให้ได้อัตราค่าชาร์จไม่แพง รวมไปถึงแบตเตอรี่สามารถเป็นโรงไฟฟ้าเสมือน โดยให้ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถปล่อยประจุไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบ เพื่อสร้างรายได้ให้ผู้ใช้ได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ในระหว่างการนำมาศึกษารูปแบบและประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับประเทศต่อไป