กรอ. และ กฟผ. สานต่อความร่วมมือศึกษาแนวทางจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ มุ่งเน้นเจาะลึก ความเหมาะสมด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี พื้นที่ศักยภาพ ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการภายใต้ Ecosystem ของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโรงงานรีไซเคิลแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศ

         เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “โครงการศึกษาแนวทางการจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ และพัฒนาโรงงานรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศไทย” ร่วมกับ นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคนิคการรีไซเคิลและเทคโนโลยีในการนำกลับโลหะมีค่าจากซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ ศึกษาและจัดทำหลักเกณฑ์การปฏิบัติและข้อเสนอแนะ การจัดการมลพิษจากกระบวนการผลิตสำหรับโรงงานฯ แนวทางการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในประเทศไทย เพื่อนำมาประกอบการศึกษาความเหมาะสมในการพัฒนาโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศไทย โดยมีผู้บริหารทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม ชั้น 18 อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ.

         ดร.จิราพร ศิริคำ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ กรอ. และ กฟผ. เพื่อส่งเสริมการจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่อย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นซากที่เกิดจากการใช้พลังงาน และความร่วมมือระหว่างทั้งสองหน่วยงาน โดยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการศึกษาแนวทางบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ที่ได้ครบกำหนดอายุ ของบันทึกความร่วมมือ ระยะเวลา 1 ปี เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2564

         จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่าการรีไซเคิลแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในประเทศไทยยังคงมีความท้าทายอยู่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเก็บรวบรวม ปริมาณและความแตกต่างในชนิดของซากที่จะส่งผลต่อเทคนิคในการรีไซเคิลและความคุ้มค่าการลงทุน ตลอดจนเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทำให้การพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปในประเด็นต่าง ๆ จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และจะต้องมีการติดตามเทคโนโลยีในการรีไซเคิลที่ทันสมัยอยู่เสมอ ทั้งนี้ ปัจจุบันเทคโนโลยีการรีไซเคิล หรือ แนวทางการจัดการกับแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น และมีการดำเนินงานเชิงพาณิชย์แล้ว ในต่างประเทศ

         ดังนั้น การลงนามครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีอีกครั้งหนึ่งที่ทั้งสองหน่วยงานมีวัตถุประสงค์ในการร่วมกันศึกษาแนวทางการรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต่อเนื่องจากการศึกษาในครั้งก่อน โดยในการศึกษาในครั้งนี้จะมีการศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี พื้นที่ศักยภาพ ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับ Ecosystem ของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโรงงานรีไซเคิลแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศในลำดับต่อไป

         ด้านนายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีแนวคิดในการขับเคลื่อนธุรกิจอุตสาหกรรม และสนับสนุนข้อมูลองค์ความรู้ด้านเครื่องจักร การผลิต และความรับผิดชอบต่อสังคมในการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม พร้อมเล็งเห็นความจำเป็นในการส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม ครบวงจร จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนข้อมูลดังกล่าวให้กับทาง กฟผ. เพื่อนำไปประกอบการศึกษาความเหมาะสมของเทคโนโลยี และพัฒนาโรงงานรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศไทย