เวทีเสวนาทิศทางพลังงานของชาติในอนาคต ของหลวงปู่พุทธะอิสระ สรุปข้อแนะนำจากทุกภาคส่วน เสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปภาคพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ด้าน รวค. ร่วมชี้แจงข้อมูลใน 3 ประเด็นหลัก อาทิ การลงทุนพัฒนาระบบส่งของ กฟผ. เพื่อรองรับการซื้อพลังงานหมุนเวียนจากชุมชน ต้นทุนค่าไฟฟ้า และการดูแลผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

20141028-M01-01

          เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2557 นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นำคณะผู้บริหาร กฟผ. ประกอบด้วยนายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจพลังงาน-ค่าไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ดร.จิราพร ศิริคำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า-แหล่งผลิต (ช.อผฟ-ลผ.) เข้าร่วมการเสวนาทิศทางพลังงานของชาติในอนาคต ครั้งที่ 4 (ครั้งสุดท้าย) ณ วัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม โดยมีหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย เป็นประธานการเสวนา ระหว่างกลุ่มต่างๆ อาทิ กลุ่มหน่วยงานราชการ ซึ่งนำโดย ดร.วีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร รองปลัดกระทรวงพลังงาน ดร.ชวลิต พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กลุ่มผู้ประกอบกิจการด้านพลังงาน ซึ่งนำโดย ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้แทนบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)ผู้แทนบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และกลุ่มผู้แทนภาคประชาชน เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะ และให้ทุกฝ่ายร่วมลงนามสนับสนุน ก่อนนำเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะรัฐบาล ต่อไป

          หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวว่า การมาร่วมเจรจาพูดคุยกันระหว่างกลุ่มต่างๆ จะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งได้ อาตมา จึงอาสาเป็นเจ้าภาพจัดการเสวนาทิศทางพลังงานของชาติในอนาคต ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 และเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ในการสรุปข้อเสนอแนะต่างๆ ซึ่งรวบรวมมาได้มากมาย ไปนำเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะรัฐบาล เพื่อเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปภาคพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป บนหลักการของความถูกต้อง เป็นธรรม ชัดเจน ทั่วถึง เท่าเทียม และการมีส่วนร่วม

          ข้อเสนอแนะหลักที่สำคัญ ได้แก่ การให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่ในประเทศไทย ควรพิจารณาให้รอบคอบว่าควรใช้วิธีการใด/อย่างไร (ระบบสัมปทาน หรือระบบแบ่งปันผลผลิต) เพื่อให้ประเทศได้รับผลตอบแทนสูงสุด และปิโตรเลียมที่ได้รับให้สงวนไว้ใช้ภายในประเทศ (ยกเว้นส่วนที่เหลือใช้จึงส่งออกได้) รวมถึงให้แบ่งผลกำไรที่ผู้ประกอบกิจการด้านพลังงานได้รับมาตอบแทนคืนสู่สังคม อาทิ นำมาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนให้เป็นทรัพย์สินของชุมชน รวมถึงสนับสนุนการวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านพลังงานทดแทน และให้เงินสนับสนุนหน่วยงานด้านพลังงานภาคประชาชน ส่วนภาครัฐต้องสนับสนุนให้เกิดองค์กรด้านพลังงานภาคประชาชน อาทิ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานแห่งชาติภาคประชาชน (ระดับชุมชน ระดับจังหวัด ระดับชาติ) องค์กรพัฒนาพลังงานหมุนเวียนระดับชาติภาคประชาชน ฯลฯ เพื่อให้ผู้แทนประชาชนจากทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงให้ภาครัฐสนับสนุนการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชุมชน ทั้งเรื่ององค์ความรู้ การแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ การเปิดช่องทางให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน (โดยเฉพาะจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน) และการรับซื้อพลังงานทดแทนจากชุมชนทั้งหมด ขณะเดียวกัน เสนอให้ยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงการปรับสูตรคิดราคาก๊าซธรรมชาติ และราคาค่าไฟฟ้า เพื่อให้ราคาพลังงานสะท้อนตามกลไกตลาดโลกในช่วงเวลานั้นๆ ประเทศไทยจะได้อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง และนำไปสู่การปรับตัวที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เป็นต้น

          อย่างไรก็ตาม ในเวทีการเสวนาครั้งนี้ ได้มีประเด็นคำถามสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ กฟผ. ได้แก่

