รองผู้ว่าการบัญชีและการเงิน กฟผ. ชี้แจงเพื่อคลายความกังวลใจเกี่ยวกับ Infrastructure Fund ของ กฟผ. ย้ำชัดเจน ไม่ใช่การขายโรงไฟฟ้า โดย กฟผ. ยังคงเป็นเจ้าของ มีสิทธิ์ในการบริหารจัดการทรัพย์สิน ตลอดจนเป็นผู้ดำเนินงาน O&M เช่นเดิม พร้อมกันนี้ เตรียมผลักดันสหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำกัด (สอ.กฟผ.) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. (กส-กฟผ.) ร่วมลงทุนด้วยเช่นกัน ขณะที่ ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ก็สามารถซื้อหน่วยลงทุนและรับผลตอบแทนเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป

20131120-02

          นายพูนสุข โตชนาการ รองผู้ว่าการบัญชีและการเงิน กฟผ. ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาในการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน(Infrastructure Fund) ของ กฟผ. ที่ระบุว่า เปรียบเหมือนการแปรรูป กฟผ. ซึ่งเป็นข้อมูลที่บิดเบือนและอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดนั้น รองผู้ว่าการบัญชีและการเงิน ขอชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องว่า การจัดตั้งกองทุนรวมฯ ดังกล่าว มิใช่การแปรรูป กฟผ. และมิใช่การขายทรัพย์สินของ กฟผ. อย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่ กฟผ. จะนำเข้ามาใช้ระดมทุนผ่านกองทุนรวมฯ ดังกล่าวไม่ใช่ตัวโรงไฟฟ้า แต่จะเป็นเพียงสิทธิ์ในรายได้สุทธิในอนาคตของโรงไฟฟ้าตามช่วงอายุของกองทุนรวมฯ เท่านั้น โดยขณะนี้ คณะทำงานในการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน กฟผ. เป็นประธาน กำลังดำเนินการวิเคราะห์เพื่อกำหนดแนวทางและโครงสร้างการระดมทุน รวมทั้งตรวจสอบ และสอบทานทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่จะลงทุน (Due Diligence) ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน โดยมีกำหนดระยะเวลา 120 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป เพื่อนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนจะดำเนินการจัดตั้งกองทุนรวมฯ ต่อไป

          “แม้รายละเอียดในส่วนของแนวทางและโครงสร้างการระดมทุนผ่านกองทุนรวมฯ ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจาก กฟผ. ต้องศึกษาและพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบร่วมกับที่ปรึกษาทางการเงิน แต่โดยหลักการที่ชัดเจนก็คือ การจัดตั้งกองทุนรวมฯ ของ กฟผ. จะเป็นการนำศักยภาพในการหารายได้ในอนาคตของโรงไฟฟ้ามาใช้ในการระดมทุนโดยไม่มีการโอนทรัพย์สิน ดังนั้น กฟผ. จึงยังคงเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า รวมถึงมีสิทธิ์ในการบริหารจัดการทรัพย์สิน ตลอดจนการดำเนินงานด้านการเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า (O&M) อยู่เช่นเดิม หรือกล่าวโดยสรุปเชิงแนวคิด คือ กฟผ. จะมี 3 บทบาทหลักภายใต้กองทุนรวมฯ คือ เป็นเจ้าของทรัพย์สินโรงไฟฟ้า เป็นผู้ให้บริการงาน O&M และเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมฯ (ไม่เกิน 1 ใน 3) ซึ่งนอกจาก กฟผ. จะมีสิทธิ์ถือหน่วยลงทุนแล้ว ยังมีแนวคิดผลักดันให้สหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำกัด (สอ.กฟผ.) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. (กส-กฟผ.) เข้ามามีส่วนร่วมในการถือหน่วยลงทุนด้วยเช่นกัน ขณะที่ ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ก็สามารถเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ การจัดตั้งกองทุนรวมฯ ของ กฟผ. จะดำเนินการอย่างโปร่งใสที่สุด จึงอยากให้ทำความเข้าใจในเรื่องนี้ เพื่อจะได้ไม่เกิดความวิตกกังวล”

          นายพูนสุข กล่าวต่อไปว่า ในเบื้องต้น จะนำโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 มาใช้ในการศึกษา เพื่อนำไปสู่การระดมทุนผ่านการจัดตั้งกองทุนรวมฯ สำหรับเรื่องสัดส่วนของสิทธิ์ในรายได้สุทธิของโรงไฟฟ้าที่จะนำมาเข้ากองทุนรวมฯ และอายุของกองทุนรวมฯ นั้น จะกำหนดให้เหมาะสมกับวงเงินที่ กฟผ. ต้องการระดมทุน ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าวงเงินสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 17,000 ล้านบาท เพื่อใช้ทดแทนวงเงินกู้ของปี พ.ศ. 2557 (แบ่งออกเป็น งบลงทุน ประมาณ 13,000 ล้านบาท และวงเงินเพื่อชำระหนี้ที่ครบกำหนด ประมาณ 4,000 ล้านบาท) และหาก กฟผ. ต้องการถือครองหน่วยลงทุนตามสิทธิ์ (ไม่เกิน 1 ใน 3) เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของกองทุนรวมฯ ก็ต้องขยายขนาดของกองทุนรวมฯ เพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้วงเงินตามที่ต้องการ แต่อายุของกองทุนรวมฯ จะไม่เกินอายุของโรงไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ที่ปรึกษาทางการเงิน และ กฟผ. กำลังพิจารณาแนวทางการจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมดของโรงไฟฟ้าที่ชัดเจนร่วมกันอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้การคำนวณผลตอบแทนและการกำหนดราคาหน่วยลงทุน มีต้นทุนทางการเงินที่ กฟผ. ยอมรับได้ และเป็นที่น่าสนใจของผู้ลงทุนทั่วไป ทั้งนี้ ข้อดีของการระดมทุนในรูปแบบนี้ก็คือ ไม่ถือเป็นการก่อหนี้สาธารณะ และเป็นไปเพื่อสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะไม่ให้เกินร้อยละ 60ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งแม้จะมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ผลประโยชน์ก็ตกอยู่ในมือประชาชนผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมฯ