กฟผ. ลงนามความร่วมมือกับ สำนักงาน กปร. พัฒนาความร่วมมือและขยายผลการลดการใช้พลังงานในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 แห่ง ตอบสนองยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าของประเทศ เป็นองค์กรต้นแบบด้านการประหยัดพลังงาน โดย กฟผ. นำร่องเปลี่ยนหลอด LED ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ คาดหลังเปลี่ยนหลอดทั้ง 6 แห่ง จะสามารถลดการใช้ไฟฟ้ากว่า 2.7 ล้านบาทต่อปี

20140815-01

          เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2557 นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. และนายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือและแถลงข่าวโครงการเพื่อส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ ระหว่าง กฟผ. กับ สำนักงาน กปร. โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหาร กฟผ. ผู้บริหารสำนักงาน กปร. และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช 1 อาคาร ต.040 สำนักงานกลาง กฟผ.

          นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ผ่านมา กฟผ. ได้ดำเนินโครงการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า เพื่อรณรงค์ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกภาคส่วนเกิดจิตสำนึกในคุณค่าของพลังงาน ซึ่งจากการดำเนินงานจนถึงปัจจุบัน สามารถลดปริมาณกำลังไฟฟ้าในระบบลงกว่า 3,400 เมกะวัตต์ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 12 ล้านตัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดตัวอย่างการลดใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องกฟผ. จึงประสานงานไปยังสำนักงาน กปร. ซึ่งเป็นองค์กรพันธมิตรที่ กฟผ. ได้มอบหลอดตะเกียบเบอร์ 5 และหลอดผอมเบอร์ 5 ตั้งแต่ปี 2551 และ 2552 ที่ผ่านมา ในการพัฒนาความร่วมมือและขยายผลการดำเนินงานลดการใช้ไฟฟ้า ด้วยการให้คำปรึกษา สำรวจ และตรวจวัดการใช้พลังงานไฟฟ้าในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเสนอมาตรการในการปรับปรุงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์การใช้ไฟฟ้าของประเทศร่วมกัน โดยเบื้องต้นในปี 2557 นี้ กฟผ. จะดำเนินการเปลี่ยนและติดตั้งหลอดไฟฟ้าแสงสว่างชนิด LED เพื่อสาธิตเป็นตัวอย่างการใช้งานในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี จำนวน 1,708 หลอด ซึ่งจะช่วยให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึงปีละ 70,000 หน่วย คิดเป็นค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ปีละ 245,000 บาท และช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 36 ตัน

          “นอกจากนี้ กฟผ. จะหารือกับสำนักงาน กปร. เพื่อร่วมรณรงค์และประชาสัมพันธ์การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นำไปสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านการประหยัดพลังงาน รวมถึงเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้หลอด LED เบอร์ 5 ให้กับประชาชนที่เข้าเยี่ยมชมศูนย์ฯ ต่อไป” ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าว

          ด้าน นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ เลขาธิการ กปร. กล่าวถึงความร่วมมือว่า สำนักงาน กปร. ได้ยึดถือและดำเนินการตามแนวพระราชดำริที่สำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวพระราชดำริสำคัญประการหนึ่ง คือ เรื่องพลังงานทดแทน เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา กฟผ. และสำนักงาน กปร. ได้เล็งเห็นความสำคัญในการดำเนินงานสนองพระราชดำริของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติของการพัฒนาที่มีชีวิต” ที่มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยได้มีความร่วมมือในการติดตั้งหลอดไฟฟ้าและชุดอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ให้แก่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 แห่ง ซึ่งเมื่อติดตั้งครบแล้ว จะสามารถลดการใช้ไฟฟ้าคิดเป็นมูลค่าถึง 2.7 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งมีการตรวจสอบ ติดตามสถานะและผลของการใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าดังกล่าว รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์มาเปลี่ยนทดแทนเมื่อเกิดการชำรุดเสียหาย ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สามารถขยายผลการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และประหยัดพลังงานร่วมกัน โดย กฟผ. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าและพลังงาน เป็นผู้นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาสู่ศูนย์ศึกษาฯ ที่นอกจากจะเกิดประโยชน์ต่อศูนย์ฯ โดยตรงแล้ว ยังจะเป็นช่องทางในการขยายผลและสร้างจิตสำนึกด้านการประหยัดพลังงานให้แก่ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมศูนย์ศึกษาฯ ซึ่งมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นิสิต/นักศึกษา เกษตรกร ประชาชนทั่วไป จากทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีจำนวนปีละประมาณ 2 ล้านคน ให้เกิดขึ้นในวงกว้างและต่อเนื่อง

          “การลงนามความร่วมมือในวันนี้ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของความมุ่งมั่น ความตั้งใจ การประสานงานที่ดี และความปรารถนาดีในการดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่จะเป็นการดำเนินงานเพื่อเป็นตัวอย่างให้ศึกษาเรียนรู้ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศต่อไป” เลขาธิการ กปร. กล่าว