ข่าวประชาสัมพันธ์

นักประดิษฐ์ กฟผ. รับประกาศนียบัตรฯ ร่วมสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ จากผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม กฟผ. คว้ารางวัลเวทีนานาชาติ

          เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายสุพัฒนพงศ์ สิกขาบัณฑิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม (ช.อวน.) เป็นผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำนักประดิษฐ์ กฟผ. เข้าร่วมพิธีมอบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ Internationally Outstanding Inventors Awards Ceremony กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดโดยสำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธี ฯมีนายวิเชียร สุขสร้อย เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผู้บริหารสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทย เข้าร่วมในพิธี ฯ ณ เวทีกลาง Hall 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพ ฯ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อแสดงความยินดีกับความสำเร็จของนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศโดยสามารถนำ 587 ผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไปคว้ารางวัลจากการประกวดแข่งขันใน 11 เวทีระดับนานาชาติ

          ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล กล่าวว่า ขอขอบคุณ วช. ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการส่งเสริมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไทยสู่เวทีระดับนานาชาติด้วยความมุ่งมั่นกว่า 10 ปี ขอขอบคุณสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ที่ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในการสนับสนุนนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยให้สามารถก้าวไกลสู่เวทีโลก และขอชื่นชมกับความสำเร็จของนักประดิษฐ์และนักวิจัยทุกท่านซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ขอให้ทุกท่านรักษาความมุ่งมั่นและพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างผลงานที่มีคุณค่าแก่ประชาคมโลกต่อไปในอนาคต

          ทั้งนี้ ผลงานสิ่งประดิษฐ์ของ กฟผ. ที่ได้รับมอบประกาศนียบัตรฯ มีจำนวน 8 ผลงานจากการได้รับรางวัลในการประกวดเวทีระดับนานาชาติ ประกอบด้วย เวที The 50th International Exhibition of Geneva ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ได้แก่ ผลงาน “ศูนย์รวมการบริหารสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (AIMS - Advanced IPP Management Solutions)” โดยฝ่ายสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (อสฟ.) ได้รับรางวัลเหรียญเงิน และผลงาน “เครื่องอัดประจุแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรงสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (FLEXXFAST: SMART DC FAST CHARGER)” โดยฝ่ายบำรุงรักษาไฟฟ้า (อบฟ.) และฝ่ายจัดการธุรกิจโรงไฟฟ้าและระบบส่ง (อกธ.) ได้รับรางวัลเหรียญเงิน และรางวัลพิเศษจากสาธารณรัฐฝรั่งเศส

          เวที The 36th International Invention, Innovation & Technology Exhibition (ITEX 2025)ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย ได้แก่ ผลงาน “ตู้ควบคุมมอเตอร์อัจฉริยะโดยใช้การชดเชยกำลังไฟฟ้ารีแอกทีฟ” โดยฝ่ายการผลิตเหมืองแม่เมาะ (อผม.) ได้รับรางวัลเหรียญทอง และผลงาน “ยานใต้น้ำไร้คนขับเพื่อตรวจสอบแผงผลิตไฟฟ้าลอยน้ำ” โดยฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล (อบค.) ได้รับรางวัลเหรียญทอง

          เวที The 18th International Invention Show (INTARG® 2025) ณ เมืองคาโตไวซ์ สาธารณรัฐโปแลนด์ได้แก่ ผลงาน “ระบบเฝ้าระวังสถานีไฟฟ้าทางไกลแบบเรียลไทม์และการแจ้งเตือนเหตุการณ์ขัดข้องแบบอัตโนมัติ”โดยฝ่ายปฏิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อปอ.) ได้รับรางวัลเหรียญทอง และผลงาน “การพัฒนาระบบเฝ้าติดตามแผ่นดินถล่มบริเวณเหมืองเปิดถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะโดยการรังวัดด้วยดาวเทียมกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลกแบบจลน์ในทันที” โดยฝ่ายวางแผนและบริหารเหมืองแม่เมาะ (อบม.) ได้รับรางวัล Diamond Award และรางวัลเหรียญทอง

          เวที 2025 Japan Design, Idea and Invention Expo (JDIE 2025) ณ เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ ผลงาน “หุ่นยนต์จัดยาต้นแบบสำหรับสถานพยาบาล ฝ่ายแพทย์และอนามัย กฟผ. สำนักงานใหญ่(EGAT Medical Dispensing Robot)” โดยฝ่ายแพทย์และอนามัย (อพอ.) ได้รับรางวัลเหรียญทอง และผลงาน“หัวเจาะพิฆาต เวอร์ชั่น 2 (Intelligent Drill-Bit Version 2)” โดยฝ่าย อบม. และฝ่าย อผม. ได้รับรางวัลเหรียญทอง

 

ที่มา : EGAT Today

กฟผ. คว้า 4 รางวัลเวทีนวัตกรรมระดับนานาชาติ JDIE 2025 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

          กฟผ. สร้างชื่อระดับโลก ส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดในเวที Japan Design, Idea and Invention Expo 2025 (JDIE 2025) ประเทศญี่ปุ่น พร้อมคว้า 4 รางวัลใหญ่ ตอกย้ำศักยภาพการวิจัยและพัฒนา “นวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่า”

          นายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ (รวย.) เปิดเผยว่า กฟผ. ได้ส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์ กฟผ. ที่ได้รับรางวัลสร้างสรรค์จากการประกวดผลงานที่คิดค้นหรือสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์แก่ กฟผ. ในปี 2567 จำนวน 2 ผลงาน เข้าร่วมประกวดในเวทีนานาชาติ “2025 Japan Design, Idea and Invention Expo” (JDIE 2025) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–6 กรกฎาคม 2568 ณ Bellesalle Haneda Airport กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมี นายสุพัฒนพงศ์ สิกขาบัณฑิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม (ช.อวน.) เป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปร่วมงานในครั้งนี้ และ กฟผ. สามารถคว้ารางวัลรวมทั้งสิ้น 4 รางวัล ได้แก่

     

          1. รางวัลเหรียญทอง และรางวัล NRCT HONORABLE MENTION AWARD จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จากผลงานสิ่งประดิษฐ์ กฟผ. เรื่อง “หุ่นยนต์จัดยาต้นแบบสำหรับสถานพยาบาล กฟผ. (EGAT Medical Dispensing Robot )” เป็นผลงานวิจัยร่วมระหว่าง กฟผ. โดยฝ่ายแพทย์และอนามัย (อพอ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ซึ่งนวัตกรรมหุ่นยนต์จัดยาต้นแบบของไทยนี้ได้ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยเป็นรูปแบบ Modular System ที่สามารถปรับการทำงานได้ตามความต้องการของสถานพยาบาล และเชื่อมต่อกับระบบบริหารข้อมูลสุขภาพ (HIS) เพื่อจัดยาตามคำสั่งแพทย์ในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ (กล่อง) ซึ่งช่วยรักษาคุณภาพยาให้คงที่ หุ่นยนต์นี้จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการจัดยา ลดเวลารอคอยของผู้ป่วย และช่วยให้เภสัชกรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสิ่งประดิษฐ์นี้ได้รับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาโดย กฟผ. เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต

