กฟผ. ออกหนังสือชี้แจงกรณีหนังสือพิมพ์แนวหน้า นำเสนอข่าวเรื่อง “กฟผ. สูญปีละ 2 หมื่นล้าน เหตุบริหารสายส่ง “ผิดพลาด” ส่งผลให้การเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าไม่คุ้มทุน” พร้อมยืนยันทุกกระบวนการทำงานของ กฟผ. ได้ดำเนินการตามหลักสากลที่ระบบไฟฟ้าใช้กันทั่วโลก โดยคำนึงถึงปัจจัยเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในประเทศเป็นหลัก ภายใต้การกำกับดูแลของ กกพ.

          นายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ (อสอ.) เปิดเผยว่า ตามที่ หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2557 หน้า 10 ได้นำเสนอข่าวเรื่อง กฟผ. สูญปีละ 2 หมื่นล้าน เหตุบริหารสายส่ง “ผิดพลาด” เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าไม่คุ้มทุน โดยเนื้อหาในข่าวมีประเด็นที่ระบุว่า กฟผ.ทำประเทศเสียหายปีละ 2 หมื่นล้าน หลังการบริหารระบบสายส่งในเขตภาคใต้ ภาคกลางผิดพลาด ทำให้ต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงถึง 7.50 บาท/หน่วย อย่างโรงไฟฟ้ากระบี่ และเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเก่าที่มีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าต่ำ ต้นทุนสูง อย่างโรงไฟฟ้าบางปะกง และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ส่งผลให้ กฟผ. ต้องสูญเงินปีละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้าน นั้น เมื่อ กฟผ. พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลดังกล่าวยังมีความคลาดเคลื่อน กฟผ. มิได้บริหารจัดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า และสายส่งผิดพลาด จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

          1) เรื่องการบริหารจัดการการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า กฟผ. เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า ตามหลักสากลที่ระบบไฟฟ้าใช้กันทั่วโลก โดยคำนึงถึงปัจจัยเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เงื่อนไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เช่น การรับซื้อไฟฟ้าจาก Co-Generation พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น และปริมาณเชื้อเพลิงแต่ละประเภทที่มีอยู่ในแต่ละห้วงเวลา ซึ่งเมื่อมีการดำเนินการตามหลักการจะทำให้ได้แผนการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งระบบถูกที่สุดทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

          2) สำหรับระบบไฟฟ้าในภาคกลาง กฟผ. ได้วางแผนพัฒนาระบบส่งไว้ล่วงหน้า ซึ่งสอดคล้องกับโรงไฟฟ้าที่มีอยู่และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยได้ดำเนินการก่อสร้างระบบส่งให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งนี้ กฟผ. ได้วางแผนระบบส่งไฟฟ้าภาคกลางให้มีลักษณะเป็นเครือข่าย เพื่อถ่ายเทพลังงานไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าไปยังจุดที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนขยายระบบส่งไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอนาคตเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ดังเช่นโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 12 ที่ได้รับอนุมัติจาก คสช. เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา

          3) สำหรับพื้นที่ภาคใต้ มิได้มีปัญหาด้านระบบส่งไฟฟ้าตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่เนื่องจากกำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้มีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า ขณะที่การพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่มีกระบวนการที่ใช้เวลามากขึ้น เนื่องจากต้องให้ความสำคัญต่อการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รวมทั้งกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของ กฟผ. ในขณะเดียวกันภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นทุกปี จึงต้องวางแผนปรับปรุงและขยายระบบส่ง เพื่อยกระดับความมั่นคงของระบบส่งให้สามารถเชื่อมโยงการส่งพลังงานไฟฟ้าให้คล่องตัวขึ้น ดังเช่น โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้ ที่ได้รับการอนุมัติจาก คสช. ซึ่งจะสามารถเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้อย่างมาก