กฟผ. ประสานพลังร่วม กปน. เพื่อเดินหน้าขยายธุรกิจร่วมกันในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน ที่มีความต้องการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างไฟฟ้าและประปา พร้อมเตรียมจัดตั้งคณะทำงานจากทั้ง 2 องค์กร มาขับเคลื่อนการจัดทำแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายร่วมของทั้ง 2 องค์กร ซึ่งจะเริ่มมีความชัดเจนด้านต่างๆ ภายในปีนี้

20140623-01

          เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2557 นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. และนายธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการ การประปานครหลวง (กปน.) ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อดำเนินธุรกิจในระดับสากล ระหว่าง กฟผ. และ กปน. โดยมีนายอรรถพร วัฒนวิสุทธิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารธุรกิจ (ชธบ.) และนายยงยุทธ์ อภัยจิรรัตน์ รองผู้ว่าการ (แผนและพัฒนา) กปน. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม 203 อาคารสำนักผู้ว่าการ สำนักงานกลาง กฟผ. อันเป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือในการนำศักยภาพของทั้ง 2 องค์กร มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจในต่างประเทศร่วมกันนับจากนี้ไป

          นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กฟผ. และ กปน.ล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจหลักของประเทศ ที่มีภารกิจสำคัญในการดูแลความมั่นคงทางด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชนชาวไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของแต่ละองค์กรได้เป็นอย่างดี ประกอบกับทั้ง 2 องค์กร ล้วนมีเป้าหมายในการสร้างการเติบโตในตลาดต่างประเทศเช่นเดียวกัน ผู้บริหารของทั้ง 2 องค์กรจึงมีแนวคิดในการผสานศักยภาพและความแข็งแกร่งของทั้ง 2 องค์กร ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเพิ่มโอกาสการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับกิจการของทั้ง 2 องค์กร ในระดับสากล นำมาสู่การลงนามร่วมกันในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความพร้อมในการร่วมมือกันดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ของทั้ง 2 องค์กร และประโยชน์ของประเทศชาติ รวมถึงความสามารถในการรองรับการเปิดเสรีทางการค้าของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในอนาคตอันใกล้อีกด้วย

          นายธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการ กปน. กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2558 จะเป็นปีที่มีการเปิดเสรีทางการค้าของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทั้ง กปน. และ กฟผ. ต่างก็มีความจำเป็นต้องสนองยุทธศาสตร์ระดับประเทศในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ AEC ด้วยการแสวงหาช่องทางอันนำมาซึ่งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากจากเป็นการส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงร่วมกันขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจการของทั้ง 2 องค์กร แบบครบวงจร สู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน

          นายอรรถพร วัฒนวิสุทธิ์ ชธบ. กล่าวเพิ่มเติมว่า กฟผ. และ กปน. มีความสัมพันธ์อันดีต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน รวมถึงความร่วมมือกันทางด้านธุรกิจ อาทิ การนำเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก (Micro Hydro Turbine Generator) ซึ่งผลิตโดย กฟผ. ไปติดตั้งที่สถานีสูบจ่ายน้ำของ กปน. ช่วยให้ กปน. ได้พลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้ในระบบการผลิตและสูบจ่ายน้ำ รวมถึงเหลือไฟฟ้าขายเข้าระบบของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ขณะที่ กฟผ. เองก็มีรายได้จากการจำหน่ายเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก จะเห็นได้ว่า กฟผ. และ กปน. สามารถเดินเคียงข้างไปด้วยกันได้ในเวทีต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีความต้องการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างไฟฟ้าและประปา เนื่องจากทั้ง 2 องค์กร มีความพร้อมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะในลักษณะของการลงทุนเป็นเจ้าของกิจการไฟฟ้าและประปา (ในฐานะเอกชน) หรือในลักษณะของผู้รับจ้างดำเนินการวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน/การก่อสร้างแหล่งผลิตไฟฟ้าและประปา โดยรูปแบบที่มีความเป็นไปได้ในเบื้องต้น ได้แก่ การรับงานวางระบบประปาต่อยอดจากโครงการก่อสร้างเขื่อนเพื่อการผลิตไฟฟ้า และการนำเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กไปติดตั้งควบคู่กับระบบประปา เป็นต้น ซึ่งภายใน 30 วัน หลังจากการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานจากทั้ง 2 องค์กร โดย ชธบ. จะเป็นหัวหน้าคณะทำงานของ กฟผ. จากนั้นจะมีการนัดประชุมคณะทำงานของทั้ง 2 องค์กร ร่วมกับผู้บริหารของทั้ง กฟผ. และ กปน. เพื่อรับทราบนโยบายและมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจ ก่อนนำไปจัดทำแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ซึ่งจะมีความชัดเจนภายในปีนี้