คณะกรรมการปรับปรุงความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า 3 การไฟฟ้า กฟผ. กฟน. และ PEA ร่วมประชุมติดตามและประสานความร่วมมือปรับปรุงความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าทั่วประเทศ พร้อมเตรียมแผนรับมือแหล่งก๊าซธรรมชาติจากสหภาพเมียนมาร์หยุดผลิตเพื่อบำรุงรักษา ช่วง 10–27 เมษายน 2558 เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงทุกทิศทั่วไทย

20150327-M03-01

          เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2558นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการ ระบบส่ง (รวส.)เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการปรับปรุงความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า ครั้งที่ 42 (1/2558) โดยมี นายรัตนโรจน์ ทวีสิน รองผู้ว่าการวิชาการและบริหารพัสดุ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) นายปราโมทย์ สุดทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และคณะกรรมการปรับปรุงความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าของทั้ง 3 การไฟฟ้า เข้าร่วมประชุมอย่างคับคั่ง ณ ห้อง 201 สำนักงานใหญ่ กฟผ.

          นายสุธน บุญประสงค์ รวส. กล่าวว่า คณะกรรมการปรับปรุงความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า เป็นความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กฟน. และ PEA ในการดำเนินภารกิจแก้ไขปัญหาไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับของผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ได้รับบริการด้านพลังงานไฟฟ้าที่มีคุณภาพ มีระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ ซึ่งการดำเนินงานของคณะกรรมการปรับปรุงความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า เป็นการเพิ่มศักยภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าที่ 3 การไฟฟ้า ได้ร่วมดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 20 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ระหว่างคณะทำงานด้านต่างๆ 7 คณะ ได้แก่ คณะทำงานปรับปรุงระบบป้องกัน คณะทำงานด้านมาตรฐานอุปกรณ์และการในส่วน กฟผ. ได้สรุปมาตรการรองรับไว้ 3 ส่วนหลัก คือ ระบบผลิตไฟฟ้า โดยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครเหนือชุดที่ 1 สามารถเดินเครื่องด้วยก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันออกได้ ประสานงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวให้เดินเครื่องเต็มความสามารถ รับซื้อไฟฟ้าในส่วนเพิ่ม (Enhance Capacity) จากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงอื่นๆ ทดสอบเปลี่ยนเชื้อเพลิงดีเซลโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ได้รับผลกระทบให้มีความพร้อมสูงสุด และใช้น้ำมันเตา น้ำมันดีเซลเดินเครื่องทดแทนปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ลดลง โดยคาดว่าจะต้องใช้น้ำมันเตาจำนวนประมาณ 142 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซลประมาณ 46 ล้านลิตร สำหรับระบบส่ง ได้มีการตรวจสอบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญให้พร้อมใช้งานก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซฯ และหยุดการบำรุงรักษาระบบส่งช่วงหยุดจ่ายก๊าซฯ ส่วนเชื้อเพลิง ได้สำรองน้ำมันให้เพียงพอก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซฯ โดยโรงไฟฟ้าบางปะกง และโรงไฟฟ้าราชบุรี ได้จัดเก็บน้ำมันเตาเต็มความสามารถ ส่วนโรงไฟฟ้าอื่น ที่ได้รับผลกระทบให้สำรองน้ำมันดีเซลอย่างน้อยเพื่อให้เดินเครื่องต่อเนื่องได้ 3 วัน บำรุงรักษา คณะทำงานประเมินระดับความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า คณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ คณะทำงานศึกษาและกำหนดค่าที่เหมาะสมของ Power Quality คณะทำงานความร่วมมือด้านสื่อสารโทรคมนาคม และคณะทำงานความร่วมมือด้านระบบไฟฟ้าแบบ Smart Grid

นอกจากนี้กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กฟผ. กฟน. และ PEA ได้รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน พร้อมใช้มาตรการ Demand Response (DR) โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบผลิตไฟฟ้าโดยรวมของประเทศเป็นสำคัญ

          สำหรับกรณีการหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติจากสหภาพเมียนมาร์ 2 แหล่ง คือ แหล่งยาดานา ในวันที่ 10-19 เมษายน 2558 เพื่อทำงานซ่อมฐานรากของแท่นผลิตที่ทรุดตัว ทำให้ก๊าซธรรมชาติขาดหายไปทั้งหมดวันละประมาณ 980 ล้าน ลบ.ฟุต คิดเป็นกำลังผลิตประมาณ 5,700 เมกะวัตต์ และแหล่งซอติก้า ในวันที่ 20-27 เมษายน 2558 เพื่อหยุดทำงานตรวจสอบอุปกรณ์ และซ่อมบำรุงอุปกรณ์เพิ่มความดัน โดยลดการจ่ายก๊าซธรรมชาติ สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากปกติวันละประมาณ 980 ล้าน ลบ.ฟุต เหลือ 420 ล้าน ลบ.ฟุต คิดเป็นกำลังผลิตลดลงประมาณ 3,300 เมกะวัตต์ ซึ่งก๊าซที่หายไปจะส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าในฝั่งภาคตะวันตกทั้งหมดนั้น

          สำหรับในการประชุมฯ มีการนำเสนอแผนงานที่ช่วยเสริมสร้างการดำเนินงานด้านความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าของประเทศ โดยคณะทำงานย่อยต่างๆ อาทิ คณะทำงานประเมินระดับความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า ได้รายงานเกี่ยวกับปัญหาไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับของทั้ง 3 การไฟฟ้าในปีที่ผ่านมา น้อยกว่าเดิม มีสถิติที่ดีขึ้น พบว่าข้อขัดข้องที่ทำให้ไฟฟ้าดับส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากสัตว์ต่างๆ อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมตามลำดับ ส่วนการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวทั้ง 3 การไฟฟ้าจะร่วมกันดำเนินการในรายละเอียดต่อไป เพื่อให้ปัญหาไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าให้น้อยที่สุด

          ด้าน นางยุวดี ธงสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ (อสอ.) ในฐานะประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า ในส่วนคณะทำงานประชาสัมพันธ์ของทั้ง 3 การไฟฟ้า มีแนวทางในการทำงานที่จะร่วมมือกันเพื่อสื่อสารสร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของประเทศ โดยนำเสนอการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ร่วมกันเพื่อความเป็นเอกภาพ ทั้งแผ่นพับ สปอตวิทยุ และการสื่อสารผ่าน Social Media รวมถึงการจัดกิจกรรมสื่อสารและประชาสัมพันธ์ต่างๆให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างถูกวิธีและร่วมกันป้องกันปัญหาไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับในทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างกว้างขวาง ทั้งสื่อมวลชน กลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้ประกอบการต่างๆ กลุ่มอัยการ และประชาชนทั่วไป