“ลึก เสียว เสี่ยง” สำหรับการเชื่อมตัดต่ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อซ่อมแซมและบำรุงรักษา ซึ่งเป็นงานที่ใช้ทักษะ ความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคล ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆจะทำได้ แต่สำหรับผู้ที่มีภารกิจที่เรียกว่า “ช่าง” การเชื่อมตัดต่ออุปกรณ์คงเป็นเรื่องพื้นฐานและง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากก็ว่าได้ แต่หากต้อง เชื่อมไฟฟ้า ตัดต่ออุปกรณ์ในขณะดำน้ำไปด้วยเป็นเวลานานๆ คงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ช่างที่เชี่ยวชาญ ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้

         การดำน้ำทั่วๆไป มักเป็นการดำน้ำในทะเล สระน้ำ หรือแหล่งน้ำที่มีลักษณะน้ำค่อนข้างใสสะอาด มองเห็นสิ่งรอบข้างได้ง่าย ส่วนการดำน้ำของนักประดาน้ำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งมีภารกิจบำรุงรักษาอุปกรณ์ใต้น้ำในโรงไฟฟ้านั้น ต้องเผชิญกับการดำน้ำใต้ผืนน้ำด้วยระดับความ“ลึก”กว่า 50 เมตร ลึกเกินขีดความสามารถของคนธรรมดาทั่วไปที่จะทำได้ ภายใต้ความ“เสียว”ด้านทัศนวิสัยที่ค่อนข้างมืดและขุ่นมัวจนแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย รวมถึงต้อง“เสี่ยง”เผชิญอุณหภูมิน้ำที่มีความหนาวเย็นและมีเวลาในการทำงานจำกัด นักประดาน้ำเหล่านี้ จึงต้องมีความพร้อมทางด้านร่างกายและจิตใจ ทั้งยังต้องฝึกดำน้ำจนเกิดความชำนาญ ไม่เพียงเท่านั้นยังได้รับการฝึกให้มีความสามารถด้านการเชื่อมอุปกรณ์โรงไฟฟ้าใต้น้ำ แค่ลองจินตนาการก็รู้สึกว่า เป็นเรื่องยาก ท้าทายและเสี่ยงอันตรายมาก แต่นักประดาน้ำเหล่านี้ กลับมองว่าเป็นความท้าทายที่สร้างความภูมิใจมากที่สุด เพราะถือเป็นหนึ่งในภารกิจเบื้องหลังที่คอยดูแลรักษาความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศไทย

         นายชัยวัฒน์ แสงฟ้า หัวหน้าครูฝึกประดาน้ำ เล่าให้ฟังว่า จากภารกิจหลักในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ โรงไฟฟ้าจำเป็นต้องได้รับการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ยังคงมีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูงที่สุด ไม่เกิดความเสียหายที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเกิดความปลอดภัยต่อเครื่องจักร และบุคลากร สำหรับการเชื่อมไฟฟ้าใต้น้ำ ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยบำรุงรักษาอุปกรณ์โรงไฟฟ้าที่อยู่ใต้น้ำให้มีความพร้อมใช้งานตลอดเวลา กฟผ. จึงต้องมีการอบรมและฝึกฝนให้มีผู้ชำนาญด้านการเชื่อมไฟฟ้าใต้น้ำประจำอยู่ในทุกเขื่อนและโรงไฟฟ้าทั้วประเทศไทย เพื่อดูแลภารกิจสำคัญเช่นนี้

         “กว่าจะเพิ่มเติมทักษะสำคัญให้กับนักประดาน้ำ กฟผ. ได้นั้น ต้องใช้เวลาฝึกเชื่อมไฟฟ้าใต้น้ำกว่า 2 สัปดาห์ เพื่ออบรบและฝึกฝน โดยผู้ที่ผ่านการเป็นนักประดาน้ำมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีเท่านั้น จึงจะสามารถเข้ารับการฝึกได้ โดยนักประดาน้ำจะได้รับการฝึกจากครู ซึ่งเป็นนักประดาน้ำรุ่นพี่ ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านงานประดาน้ำมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี และก่อนที่นักประดาน้ำทุกคนจะเข้ารับการฝึกเชื่อมไฟฟ้าใต้น้ำ ต้องฝึกความแข็งแรงของร่างกาย ด้วยการวิ่ง ออกกำลังกายในทุกวัน รวมถึงก่อนลงฝึกประดาน้ำทุกครั้ง จะต้องมีการตรวจร่างกาย วัดความดัน วัดชีพจรอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่านักประดาน้ำทุกคนมีความพร้อมทางด้านร่างกายอย่างแท้จริง”

         สำหรับการฝึกเชื่อมไฟฟ้าใต้น้ำ ประกอบไปด้วยการอบรมภาคทฤษฎี 6 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติ 48 ชั่วโมง จะได้เรียนรู้ทั้งเรื่องกฎความปลอดภัย การใช้อุปกรณ์ ขั้นตอนและวิธีการเชื่อมตัดโลหะใต้น้ำด้วยไฟฟ้า หลังจากนั้นจะได้รับการฝึกเชื่อมใต้น้ำภาคปฏิบัติ การเชื่อมด้วยท่าราบ ท่าตั้ง และท่าเหนือศรีษะ แต่ละท่ามีความยากและท้าทายมาก ยิ่งไปกว่านั้นการเชื่อมใต้น้ำ ยังไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะต้องอาศัยคู่บัดดี้ที่รู้ใจ คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต้องรับ-ส่งสัญญาณให้กับทีมงานซึ่งอยู่ด้านบนที่จะทำหน้าที่ควบคุมการเปิด-ปิดเครื่องเชื่อมไฟฟ้าที่เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าซึ่งมีความอันตรายสูง ทีมงานทุกคนจึงคอยดูแลความปลอดภัยให้กับผู้กำลังปฏิบัติงานอยู่ใต้น้ำอย่างไม่ละสายตา

         การฝึกภาคปฏิบัติ จำเป็นต้องฝึกฝนจนกว่าจะชำนาญ จนถึงช่วงสุดท้ายของการฝึก คือ การทดสอบการเชื่อมใต้น้ำ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะผ่านการทดสอบภาคปฏิบัติและได้รับใบประกาศนียบัตรไปได้ง่ายๆ เพราะที่ผ่านมาจะมีผู้ผ่านการทดสอบแค่เพียงครึ่งหนึ่งของผู้เข้ารับการฝึกเท่านั้น แต่หากผ่านการทดสอบไปได้ จะเป็นใบเบิกทางที่ช่วยให้สามารถเลื่อนขึ้นเป็นนักประดาน้ำระดับ 2 เพื่อเตรียมก้าวเข้าสู่การเป็นหัวหน้านักประดาน้ำระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดได้ในอนาคต

         “ลึก เสียว เสี่ยว” ในการฝึกฝนและอบรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นนักประดาน้ำที่มีศักยภาพด้านการเชื่อมใต้น้ำ ซึ่งเป็นภารกิจเกินขีดจำกัดที่คนธรรมดาจะสามารถทำได้ แม้ภารกิจบำรุงรักษาอุปกรณ์ใต้น้ำจะมีความท้าทาย ยาก เพียงใด เหล่านักประดาน้ำ กฟผ. ยังคงมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคอยเติมเต็มภารกิจผลิตไฟฟ้า รักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อไปอย่างไม่ท้อถอย