สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ร่วมกับ กฟผ. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ด้านความมั่นคงทางไฟฟ้า มุ่งนำผลผลิตจากงานวิจัยและพัฒนา มาสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของ กฟผ. ให้เป็นไปตามเป้าหมาย และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศ

         วันนี้ (2 เมษายน 2564) นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการ กฟผ. เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคงทางไฟฟ้า ระหว่างสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และ กฟผ. โดยมีนายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เป็นผู้แทน กฟผ. ร่วมลงนามกับพลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) พร้อมด้วยนายเสน่ห์ ตรีขันธ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธุรกิจบำรุงรักษา และพลตรี ดร.ชรัติ อุ่มสัมฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน ซึ่งในพิธีดังกล่าว มีนายสายัณห์ ปานซัง ผู้อำนวยการ ฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล กล่าวรายงาน มีผู้บริหารจากทั้ง กฟผ. และ สทป. เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุม ชั้น 18 อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ.

         นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า นับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของ กฟผ. ที่ได้ร่วมมือด้านการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีกับ สทป. ในการแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันเป็นหลัก ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติและการพัฒนาประเทศให้เกิดความยั่งยืน จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการร่วมมือของทั้งสองหน่วยงาน ในนามของ กฟผ. ขอยืนยันความพร้อมในการนำประสบการณ์ที่มี ร่วมสนับสนุนและผลักดันข้อตกลงฯ ฉบับนี้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

         ด้านพลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข ผู้อำนวยการ สทป. กล่าวว่า สทป. เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่วิจัยและพัฒนายุทโธปกรณ์ เพื่อสนับสนุนภารกิจของกองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคง อย่างไรก็ตาม ตามนโยบายของภาครัฐในการผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็น New-S-Curve ตัวใหม่ หรือ S-Curve 11 ซึ่งจะส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เพื่อไปสู่เทคโนโลยีทางเลือกสองทาง (Dual-Use Technology) คือสามารถใช้งานได้ทั้งภารกิจด้านความมั่นคงและภาคพลเรือน ดังนั้น ด้วยขีดความสามารถและศักยภาพของ สทป. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของยานไร้คนขับ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ หรืออากาศยานไร้คนขับ ที่จะมาช่วยในเรื่องการสำรวจและการตรวจการณ์ สทป. จึงมีความมั่นใจว่าผลผลิตจากงานวิจัยและพัฒนาที่ สทป. ดำเนินการอยู่นั้น จะสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของ กฟผ. ให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้ และเชื่อมั่นว่าการบูรณาการตามความร่วมมือ ในครั้งนี้จะเป็นการพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดนวัตกรรมในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติและการพัฒนาประเทศให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

         “ในอนาคต อากาศยานไร้คนขับจะบินได้ไกลและนานขึ้น ซึ่งจะเป็นอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางที่สามารถบิน ได้ไกลถึง 200 กิโลเมตร สอดคล้องกับการสำรวจสายส่งของ กฟผ. เป็นอย่างดี ส่วนในเรื่องของหุ่นยนต์ สทป. ก็มีเทคโนโลยีขั้นสูงหลายรุ่น ดังนั้น ความร่วมมือกันของ สปท. และ กฟผ. จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อความมั่นคงทางไฟฟ้าและประเทศชาติ” ผู้อำนวยการ สทป. กล่าวเพิ่มเติม

         สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าว เป็นนโยบายของสายงานธุรกิจเกี่ยวเนื่อง . ที่จะสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานเอกชน และหน่วยงานราชการ เพื่อวิจัยและพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล จึงเล็งเห็นว่า สทป. เป็นหน่วยงานที่มีเทคโนโลยี ที่ทันสมัย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานบำรุงรักษาได้ เช่น เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทคโนโลยีการฝึกเสมือนจริง เป็นต้น อีกทั้ง สทป. ยังมีนโยบายในการนำเทคโนโลยีทางการทหารมาปรับใช้ในการสร้างความมั่นคง ด้านอื่นของประเทศ ซึ่ง ฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล มีความสนใจในการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เพื่อความมั่นคงด้านไฟฟ้าเช่นกัน

         ทั้งนี้ การร่วมมือกันระหว่าง กฟผ. และ สทป. มีมาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งได้มีการหารือกันในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ในงานบำรุงรักษาใต้น้ำ และงานบำรุงรักษากังหันลม อาทิ การนำหุ่นยนต์ ‘หนูนา’ เวอร์ชันที่ 4 ซึ่งเกิดขึ้นจากการวิจัยและ พัฒนาหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD Robot) ไปใช้ในการสำรวจท่อกังหันลมของ กฟผ. ดังนั้น การลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ในวันนี้ จึงเป็นการต่อยอดการบูรณาการร่วมกันในการดำเนินงานวิจัยและพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านความมั่นคงทางไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนภารกิจของ กฟผ. ในด้านต่าง ๆ ตลอดจนดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องและจำเป็น อันจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคตต่อไป