กฟผ. เชื่อมั่น สถานการณ์ก๊าซธรรมชาติแหล่งยาดานาและซอติก้าหยุดผลิต ระหว่าง 10-27 เมษายน 2558 ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า แต่เพื่อความไม่ประมาท กฟผ. ได้เตรียมมาตรการรองรับเต็มที่ ขณะที่กระทรวงพลังงาน เตรียมรณรงค์ขอความร่วมมือคนไทยลดการใช้ไฟฟ้า

20150316-C01-01

          นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง (รวส.) เปิดเผยถึงสถานการณ์กรณีการหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานา สหภาพเมียนม่าร์ ในวันที่ 10 - 19 เมษายน 2558 เพื่อทำงานซ่อมฐานรากของแท่นผลิตที่ทรุดตัว ทำให้ก๊าซฯ ที่ส่งให้ไทยหายไปทั้งหมดวันละประมาณ 980 ล้าน ลบ.ฟุต คิดเป็นกำลังผลิตประมาณ 5,700 เมกะวัตต์ และกรณีการหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งซอติก้า สหภาพเมียนม่าร์ ในวันที่ 20 - 27 เมษายน 2558 เพื่อหยุดทำงานตรวจสอบอุปกรณ์ และซ่อมบำรุงอุปกรณ์เพิ่มความดัน โดยลดการจ่ายก๊าซฯ สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากปกติวันละประมาณ 980 ล้าน ลบ.ฟุต เหลือ 420 ล้าน ลบ.ฟุต คิดเป็นกำลังผลิตลดลงประมาณ 3,300 เมกะวัตต์ ซึ่งก๊าซที่หายไปจะส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าในฝั่งภาคตะวันตกทั้งหมด ได้แก่ โรงไฟฟ้า บริษัท ราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), โรงไฟฟ้า บริษัทราชบุรีเพาเวอร์ จำกัด, โรงไฟฟ้า บริษัท ไตรเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด, โรงไฟฟ้าพระนครใต้, โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ และโรงไฟฟ้าราชบุรีเวิลด์

          ทั้งนี้ คาดว่าในช่วงที่มีการหยุดผลิตก๊าซฯ ดังกล่าว ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือช่วงพีคจะอยู่ที่ประมาณ 27,500 เมกะวัตต์ ซึ่ง กฟผ. ได้เตรียมมาตรการรองรับไว้ 3 ส่วนหลัก คือ ด้านระบบผลิต ได้ปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครเหนือชุดที่ 1 ให้สามารถเดินเครื่องด้วยก๊าซฯ ฝั่งตะวันออกได้ ประสานงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวให้เดินเครื่องเต็มความสามารถ รับซื้อไฟฟ้าในส่วนเพิ่ม (Enhance Capacity) จากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงอื่นๆ ทดสอบเปลี่ยนเชื้อเพลิงดีเซลโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ได้รับผลกระทบให้มีความพร้อมสูงสุด และใช้น้ำมันเตา น้ำมันดีเซลเดินเครื่องทดแทนปริมาณก๊าซฯ ที่ลดลง โดยคาดว่าจะต้องใช้น้ำมันเตาจำนวนประมาณ 133.2 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซลประมาณ 53.2 ล้านลิตร สำหรับด้านระบบส่ง ได้มีการตรวจสอบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญให้พร้อมใช้งานก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซฯ และหยุดการบำรุงรักษาระบบส่งช่วงหยุดจ่ายก๊าซฯ ส่วนด้านเชื้อเพลิง ได้สำรองน้ำมันให้เพียงพอก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซฯ โดยโรงไฟฟ้าบางปะกง และโรงไฟฟ้าราชบุรี ได้จัดเก็บน้ำมันเตาเต็มความสามารถ ส่วนโรงไฟฟ้าอื่นที่ได้รับผลกระทบให้สำรองน้ำมันดีเซลอย่างน้อยเพื่อให้เดินเครื่องต่อเนื่องได้ 3 วัน และประสานกับ ปตท. ให้มีการเติมน้ำมันเพิ่มในช่วงหยุดผลิตก๊าซฯ

          รวส. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากมาตรการเตรียมพร้อมรับมือข้างต้น กฟผ. เชื่อมั่นว่า การหยุดจ่ายก๊าซฯ ในช่วงดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน อย่างไรก็ตาม กรณีหากมีความจำเป็นต้องหยุดจ่ายไฟฟ้าในบางพื้นที่ กฟผ. ได้กำหนดวิธีการและขั้นตอน เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งจะมีการแจ้งข้อมูลข่าวสารให้ผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับทราบอย่างรวดเร็ว “นอกจากนี้กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กฟผ. กฟน. และ PEA ยังได้เตรียมรณรงค์ขอความร่วมมือคนไทยลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนในระยะยาวได้วางมาตรการตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าแห่งชาติ เพื่อลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า โดยมุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ มีเทคโนโลยีที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด รวมทั้งกระจายแหล่งรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ และเพิ่มสัดส่วนการใช้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนการใช้พลังงานอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ เพื่อความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบผลิตไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ” รวส. กล่าวทิ้งท้าย