          1. คำถามเกี่ยวกับการลงทุนพัฒนาระบบส่งของ กฟผ. เพื่อรองรับการซื้อพลังงานหมุนเวียนจากชุมชน ซึ่ง นายสหรัฐ ได้ชี้แจงว่า เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นอันดับแรก (ก่อนทางเลือกอื่น) กฟผ. จึงมีแผนเตรียมความพร้อมทางด้านระบบส่งไฟฟ้าไปรองรับ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบส่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้งบประมาณ 80,000 ล้านบาท แต่ต้องยอมรับว่า การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณ 4-5 ปี ขณะที่ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าขายเข้าระบบ ใช้ระยะเวลาเพียง 1-2 ปี ดังนั้นในบางช่วงเวลาการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าอาจดำเนินการได้ไม่ทัน หากมีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแห่งใหม่เข้าสู่ระบบพร้อมกันในปริมาณมากๆ

20141028-M01-02

          2. คำถามเกี่ยวกับต้นทุนค่าไฟฟ้า ซึ่ง รวค. ได้ชี้แจงว่า จากราคาค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน ประมาณ 3.96 บาทต่อหน่วย แบ่งเป็นต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยจากเชื้อเพลิงทุกประเภท ประมาณ 3.06 บาท ต่อหน่วย รวมกับค่าดำเนินการด้านระบบส่งและระบบจำหน่าย ประมาณ 0.9 บาทต่อหน่วย ซึ่งในการลงทุนของ 3 การไฟฟ้า (รวม กฟผ.) ภาครัฐกำหนดผลตอบแทนให้ประมาณร้อยละ 5-7 ของวงเงินลงทุน เพื่อให้มีศักยภาพในการขยายงานได้โดยไม่เป็นภาระของภาครัฐ ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขผลตอบแทนการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 12-15 ส่วนพลังงานไฟฟ้าที่ กฟผ. รับซื้อจากเอกชน (ในราคาที่ผ่านการประมูลแข่งขัน) ก็เป็นการส่งผ่านต้นทุนโดยตรง มิได้มีการบวกกำไรเพิ่มเติมแต่อย่างใด ทั้งนี้ การลงทุนโรงไฟฟ้าของเอกชน ไม่ว่าจะด้วยเชื้อเพลิงใด มักจะได้รับผลตอบแทนการลงทุนใกล้เคียงกัน จึงไม่มีอคติในการเลือกรับซื้ออย่างแน่นอน เพียงแต่โรงไฟฟ้าแต่ละประเภทเชื้อเพลิงที่ต้นทุนที่ไม่เท่ากัน การรับซื้อพลังงานไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงในปริมาณมาก ก็จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยตรง

20141028-M01-03

          3. คำถามเกี่ยวกับการดูแลผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่ง รวค. ได้ชี้แจงว่า ยอมรับว่า กฟผ. ได้ทำผิดพลาดในปี พ.ศ. 2535 แต่หลังจากนั้นก็ได้ดำเนินการแก้ไข โดยเฉพาะการติดตั้งเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue Gas Desulfurization : FGD) จนครบในปีพ.ศ. 2542 ส่งผลให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดีขึ้นตามลำดับซึ่ง กฟผ. ได้ติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศให้ประชาชนสามารถร่วมตรวจสอบได้ตลอดเวลา และได้มีการส่งผลการตรวจวัดให้กับกรมควบคุมมลพิษ แต่หากสังคมยังไม่มั่นใจต้องการให้หน่วยงาน ด้านสิ่งแวดล้อมหรือด้านอนามัยในระดับโลกเข้ามาตรวจสอบยืนยันคุณภาพอากาศทาง กฟผ. ก็มีความยินดีให้ดำเนินการ ขณะที่ โครงการศึกษาเพื่อพัฒนาขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้ากระบี่ โดยกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้มีการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าเดิมมาก และดีกว่าค่ามาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งกำหนดให้ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ไม่เกิน 180 ส่วนในล้านส่วน (โรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ. จะปล่อยไม่เกิน 50 ส่วนในล้านส่วน) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX) ไม่เกิน 200 ส่วนในล้านส่วน (โรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ. จะปล่อยไม่เกิน 70 ส่วนในล้านส่วน)และฝุ่นละออง ไม่เกิน 80 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (โรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ. จะปล่อยไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) เป็นต้น