CO2 24062558

          CO2 เป็นปัญหาระดับโลก ที่กล่าวได้ว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และทุกคนสามารถมีส่วนร่วมแก้ไข จากข้อมูลในปี 2012 พบว่า ทั่วโลกมีการปล่อย CO2จากการผลิตไฟฟ้าเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด คือร้อยละ 42 รองลงมาเป็นของภาคขนส่งร้อยละ 23 และอุตสาหกรรมร้อยละ 20

สัดส่วนการปล่อย CO2 ทั่วโลก ในปี 2012

20150624-M01-01

          สำหรับประเทศไทย ข้อมูลในปี 2013 ปริมาณ CO2 ที่ปล่อยทั้งหมดมีจำนวน 260 ล้านตัน เกิดจากการผลิตไฟฟ้ามากที่สุดประมาณ 96 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 40 จากกิจกรรมในภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมภาคละประมาณ 62 ล้านตัน หรือร้อยละ 26 และจากด้านอื่นๆ อีกประมาณ 19 ล้านตัน

สัดส่วนการปล่อย CO2 ของประเทศไทย ในปี 2013

20150624-M01-02

ข้อมูลจาก http://www.eppo.go.th/info/cd-2014/

          เมื่อพิจารณาเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า ไทยปล่อย CO2 จากการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิต ประมาณ 57 ล้านตัน เป็นสัดส่วนที่มากที่สุด คือร้อยละ 59 รองลงมาเป็นการปล่อย CO2 จากการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าประมาณ 37 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 39

สัดส่วนการปล่อย CO2 ของประเทศไทยในการผลิตไฟฟ้า แยกตามประเภทเชื้อเพลิง ในปี 2013

20150624-M01-03

ข้อมูลจาก http://www.eppo.go.th/info/cd-2014/

          อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบปริมาณเฉลี่ยต่อหัว คนไทยมีส่วนรับผิดชอบการปล่อย CO2 เฉลี่ยคนละ 3.9 ตันต่อปี เทียบกับประเทศอื่นๆเช่น สหรัฐอเมริกา มีการปล่อยก๊าซ CO2 ปริมาณ 5,300 ล้านตัน เฉลี่ยต่อหัว 16.6 ตันต่อปี และเยอรมนี 840 ล้านตัน เฉลี่ยต่อหัว 10.2 ตันต่อปี

เปรียบเทียบการปล่อย CO2 เฉลี่ยต่อหัว

20150624-M01-04

ข้อมูลจาก http://edgar.jrc.ec.europa.eu/news_docs/jrc-2014-trends-in-global-co2-emissions-2014-report-93171.pdf

เป้าหมายโลก 2 องศา

          ผู้แทนจากรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจำนวน 195 ประเทศ ได้มีการประชุมหารือกันเป็นประจำทุกปี ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางที่จะลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในการประชุมเมื่อปี ค.ศ. 2010 ณ เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก ได้มีข้อตัดสินใจร่วมกันว่า “จะต้องควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยที่พื้นผิวโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เทียบกับช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม” ซึ่งนับเป็นการกำหนด “เป้าหมายโลก 2 องศา” ขึ้นมาในปี ค.ศ. 2010 ร่วมกันนั่นเอง

          หากจะทำให้บรรลุเป้าหมาย 2 องศานี้ได้ ทุกประเทศทั่วโลกจะต้องใช้ความพยายาม ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปี ไม่ให้สูงเกิน 44,000 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี ค.ศ. 2020 และหลังจากนั้นจะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างต่อเนื่องทุกปี

          ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศ กฟผ. ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกในการลด CO2 ด้วยการดำเนินงาน 4 โครงการหลักอย่างต่อเนื่องมากกว่า 20 ปี คือ

  • โครงการการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (DSM)
  • โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ
  • โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด(CDM)
  • โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction program: T-VER)

โครงการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า

          การจัดการด้านการใช้ไฟฟ้าของ กฟผ. ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 มีภารกิจหลักในการณรงค์ภาคประชาชนให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ของ กฟผ. นับเป็นรากฐานในการกำหนดมาตรฐานพลังงานขั้นต่ำ เป็นกฎหมายและมีผลบังคับใช้แล้วสำหรับตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ อีกทั้งงานฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ของ กฟผ. เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีผลสำเร็จเป็นรูปธรรมนับตั้งแต่ปี 2536 - 2557 สามารถลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 3,538.8 เมกะวัตต์ และลดการปล่อย CO2 ได้ถึง 12.3 ล้านตัน

LED-24062558

โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ

          กฟผ.ดำเนินโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 รวมพื้นที่กว่า 415,000 ไร่ สามารถดูดซับ CO2 ได้มากกว่า 8.9 ล้านตัน และ กฟผ. ยังมีโครงการที่จะปลูกป่าต่อไปให้ได้ปีละ 20,000 ไร่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป

20150624-M01-06

Table-24062558

โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM)

20150624-M01-07

          จากข้อมูลของ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) สำหรับโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียน CDM พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก และอับดับที่ 6 ของเอเชีย โครงการที่สำคัญ คือ การปรับปรุงประสิทธิภาพ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 10 - 11 กำลังผลิตติดตั้งเครื่องละ 300 เมกะวัตต์ แล้วเสร็จในปี 2552 สามารถเพิ่มกำลังผลิตจริงได้เครื่องละไม่น้อยกว่า 5 เมกะวัตต์ และลดการใช้เชื้อเพลิงทำให้ลดการปล่อย CO2 ซึ่งได้รับการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากสหประชาชาติ เมื่อกุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ (CCR Issuance) ปีละ 3.94 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์ ครอบคลุมระยะเวลา 4 ปี รวม 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ขายคาร์บอน คิดเป็นเงินประมาณ 5.8 ล้านบาท แม้ว่าจะเป็นจำนวนเงินไม่มาก แต่ก็ทำให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมทั้งยังเป็นโครงการ CDM ด้านปรับปรุง ประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า ที่สามารถขาย คาร์บอนเครดิต ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน

          นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ดำเนินโครงการ CDM ประเภทพลังงานหมุนเวียน อีก 8 โครงการ คาดการณ์ปริมาณ CO2 ที่ลดได้ 201,893 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

20150624-M01-08

โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย

          ส่วนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction program: T-VER) มีโครงการที่เข้าร่วมเป็นโครงการต้นแบบ 2 โครงการ คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก และโครงการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งโครงการทั้งสองได้รับการขึ้นทะเบียน ทวนสอบและรับรองปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สามารถลด CO2 หรือคิดเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการพัฒนาโครงการ T-VER จำนวน 16,914 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

20150624-M01-09

          ในการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2015 นอกจากการสร้างความมั่นคงและสมดุลพลังงานของประเทศ ด้วยการการกระจายการใช้เชื้อเพลิงที่มีเสถียรภาพ เพื่อให้รักษาระดับราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม โดยมีมาตรการควบคุมมลภาวะที่ดีกว่ามาตรฐาน ยังมีแนวทางการลด CO2 ร้อยละ 37 ในปี 2579 ด้วยการอนุรักษ์พลังงาน เพิ่มการใช้พลังงานทดแทน และเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งนับเป็นแนวทางการลด CO2 ที่ถือว่า มีเป้าหมายและความมุ่งมั่นที่ชัดเจน

20150624-M01-10

          แม้ว่าคนไทย หรือประเทศไทย จะมีส่วนในการปล่อย CO2 ไม่มาก แต่ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก คนไทยทุกคน สามารถเป็นอีกหลายล้านแรง ที่จะร่วมกันคนละไม้คนละมือ ด้วยวิธีการที่ทุกคนทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการลดใช้พลังงานหรือปลูกต้นไม้ เพื่อให้โลกของเราเป็นโลกที่สวยงามสำหรับทุกๆชีวิต ... ตลอดไป