          2. รางวัลเหรียญทอง และรางวัล NRCT SPECIAL AWARD จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จากผลงานสิ่งประดิษฐ์ กฟผ. เรื่อง “หัวเจาะพิฆาต เวอร์ชั่น 2 (Intelligent Drill-Bit Version 2)” โดย ฝ่ายการผลิตเหมืองแม่เมาะ (อผม.) และฝ่ายวางแผนและบริหารเหมืองแม่เมาะ (อบม.) ได้พัฒนานวัตกรรมเครื่องมือเจาะสำรวจคล้ายเครื่องเจาะบาดาล โดยปรับปรุงหัวเจาะและระบบท่อให้เหมาะกับสภาพดินและหินในพื้นที่เหมืองแม่เมาะโดยเฉพาะ เพื่อใช้ในการศึกษา ตรวจสอบ ป้องกัน และดูแลเสถียรภาพของบ่อเหมืองและที่ทิ้งดิน นวัตกรรม กฟผ. หรือ “Made by EGAT” นี้ ได้รับความสนใจจากหน่วยงานภายนอกรวมถึงบริษัทเหมืองต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีศักยภาพในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเป็นที่ปรึกษาให้กับเหมืองเปิดในประเทศเพื่อนบ้านที่มีลักษณะการทำงานคล้ายกัน เช่น เหมืองถ่านหินหงสา สปป.ลาว และเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซีย สิ่งประดิษฐ์นี้ได้รับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาโดย กฟผ. เพื่อการใช้ประโยชน์และต่อยอดในอนาคต

     
     

          สำหรับงาน JDIE 2025 จัดขึ้นโดย World Invention Intellectual Property Associations (WIIPA) ร่วมกับ Chizai Corporation ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวทีระดับนานาชาติที่รวบรวมผลงานสิ่งประดิษฐ์กว่า 500 ผลงาน จากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมและอุตสาหกรรม สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ กฟผ. ที่มุ่งพัฒนา “นวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่า”

กฟผ. - มอ. ลงนาม MOU ยกระดับองค์ความรู้ เดินหน้าวิจัย และพัฒนานวัตกรรมพลังงานเพื่อความยั่งยืน

 

          เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ที่มุ่งเน้นการยกระดับองค์ความรู้ วิชาการและเทคโนโลยี สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมด้านพลังงานและสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ (รวย.) และ รองศาสตราจารย์ นพ.สุนทร วงษ์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ร่วมลงนาม พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน อาทิ รองศาสตราจารย์ ดร.มัทนชัย สุทธิพันธุ์ รองผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ พร้อมด้วย นายยุทธพง ตันเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม (อวน.) กฟผ. และ ศาสตราจารย์ ดร.สุเมธ ไชยประพัทธ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบพลังงาน ณ ห้องประชุม EILA3 ชั้น 8 อาคารศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้คุณหญิงหลง ฯ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

 

          นายธวัชชัย สำราญวานิช รวย. กล่าวว่า กฟผ. มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนางานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงาน รวมทั้งการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และในเชิงพาณิชย์ โดยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการสร้างสรรค์นวัตกรรมของทั้งสองหน่วยงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพ ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของทั้งสองหน่วยงานจะช่วยผลักดันให้เกิดผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าแก่ประเทศไทยต่อไปในอนาคต

          สำหรับ MOU ฉบับนี้ เป็นการสานต่อความร่วมมือที่สองหน่วยงานได้ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2563 โดยมุ่งเน้นการศึกษาและวิจัยด้านพลังงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ โดยครอบคลุมทั้งด้านชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้สามารถนำผลงานวิจัยไปต่อยอดได้ในหลากหลายมิติ ทั้งในระดับชุมชน ภาครัฐ เอกชน หรือในระดับประเทศ รวมถึงการพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ เสริมศักยภาพการแข่งขันด้านเทคโนโลยีพลังงานของไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน

ที่มา : EGAT Today

จุฬาฯ จับมือ กฟผ. เดินหน้างานวิจัยและนวัตกรรมพลังงานไทย มุ่งสู่อนาคตพลังงานอย่างยั่งยืน

          เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงาน เพื่อร่วมกันส่งเสริมองค์ความรู้ พัฒนานวัตกรรม และสร้างบุคลากรด้านพลังงานรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดยได้รับเกียรติจาก นายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ (รวย.) เป็นผู้แทน กฟผ. ร่วมลงนามกับศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการเทคโนโลยีดิจิทัล การจัดการความรู้ และนวัตกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ทั้ง 2 ฝ่าย และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม 202 อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

          ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ในนามของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอขอบคุณ กฟผ. ที่ร่วมผลักดันความร่วมมือในครั้งนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างองค์การ จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการด้านพลังงานอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการวิจัยในมิติของชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการดำเนินงานวิจัยเชิงพื้นที่ให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงไม่เพียงแต่เพื่อการพัฒนาระบบหรือผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงเท่านั้น แต่ยังสามารถขยายผลในเชิงพาณิชย์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการต่อยอดงานวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนากำลังคนในอนาคต

          ด้าน รศ.ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี กรรมการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ในฐานะผู้ผลิตและส่งไฟฟ้าหลักของประเทศ ได้มุ่งสนับสนุนงานวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในองค์การและผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก โดยเฉพาะในปีนี้ กฟผ. ได้มีนโยบายขับเคลื่อนทุนวิจัยแบบ “มุ่งเป้า” เพื่อให้ได้งานวิจัยที่สอดคล้องกับพันธกิจและสามารถนำไปใช้ได้จริง

          “กฟผ. มีกรอบงบวิจัยตามมติ ครม. ปีละ 1,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาดำเนินการในลักษณะกระจายตัว แต่วันนี้เรามุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญ โดย กฟผ. จะสนับสนุนทุนวิจัยให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีละ 100 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 3 ปี พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการร่วม เพื่อกลั่นกรอง ติดตาม และประเมินผล เพื่อให้เกิดงานวิจัยที่จับต้องได้และตอบโจทย์อนาคตพลังงานของประเทศอย่างแท้จริง”

          นายธวัชชัย สำราญวานิช รวย. เปิดเผยว่า กฟผ. มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนางานวิจัยอย่างจริงจัง เพื่อนำไปต่อยอดสู่การสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง กฟผ. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการพัฒนาเทคโนโลยีหลัก (Key Technologies) อาทิ การปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) Hydrogen และ CCUS (Carbon Capture, Utilization and Storage) เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าสมัยใหม่ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เทคโนโลยีคาร์บอนไดออกไซด์ในสถานะความร้อนยิ่งยวด เทคโนโลยีพลาสมา และฟิวชัน พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) รวมถึงงานวิจัยด้านสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม และสุขภาวะของประชาชน “การวิจัยเหล่านี้จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงานของประเทศให้มีความยั่งยืน พร้อมทั้งตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจในอนาคต” รวย. กล่าว

          ทั้งนี้ กฟผ. เชื่อมั่นว่า การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะช่วยผลักดันให้เกิดผลงานวิจัยที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง ทั้งในเชิงวิชาการ เชิงพาณิชย์ และสร้าง “คุณค่าร่วม” (Shared Value) ให้กับชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ที่มา :  EGAT Today

กฟผ. คว้าอีก 2 เหรียญทองในการประกวดสิ่งประดิษฐ์เวที INTARG 2025 ณ เมืองคาโตไวซ์ สาธารณรัฐโปแลนด์

          กฟผ. โดย ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม (อวน.) ได้ส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับรางวัล “ดีมาก” ประจำปี 2567 จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่ (1) ระบบเฝ้าระวังสถานีไฟฟ้าทางไกลแบบเรียลไทม์และการแจ้งเตือนเหตุการณ์ขัดข้องแบบอัตโนมัติ โดย อปอ. และ (2) การพัฒนาระบบเฝ้าติดตามแผ่นดินถล่มบริเวณเหมืองเปิดถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ โดยการรังวัดด้วยดาวเทียมกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลกแบบจลน์ในทันที โดย อบม.  เข้าร่วมประกวดเวทีนานาชาติ “The 18th International Invention and Innovation Show” (INTARG 2025) ระหว่างวันที่ 3 – 5 มิถุนายน 2568 ณ International Congress Centre เมืองคาโตไวซ์ สาธารณรัฐโปแลนด์ โดยมี นายวีระ ตั้งวิชาชาญ ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารเชื้อเพลิง (ชชห.) เป็นหัวหน้าคณะเดินทาง ซึ่ง เบื้องต้น กฟผ. ได้รับรางวัลเหรียญทองทั้งสองผลงาน ส่วนรางวัลใหญ่ Platinum Award และ Special Prize on Stage รอประกาศผลรางวัลในพิธีปิดงานฯ วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 23.00 น. รวมทั้งได้รับเกียรติจากนายนัฐพงศ์ สุวรรณภักดี อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ เยี่ยมชมผลงานนักประดิษฐ์นักวิจัยไทยภายในงานฯ และได้เข้าเยี่ยมชมบูธจัดแสดงนิทรรศการของ กฟผ. ด้วย

