EGATi และ กฟผ. ร่วมกับ Chula Unisearch เชิญส่วนราชการและชุมชน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมหารือเพิ่มเติมถึงแนวทางความร่วมมือในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมในฝั่งประเทศไทย สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยี เพื่อมุ่งเน้นทำความเข้าใจถึงประโยชน์และผลกระทบของโครงการฯ อย่างตรงไปตรงมา พร้อมประสานความร่วมมือในการศึกษาและพัฒนาโครงการฯ ต่อไป

20140808-01

          เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 นายธนา พุฒรังษี รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมในฝั่งประเทศไทย สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยีบริเวณชายแดนไทย-พม่า โดยเชิญรองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ศูนย์บริการวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) และภาคส่วนสังคมที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ รวมถึงหัวหน้าชุมชนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อประชุมหารือเพิ่มเติมในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่และแนวทางการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานราชการ ชุมชน และภาคส่วนสังคม โดยมีผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน EGATi และผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ ณ ห้อง 201 อาคาร ท.100 สำนักงานกลาง กฟผ.

          นายธนา พุฒรังษี กล่าวว่า EGATi เป็นผู้แทนของ กฟผ. ในการลงทุนโครงการต่างๆ เพื่อจัดหาพลังงานไฟฟ้าจากต่างประเทศส่งเข้าประเทศไทย และหารายได้จากต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในประเทศไทยมีข้อจำกัดมากขึ้น รวมถึงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศไทยผลิตได้หน่วยไฟฟ้าต่ำกว่าหลายๆ ประเทศในเอเชีย เมื่อเทียบปริมาณน้ำที่ใช้ผลิต ซึ่งโครงการไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยีบริเวณชายแดนไทย-พม่า เป็นอีกหนึ่งโครงการ ที่ EGATi และ กฟผ. ทำการศึกษาและพัฒนา เพื่อเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของไทย โดยการประชุมหารือในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อหาแนวทางความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนาโครงการและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ในการศึกษาผลกระทบของโครงการ ทั้งนี้การอนุรักษ์กับการพัฒนาต้องทำควบคู่กันไปอย่างสมดุล เพราะถ้าอนุรักษ์อย่างเดียวอาจจะไม่มีไฟฟ้าใช้ หรือถ้าพัฒนาอย่างเดียวก็จะทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหายจึงต้องมีการหารือกันว่าจะทำอย่างไร ให้มีการพัฒนาโดยที่ยังสามารถรักษาสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพดีได้ ให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันมีผลกระทบน้อยที่สุดและได้ประโยชน์จากโครงการมากที่สุด

          ด้านนายสุทธา สายวาณิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวขอบคุณ กฟผ. ที่ได้จัดการประชุมเพื่อร่วมรับฟังข้อคิดเห็น เพื่อความเข้าใจและความกระจ่างในการทำงานร่วมกัน เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านอาจยังไม่เข้าใจหรือไม่ได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงของโครงการ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับและผลเสียที่เกิดขึ้น จึงต้องมีการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลให้แน่นอนก่อนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากมีการสร้างเขื่อน เพื่อทราบข้อเท็จจริงแล้วนำข้อมูลนั้นมาหาทางออกร่วมกัน ซึ่งชาวบ้านต้องการทราบว่าจะมีวิธีการหรือมาตรการอย่างไรหากวิถีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผลประโยชน์ที่ชาวบ้านจะได้รับมีอะไรบ้าง แล้วชาวบ้านพอใจหรือไม่ โดยการทำความเข้าใจกับชาวบ้านขอให้ดำเนินการผ่านองค์กรของจังหวัด อำเภอ และผู้นำชุมชน เพื่อทำความเข้าใจกันก่อนเข้าพื้นที่ ซึ่งการสำรวจจะต้องสำรวจโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อให้รับรู้ทุกขั้นตอน

          รศ.ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) ผู้ดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมของโครงการ กล่าวว่า ตามมติคณะอนุกรรมการดำเนินการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัจยี ในแม่น้ำสาละวิน สหภาพเมียนมาร์ กำหนดให้ศึกษาเพิ่มเติมจากรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในฝั่งสหภาพเมียนมาร์ อีก 5 ประเด็นคือ 1) ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ 2) กระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน 3) ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน 4) หลักประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และ 5) ผลกระทบด้านเขตแดน ซึ่งทาง Chula Unisearch ได้ทำการศึกษาในประเด็นดังกล่าวทั้งในฝั่งไทยโดยเริ่มการศึกษาในต้นปี พ.ศ. 2556 ต่อมาได้มีการคัดค้านจากภาคส่วนสังคมจึงทำให้ต้องชะลอการเข้าพื้นที่ออกไป เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการศึกษาฯ ทั้งนี้ ศูนย์บริการฯได้ทำการชี้แจงรายละเอียดข้อมูลกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง มีการประสานไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพื่อหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดถึงแนวทางการดำเนินงาน มีการจัดประชุมร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียและหน่วยงานราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เพื่อชี้แจงข้อมูลโครงการฯ และมีการประชุมเพื่อพิจารณากรอบการศึกษาเพิ่มเติมร่วมกับหน่วยราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ภาคส่วนสังคม และชุมชน

          ทางด้านหน่วยราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้แทนภาคประชาสังคม และหัวหน้าชุมชน ที่ร่วมประชุมในครั้งนี้ อาทิ ประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน พลังงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประมงจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอำเภอสบเมย ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการฯ ว่า สิ่งสำคัญคือการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจน และเข้าใจได้ง่ายให้ชุมชนได้เข้าใจถึงประโยชน์และผลกระทบจากโครงการฯ ปัจจุบันชุมชนยังไม่ทราบข้อมูลเท่าที่ควร เมื่อมีบางกลุ่มมาให้ข้อมูลชักจูงให้ต่อต้านโครงการฯ ก็จะทำให้คล้อยตามได้ง่าย เช่น เรื่องระดับความสูงของน้ำในเขื่อนที่อิงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ต้องชี้แจงให้ชัดเจน เพราะชุมชนมีความกังวลเรื่องน้ำท่วมที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน นอกจากนี้ ส่วนราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนต่างยินดีที่จะช่วยประชาสัมพันธ์ สื่อสารกับชุมชนเกี่ยวกับประโยชน์และผลกระทบของโครงการฯ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจมากขึ้น เพราะเล็งเห็นถึงประโยชน์ของโครงการฯ และพร้อมที่จะสนับสนุนและให้ความร่วมมือ

          ทั้งนี้ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยี ตั้งอยู่ในจังหวัดผาอัน รัฐคะหยิ่น สหภาพเมียนมาร์ บริเวณตอนใต้ของแม่น้ำสาละวินห่างจากจุดบรรจบแม่น้ำเมย-สาละวิน 47 กิโลเมตร เป็นเขื่อนแบบ Run-of-River ไม่มีอ่างเก็บน้ำและไม่ใช่โครงการแบบ Storage Dam มีระดับสันเขื่อนอยู่ที่ 51.6 ม.รทก. โดยจะกักเก็บน้ำอยู่ในระดับ 40 – 48 ม.รทก. เท่านั้นมีกำลังผลิตติดตั้งรวม 1,360 เมกะวัตต์ จะผลิตกระแสไฟฟ้าส่งกลับประเทศไทย 1,190 เมกะวัตต์ และส่งให้สหภาพเมียนมาร์ 170 เมกะวัตต์