กฟผ. และ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ร่วมกับ ศูนย์บริการวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดประชุมร่วมกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนและผู้เกี่ยวข้อง ในโครงการเขื่อนฮัจยี ชี้แจงผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และหารือเพื่อกำหนดแนวทางการศึกษาเพิ่มเติม เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมมากขึ้น เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีต่อกัน

20140710-02

          เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2557 นายไพศาล คัจฉสุวรรณมณี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนา บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) นายวัชรา เหมรัชตานันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ 1 EGATi ผู้ปฏิบัติงาน EGATi และผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ที่เกี่ยวข้องในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยี สหภาพเมียนมาร์ ได้เข้าร่วมการประชุมชี้แจงกรอบแนวทางการดำเนินงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมแบบมีส่วนร่วม โครงการไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยี บริเวณชายแดนไทย-พม่า โดยประชุมร่วมกับหน่วยราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน หน่วยงานความมั่นคง ศูนย์บริการวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) และผู้แทนภาคประชาสังคม เพื่อพิจารณาแนวทางการศึกษาผลกระทบเพิ่มเติมแบบมีส่วนร่วม โดยมีนายสุทธา สายวาณิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธาน ณ ห้องประชุมขุนลุมประพาส ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน

          นายสุทธา สายวาณิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ เป็นการชี้แจงข้อมูลที่ทาง Chula Unisearch ได้ดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไปแล้วในระยะแรก ในพื้นที่บ้านสบเมย บ้านแม่สามแลบ บ้านท่าตาฝั่ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และบ้านท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งเป็นการหารือระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้รับผิดชอบโครงการ ส่วนราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน และผู้แทนภาคประชาสังคม ถึงแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการศึกษาผลกระทบเพิ่มเติมในระยะต่อไป เพื่อลดข้อกังวล และสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ต่อโครงการไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยี ซึ่งตนเองเห็นด้วยกับการให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงควรมีการชี้แจงให้เข้าใจ รวมถึงรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาโครงการต่อไป

          นายไพศาล คัจฉสุวรรณมณี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนา บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2548 กฟผ. และกรมไฟฟ้าพลังน้ำสหภาพเมียนมาร์ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การศึกษาและพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยี สหภาพเมียนมาร์ ในลุ่มแม่น้ำสาละวิน โดยในปี 2549 กฟผ. ได้มีการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ และในปี 2551 ได้มอบสิทธิในการพัฒนาโครงการให้กับ EGATi ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่ กฟผ. ถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ และมี บริษัท Sinohydro ประเทศจีน และบริษัท IGOEC สหภาพเมียนมาร์ เป็นผู้ร่วมพัฒนาโครงการ

          โครงการนี้เป็นที่สนใจของทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่ที่แสดงความวิตกเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนฮัจยีบนแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของภูมิภาค และมีระบบนิเวศที่เชื่อมโยงทั้งฝั่งประเทศไทยและสหภาพเมียนมาร์ จึงได้มีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ โดยรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมถึงข้อกังวลต่อผลกระทบด้านต่างๆ เช่น ผลกระทบของระดับน้ำ การปลูกพืชริมแม่น้ำ และ ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน เป็นต้น ซึ่งหลังจากจัดเวทีสาธารณะเพื่อเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เมื่อต้นปี 2554 ทำให้ได้หัวข้อการศึกษาผลกระทบ ดังนี้ 1) ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ 2) ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสาธารณสุข3) ผลกระทบด้านระบบนิเวศทางน้ำ และ 4) ผลกระทบด้านเขตแดนและการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำ

          รศ.ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) ผู้ดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ กล่าวว่า Chula Unisearch ได้ดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม ตลอดปี 2556 ในพื้นที่ชุมชนริมแม่น้ำสาละวิน ได้แก่ บ้านสบเมย บ้านแม่สามแลบ บ้านท่าตาฝั่ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และ บ้านท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งข้อกังวลหลักของชุมชนคือปัญหาน้ำท่วมที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ทาง Chula Unisearch จึงได้ดำเนินการวัดระดับความสูงของพื้นที่หมู่บ้านร่วมกับชุมชนและจัดทำแผนที่ระดับประจำหมู่บ้าน รวมถึงศึกษาระบบนิเวศทางน้ำ การเคลื่อนที่ของปลา นอกจากนี้ยังได้ศึกษาด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านเศรษฐกิจและสังคม การประกอบอาชีพ ข้อมูลประชากร สาธารณสุขชุมชน เป็นต้น

          ทางด้านหน่วยราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน หน่วยงานความมั่นคง และผู้แทนภาคประชาสังคม ที่ร่วมประชุมในครั้งนี้ อาทิ นายอำเภอสบเมย ประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน พลังงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารการจัดการน้ำแบบบูรณาการประเทศไทย ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ ว่า มีความเป็นห่วงเรื่องความเข้าใจร่วมกันของทางราชการและประชาชนในพื้นที่ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งอาจเนื่องมาจากการใช้ภาษาในการสื่อสารที่เป็นทางการและเป็นศัพท์วิชาการ จึงอยากให้วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาแล้วสื่อสารในภาษาที่เข้าใจได้ง่ายและตรงไปตรงมา โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน ทั้งนี้ผู้พัฒนาโครงการฯ ควรสื่อสารไปหลายๆ กลุ่มเป้าหมาย โดยสื่อสารกับข้าราชการ เพื่อนำไปสื่อสารต่อแก่ชาวบ้าน แกนนำกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งทางหน่วยงานราชการพร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่รวมถึงสื่อสารโดยตรงกับประชาชน และกลุ่มที่คัดค้านโครงการด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน ครอบคลุมทุกข้อกังวล อย่างเป็นเอกภาพซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและผู้พัฒนาโครงการฯ

          ทั้งนี้ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยี ตั้งอยู่ในจังหวัดผาอันรัฐคะหยิ่น สหภาพเมียนมาร์ บริเวณตอนใต้ของแม่น้ำสาละวินห่างจากจุดบรรจบแม่น้ำเมย-สาละวิน 47 กิโลเมตร เป็นเขื่อนแบบ Run-of-River ไม่ใช่เขื่อนแบบ Storage Dam ไม่มีอ่างเก็บน้ำมีระดับสันเขื่อนอยู่ที่ 51.6 ม.รทก. โดยจะกักเก็บน้ำอยู่ในระดับ 40 – 48 ม.รทก. เท่านั้น มีกำลังผลิตติดตั้งรวม 1,360 เมกะวัตต์ จะผลิตกระแสไฟฟ้าส่งกลับประเทศไทย 1,190 เมกะวัตต์ และส่งให้สหภาพเมียนมาร์ 170 เมกะวัตต์ สำหรับแนวทางการดำเนินงานต่อไป ทาง Chula Unisearch กฟผ. และ EGATi จะร่วมมือกับชุมชน เครือข่ายองค์กรอิสระ และหน่วยงานราชการ ในการวางแผนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม ชี้แจงผลการศึกษาต่อชุมชนด้วยข้อเท็จจริงในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนเพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีต่อกัน