รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแหงประเทศไทย (กฟผ.) นำคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เข้าร่วมสังเกตการณ์การเปลี่ยนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 ตามแผนเตรียมความพร้อมระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับเหตุก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันตก จากสหภาพเมียนมาร์ หยุดผลิตต่อเนื่อง 15 วัน มั่นใจไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

20131220-01

          เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2556 ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พร้อมคณะเข้าร่วมสังเกตการณ์การเปลี่ยนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 ตามแผนเตรียมความพร้อมระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันตก จากสหภาพเมียนมาร์ ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2556 - 8 มกราคม 2557 โดยมี นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง และ นายพีรพันธ์ ศรีสุโข ผู้จัดการทั่วไป บริษัท กัลฟ์ เพาเวอร์เจเนอเรชั่น จำกัด ให้การต้อนรับ ณ โรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 จังหวัดสระบุรี นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง กฟผ. กล่าวว่า โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมแก่งคอย 2 ดำเนินงานโดยบริษัทกัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บริษัท กัลฟ์อิเล็คตริก จำกัด (มหาชน) มีกำลังผลิตรวม 1,468 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมขนาด 734 เมกะวัตต์ จำนวน 2 ชุดโดยเครื่องกังหันก๊าซสามารถเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลได้ทุกเครื่อง และเนื่องจากในช่วงที่สหภาพเมียนมาร์หยุดจ่ายก๊าซฯ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จำเป็นต้องนำก๊าซฯ จากอ่าวไทย จ่ายย้อนเข้าท่อก๊าซฯ จากแหล่งพม่า เพื่อจ่ายให้โรงงานอุตสาหกรรม และผู้ใช้ NGV ส่งผลให้ปริมาณก๊าซไม่เพียงพอ จึงทำให้โรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงไปใช้น้ำมันดีเซล อย่างไรก็ตามถึงแม้ไม่มีปัญหากรณีการหยุดทำงานของแหล่งก๊าซตะวันตก กฟผ. ก็มีมาตรการสั่งการทดสอบเปลี่ยนเชื้อเพลิง เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้า

          ในการทดสอบครั้งนี้ ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ ได้สั่งการเปลี่ยนเชื้อเพลิงของเครื่องกังหันก๊าซเครื่องที่ 1 ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมแก่งคอย 2 โดยโรงไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซฯ เป็นน้ำมันดีเซลได้สำเร็จตามเกณฑ์ และพบว่ามีปัญหา/อุปสรรคเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ภายหลังการทดสอบ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ดิเรก ลาวัณย์ศิริ ได้กล่าวขอบคุณโรงไฟฟ้า และขอให้ร่วมกันปรับปรุงความสามารถในการใช้ Secondary fuel เพื่อความมั่นคงต่อภาพรวมของการผลิตไฟฟ้าของประเทศ

          ทั้งนี้ การหยุดทำงานของแหล่งก๊าซธรรมชาติเยตากุน ในสหภาพเมียนมาร์ ในช่วงระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ถึงวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557 ซึ่งส่งผลให้ต้องหยุดการจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งก๊าซตะวันตก (สหภาพเมียนมาร์) ทั้งหมด คิดเป็นปริมาณก๊าซธรรมชาติที่หายไปประมาณ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต) ต่อวัน ซึ่งภายหลังการบริหารจัดการและการเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงอื่นทดแทนแล้ว จะส่งผลกระทบต่อกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ จากกำลังผลิตติดตั้งรวมประมาณ 33,000 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำที่สุดของปี โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 24,000 เมกะวัตต์ (เป็นตัวเลขคาดการณ์ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์จริง) หากไม่เกิดเหตุการณ์อื่นๆ ซ้ำซ้อนในช่วงเวลาเดียวกัน ก็มั่นใจได้ว่าจะมีกำลังผลิตสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า