 

        เวที INTARG เป็นงานประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติที่จัดขึ้นในทวีปยุโรป ซึ่งในปี 2025 หน่วยงานเจ้าภาพในการจัดงาน Eurobusiness-Haller ได้เชิญ วช. ร่วมเป็น Partner ของการจัดงานในฐานะหน่วยงานหลักของไทยที่ได้รับมอบหมายจาก Eurobusiness-Haller ในการพิจารณากลั่นกรองนำผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงนิทรรศการ มีประเทศต่างๆ ในภูมิภาคยุโรปและเอเชีย มากกว่า 500 ผลงานเข้าร่วมจัดแสดง

 

กฟผ. คว้า 2 เหรียญทองในการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติเวที ITEX 2025

          กฟผ. โดย ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม (อวน.) ได้ส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์ กฟผ. ที่ได้รับรางวัล “ชมเชย” ประจำปี 2567 จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่ (1) "ตู้ควบคุมมอเตอร์อัจฉริยะ โดยใช้การชดเชยกำลังไฟฟ้ารีแอกทีฟ" โดย อผม. และ (2) "ยานใต้น้ำไร้คนขับเพื่อตรวจสอบแผงผลิตไฟฟ้าลอยน้ำ" โดย อบค.  เข้าร่วมประกวดเวทีนานาชาติ ในงาน The 36th International Invention, Innovation & Technology Exhibition (ITEX 2025) ระหว่างวันที่ 29 - 31 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย โดยมี นายฉัตรชัย มาวงศ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธุรกิจบำรุงรักษา (ชธธ.) เป็นหัวหน้าคณะเดินทาง ซึ่ง กฟผ. ได้รับรางวัลเหรียญทองทั้งสองผลงานดังกล่าว รวมทั้งได้รับเกียรติจากนางสาวลดา ภู่มาศ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่เดินทางมาให้กำลังใจและเยี่ยมชมผลงานนักประดิษฐ์นักวิจัยไทยภายในงานฯ และได้เข้าเยี่ยมชมบูธจัดแสดงนิทรรศการของ กฟผ. ด้วย

 

          ITEX เป็นงานการประกวดและนำเสนอผลงานของนักประดิษฐ์จากประเทศต่างๆ ซึ่งจัดขึ้นมากกว่า 30 ปี เป็นหนึ่งในนิทรรศการการประกวดสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในเอเชีย และเป็นเวทีที่นักประดิษฐ์และนักวิจัยจากนานาประเทศให้การตอบรับเข้าร่วมจัดแสดงผลงานวิจัยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการประดิษฐ์คิดค้น จัดโดย Malaysian Invention and Design Society (MINDS) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการส่งเสริมสิ่งประดิษฐ์และการออกแบบของมาเลเซีย ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งมาเลเซีย ในงาน ITEX 2025 มีผลงานประดิษฐ์คิดค้นจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มหาวิทยาลัย องค์กรและสถาบันด้านการประดิษฐ์ต่างๆ จากหน่วยงานนานาชาติเข้าร่วมประกวดและจัดแสดง ร่วม 1,000 ผลงาน อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฟิลิปปินส์ โอมาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และประเทศไทย เป็นต้น

นักประดิษฐ์ กฟผ. คว้า 5 รางวัล จากเวทีประกวดนวัตกรรมนานาชาติ Geneva Inventions 2025 สมาพันธรัฐสวิส

