โครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทับสะแก (คกทก.) ชี้แจงข้อมูลการดำเนินงานโครงการแก่สื่อมวลชน ย้ำชัด โครงการ ฯ ทับสะแกจะเป็นต้นแบบด้านการพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ แก่ประชาชน

20150209-M01-01

          เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558 นายชูศักดิ์ ธนะกุลมาส หัวหน้าโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทับสะแก (คกทก.) จัดการสัมมนาสื่อมวลชนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อชี้แจงข้อมูลการดำเนินงานโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทับสะแก แก่สื่อมวลชนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับทราบ และเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง กฟผ. กับสื่อมวลชนท้องถิ่น เพื่อทำหน้าที่เป็นเครือข่ายด้านการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ ณ โรงแรมประจวบแกรนด์ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

          นายชูศักดิ์ ธนะกุลมาส คกทก. กล่าวว่า พลังงานทดแทนเป็นพลังงานทางเลือกที่ประเทศไทยกำลัง ให้ความสำคัญ ในฐานะที่กฟผ. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดหาและผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชน จึงดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อสนองนโยบายภาครัฐ ด้านการนำพลังงานหมุนเวียนมาผลิตไฟฟ้า ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี (พ.ศ.2551 - 2565) โดยภายในโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทับสะแก ประกอบด้วย 4 โครงการย่อย ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ งานวิจัยและพัฒนาต้นแบบโรงไฟฟ้าระบบก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ งานวิจัยการผลิตไฟฟ้ากังหันลมชนิดแกนนอน และอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน

          สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดกำลังผลิต 5 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 250 ไร่ มีแผนนำเซลล์แสงอาทิตย์จำนวน 4 ชนิด มาศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้งานจริง เพื่อหาชนิดที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด ได้แก่ เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอน เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดอะมอร์ฟัสซิลิคอน เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดไมโครคริสตอลไลน์อะมอร์ฟัสซิลิคอน และเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสารประกอบของ คอปเปอร์อินเดียมแกลเลียมไดเซเลไนด์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการปรับพื้นที่และออกแบบ โดยได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558 โดยมีกำหนดแล้วเสร็จ พร้อมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคภายในปี 2558 โดย กฟผ. มุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้ ให้เป็นต้นแบบการผลิตไฟฟ้าจากเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศ

          ส่วนงานวิจัยและพัฒนาต้นแบบโรงไฟฟ้าระบบก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ พื้นที่ 250 ไร่ ซึ่ง กฟผ. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาวิจัย โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาความเป็นไปได้ในการปลูกพืชพลังงาน และพัฒนาเทคโนโลยีระบบก๊าซชีวภาพสำหรับพืชพลังงาน และระยะที่ 2 ขยายผลเพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ระบบก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงานที่ต้นแบบกำลังผลิตไฟฟ้า 500 กิโลวัตต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินงานระยะที่ 1 โดยโครงการปรับพื้นที่แล้วเสร็จ และดำเนินการปลูกหญ้าเนเปียร์ลงแปลงสาธิตแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557 รวมพื้นที่ 150 ไร่ และเมื่อหญ้าเนเปียร์มีขนาดเหมาะสม จะทำการตัด สับ และนำไปหมักในบ่อหมักก๊าซชีวภาพ จนเกิดก๊าซมีเทน จากนั้นจึงนำก๊าซที่ได้มาปั่นเครื่องยนต์กำเนิดไฟฟ้าต่อไป โดยทุกขั้นตอนจะดำเนินการภายใต้ระบบปิด โดยโครงการได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว มีกำหนดแล้วเสร็จ พร้อมจ่ายไฟฟ้าภายในปี 2559

          สำหรับงานวิจัยการผลิตไฟฟ้ากังหันลมชนิดแกนนอน กฟผ. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือทำการศึกษาวิจัย โดยใช้กังหันลมที่มีความสูงของแกนใบพัดประมาณ 45 เมตรจากพื้น เป็นกังหันลมแบบขับตรง (Gearless) ใช้แม่เหล็กถาวร ความเร็วรอบต่ำประมาณ 10 - 20 รอบต่อนาที ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 250 กิโลวัตต์ ขณะนี้งานออกแบบแล้วเสร็จ กำลังอยู่ระหว่างรอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยพลังงานไฟฟ้าที่ได้จะถูกส่งเข้าสายส่งของ กฟผ. โดยมีกำหนดแล้วเสร็จ พร้อมจ่ายไฟฟ้าภายในปี 2558 ทั้งนี้ ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยอาจมีราคาสูง แต่จะเป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากก๊าซธรรมชาติ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของอำเภอทับสะแกในอนาคต

          ด้านอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน เป็นอาคารที่เก็บรวบรวมข้อมูลการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนชนิดต่าง ๆ ภายในโครงการ มาเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และเปรียบเทียบข้อมูลให้ประชาชนที่สนใจเข้าศึกษาดูงาน นอกจากนี้พื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารได้จัดจำหน่ายสินค้า OTOP เพื่อเป็นการสนับสนุนสินค้าของชุมชน โดยจุดเด่นของอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานแห่งนี้ มีหอคอยชมวิวสูงเท่าตึก 5 ชั้น เพื่อให้ประชาชนสามารถขึ้นไปชมวิวโดยรอบโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทับสะแกได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการประกวดราคา คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จภายในต้นปี 2559