กฟผ. ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา จัดเวที ค.1 โครงการโรงไฟฟ้า และท่าเทียบเรือ โรงไฟฟ้าเทพา จังหวัดสงขลา โดยมีประชาชน ผู้มีส่วนได้เสีย ให้ความสนใจเข้ารับฟังกว่า 4,000 คน พร้อมแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินโครงการ

20141103-M01-1

          เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา กฟผ. ร่วมกับบริษัท คอลซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public Scoping) ครั้งที่ 1 (ค.1) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา (โรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด) และโครงการท่าเทียบเรือสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา โดยการจัดรับฟังความคิดเห็นแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ภาคเช้าเป็นการรับฟังความคิดเห็นโครงการโรงไฟฟ้า ส่วนภาคบ่ายเป็นการรับฟังความคิดเห็นของโครงการท่าเทียบเรือ ทั้งนี้มีประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 4,000 คน โดยมี นายปรีชา ดำเกิงเกียรติ นายอำเภอเทพา เป็นประธานการประชุม และมี ผศ.ดร.กิติชัย รัตนะ อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการมีส่วนร่วม เป็นผู้ดำเนินรายการฯ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้มีส่วนได้เสียต่างนำเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อโครงการ

20141103-M01-2

         นายปรีชา ดำเกิงเกียรติ นายอำเภอเทพา กล่าวเปิดการประชุมว่า วันนี้เป็นวันสำคัญสำหรับคนเทพา และประเทศไทย หลายคนมีคำถามเกี่ยวกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา วันนี้เราจึงเชิญทุกท่านมารับรู้ด้วยตัวเองโดยโรงไฟฟ้าที่จะสร้างที่นี่ เหมือนกับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ประเทศมาเลเซียที่ใช้ถ่านหินประเภทซับบิทูมินัสเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม พี่น้องต้องเอาตัวเองเป็นแกน หาความรู้ทุกด้าน สิ่งที่ท่านกังวลขอให้ถาม เช่น ประเด็นรัศมีการทำการศึกษา 5 กิโลเมตร ปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้แม่เมาะต่างจากอดีตดีขึ้นจริงหรือไม่ กฟผ. มีการจัดการอะไรบ้าง ทุกท่านต้องไปหาความรู้จากนักวิชาการ ดูงาน ถามผู้มีประสบการณ์โดยตรง ทั้งนี้ กฟผ. มีหน้าที่ผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ แต่การผลิตย่อมมีผลตามมา ต้องดูว่าเป็นผลกระทบที่เรารับได้หรือไม่ กฟผ. และชุมชนต้องทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกัน

20141103-M01-3

          “วันนี้เป็นโอกาสดีของคนสงขลาที่จะมีโรงไฟฟ้าที่เข้ามาช่วยสร้างความมั่นคง แต่อยู่ที่การมีส่วนร่วมหลายขั้นตอนว่าโรงไฟฟ้าจะสร้างได้หรือไม่ ผมเชื่อว่าคนเทพามีความคิด ผมในฐานะคนของรัฐจะไม่ยอมให้ใครมาทำไม่ดีแน่นอน บ้านผมเองก็อยู่ใกล้เขื่อนบางลาง ผมมีประสบการณ์มาก่อน” นายอำเภอเทพา กล่าว

         สำหรับการรับฟังความคิดเห็นในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ได้นำเสนอข้อกังวล 5 กลุ่มประกอบด้วย 1.ข้อกังวลเรื่องระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม 2.ประเด็นด้านเทคนิค อาทิ การคัดเลือกพื้นที่ เทคโนโลยี การกำหนดหลักเกณฑ์การศึกษา 3.ประเด็นด้านสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ 4.ประเด็นด้านสังคมและจิตวิทยา รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูล และ 5.ประเด็นการบริหารจัดการที่ดีและความมีประสิทธิภาพส่วนการรับฟังความคิดเห็นในส่วนของโครงการท่าเทียบเรือสำหรับโรงไฟฟ้า สามารถสรุปประเด็น ที่เป็นข้อกังวลของชาวบ้านออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ 1.เทคนิคการก่อสร้าง การออกแบบ 2.ผลกระทบทางระบบนิเวศ 3.ผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประมงและการทำการเกษตรกร 4.ผลกระทบของการสร้างท่าเทียบเรือและเส้นทางเดินเรือต่อการเข้าถึงการใช้ประโยชน์พื้นที่ของชุมชน 5.การพัฒนาศักยภาพชุมชน เช่น การท่องเที่ยว สาธารณูปโภค 6.ต้องการข้อมูลรายละเอียดโครงการที่ละเอียดขึ้นและ 7.แผนบริหารความเสี่ยงหากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เพื่อให้ชุมชนมีความมั่นใจ

          ก่อนจบการรับฟังความคิดเห็น นายปรีชา ดำเกิงเกียรติ นายอำเภอเทพา ประธานการประชุม ขอให้บริษัทที่ปรึกษาและ กฟผ. นำข้อกังวลไปหาคำตอบ และนำมาสื่อสารกับชุมชนต่อไป

          พร้อมกันนี้ ผศ.ดร.กิติชัย รัตนะ ได้กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ขอให้ กฟผ. และชาวเทพา ช่วยกันคิดแบบสมการชาวบ้าน คือกินอิ่มนอนอุ่น เราก็จะสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้ ผลที่ได้ต้องชี้วัดได้ การดูแลประชาชน นอกจากมิติด้านเทคโนโลยีแล้ว ต้องดูมิติด้านองค์กรท้องถิ่น และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ท้ายที่สุดแล้วต้องทำแบบมีส่วนร่วม ชุมชนต้องมีแผน เป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้ จะทำให้เกิดชุมชนต้นแบบ ขยายผลให้กับชุมชนต่อไป ทุกประเด็นที่นำเสนอ มีแบบตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง แต่เราใส่ใจทุกประเด็น ที่จะทำให้ศึกษาหาคำตอบในการจัดรับฟังความคิดเห็นครั้งต่อไป

20141103-M01-4

          ทั้งนี้ โครงการศึกษาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ตั้งอยู่ในเขตตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา มีพื้นที่ศึกษาครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลปากบาง ตำบลเทพา ตำบลท่าม่วง และตำบลเกาะสะบ้า โดยมีขนาดกำลังผลิตติดตั้งประมาณ 1,100 เมกะวัตต์ จำนวน 2 เครื่อง รวมเป็น 2,200 เมกะวัตต์ และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ประมาณปี พ.ศ. 2564 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ให้เพียงพอต่อความต้องการและสามารถพึ่งพาตนเองได้