          นายวฤต รัตนชื่น ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ (ชยน.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำทีมนักประดิษฐ์ กฟผ. เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงผลงานในเวที “The 50th International Exhibition of Inventions Geneva” (Geneva Inventions 2025) ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส คว้า 5 รางวัล จาก 2 ผลงาน คือ 1) ผลงานเครื่องอัดประจุแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรงสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (FLEXXFAST: SMART DC FAST CHARGER) ได้รับ 3 รางวัล คือ รางวัล Silver Medal รางวัลพิเศษ Special Award จากสาธารณรัฐฝรั่งเศสและรางวัลพิเศษ NRCT Special Award จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 2) ผลงานศูนย์รวมการบริหารสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (AIMS-Advanced IPP Management Solutions) โซลูชันดิจิทัลแบบศูนย์รวม ทำให้การจัดการสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) และ กฟผ. เป็นระบบเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาดในการดำเนินงาน ได้รับรางวัล Silver Medal และรางวัลพิเศษ NRCT Special Award จาก วช.

          สำหรับเวที Geneva Inventions 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–13 เมษายน 2568 เป็นเวทีประกวดและจัดแสดงผลงานของนักวิจัยและนักประดิษฐ์จากทั่วโลก ภายในงานมีผลงานเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงนิทรรศการกว่า 1,000 ผลงาน จากกว่า 40 ประเทศ

 

ที่มา : EGAT Today

เปิดแล้ว! ท่าเรืออัจฉริยะพระราม 7 ยุคใหม่ ที่ใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด เชื่อมต่อทุกการเดินทางอย่างสมบูรณ์ (2)

         กระทรวงคมนาคม ร่วมกับ จังหวัดนนทบุรี กฟผ. และกรมเจ้าท่า เปิดท่าเรือพระราม 7 โฉมใหม่ ยกระดับสู่การเป็นท่าเรืออัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยว คาดหากเปิดท่าเรืออัจฉริยะครบ 29 แห่งในปี 2570 จะมีผู้ใช้บริการเฉลี่ย 53,000 คน/วัน ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 280,230 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

         วันนี้ (4 เมษายน 2568) นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดท่าเรือพระราม 7 โดยมีนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และนายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เข้าร่วมในพิธี ณ ท่าเรือพระราม 7 ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

         นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมและกรมเจ้าท่าได้รับนโยบายจากนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้เดินหน้าสานต่อนโยบาย “คมนาคม เพื่อโอกาสประเทศไทย” ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ “ราชรถยิ้ม” ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์กระทรวงคมนาคม พัฒนาท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาให้มีความสะดวก ปลอดภัย เชื่อมโยงระบบโครงข่ายคมนาคม พร้อมช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับ กฟผ. ก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือพระราม 7 ให้เป็นท่าเรืออัจฉริยะที่นักท่องเที่ยวจะได้รับความปลอดภัยในการเดินทาง ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ และสร้างรายได้ให้กับประเทศ

          นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า กรมเจ้าท่ามุ่งมั่นดำเนินการก่อสร้างและพัฒนายกระดับท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 29 แห่ง ให้เป็นท่าเรืออัจฉริยะ ซึ่งปัจจุบันได้ก่อสร้างท่าเรือและพัฒนาแล้วเสร็จ 12 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือกรมเจ้าท่า สะพานพุทธ นนทบุรี สาทร ท่าช้าง ท่าเตียน ราชินี พายัพ บางโพ พระราม 5 พระปิ่นเกล้า และพระราม 7 ส่วนท่าเรืออีก 17 แห่ง จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2570 คาดว่าในปีดังกล่าวจะมีผู้ใช้บริการท่าเรืออัจฉริยะทั้งหมด 29 แห่ง เฉลี่ยจำนวน 53,000 คน/วัน สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 280,230 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

          นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการ กฟผ. เสริมว่า โครงการ “ท่าเรืออัจฉริยะพระราม 7” เป็นผลจากความร่วมมือระหว่าง กฟผ. และกรมเจ้าท่า ภายใต้แนวคิดการพัฒนาพื้นที่บางกรวยให้เป็นเมืองที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนแบบ New Normal โดยนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาผสานเข้ากับระบบคมนาคมทางน้ำ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเดินทาง ภายใต้แนวคิด 5 Smart ประกอบด้วย 1) Smart Energy ประยุกต์ใช้นวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน เพื่อยกระดับให้ท่าเรืออัจฉริยะพระราม 7 สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และควบคุมการใช้พลังงานภายในอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ 2) Smart Safety ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในท่าเรือ อาทิ กล้องวงจรปิดรักษาความปลอดภัย ระบบเตือนภัยคนตกน้ำ 3) Smart Lighting ระบบไฟส่องสว่างอัตโนมัติ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น 4) Smart Digitalization ระบบข้อมูลดิจิทัลอัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และ 5) Smart Service ตรวจสอบข้อมูลการเดินเรือ ข่าวสาร และสถานที่ที่น่าสนใจใน อ.บางกรวย ผ่านแอปพลิเคชัน Smart Pier รวมถึงการให้บริการสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า และตู้ชาร์จอัจฉริยะสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

          ด้านนายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า จังหวัดนนทบุรีตั้งอยู่ในเขตปริมณฑล มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน มีท่าเรือสำคัญที่เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างจังหวัด และมีเกาะเกร็ดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่นิยมล่องเรือชมทัศนียภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้น การควบคุม และกำกับดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทางน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ หน่วยงานต่าง ๆ จึงได้ร่วมมือกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมขนส่ง เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

          สำหรับท่าเรือพระราม 7 ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “ท่าเรือที่ใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด” ใช้ปรากฏการณ์แสงสะท้อนกับผิววัสดุ ทำให้สีอาคารเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวัน ภายในอาคารใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้า และใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น ระบบนับจำนวนคนอัตโนมัติ รวมถึงการรองรับการเข้าถึงได้ของผู้ใช้บริการ อาทิ ทางลาดและห้องน้ำสำหรับผู้พิการ สถานีชาร์จรถไฟฟ้า มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะทางน้ำมากขึ้นเพื่อลดปัญหาการจราจร เพิ่มความสะดวกในการเดินทางในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

ที่มา : EGAT Today

กฟผ. ยกทัพ 5 นวัตกรรม ยกระดับเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ร่วมจัดแสดงในงาน NAC2025

         กฟผ. โชว์ต้นแบบแล็บทดสอบ EV Charger กำลังสูง หนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ พร้อมนวัตกรรมระบบจำแนกตรวจติดตามฝุ่น PM2.5 การพัฒนาวัตถุพลอยได้ผลิตแผ่นยิปซัม และนวัตกรรมด้านพลังงาน ตอกย้ำความมุ่งมั่นดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม ร่วมจัดแสดงภายในงาน NAC2025 ตั้งแต่วันนี้–28 มีนาคม 2568

          เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 นายวฤต รัตนชื่น ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ (ชยน.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำทีมนักประดิษฐ์ กฟผ. ร่วมนำเสนอผลงานนวัตกรรมในการจัดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 (NAC2025) ระหว่างวันที่ 26–28 มีนาคม 2568 ซึ่งจัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาประเทศด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

          นายวฤต รัตนชื่น ชยน. กล่าวว่า การพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านงานวิจัยและนวัตกรรมถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้ กฟผ. ได้นำ 5 ผลงานนวัตกรรมที่ร่วมพัฒนากับ สวทช. ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต ดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม มาร่วมจัดแสดงภายในงาน NAC2025 ได้แก่

          - การเพิ่มขีดความสามารถในการทดสอบสถานีประจุไฟฟ้ายานยนต์ไฟฟ้าตามมาตรฐาน IEC61851 ขนาด 150 กิโลวัตต์ โดยยกระดับแล็บทดสอบอุปกรณ์อัดประจุรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) กำลังสูง จากเดิมที่สามารถทดสอบได้เพียง 60 กิโลวัตต์ เป็น 150 กิโลวัตต์ รวมถึงแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์ไฟฟ้าชนิดต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่

          - การพัฒนาระบบจำแนกตรวจติดตามฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และมลภาวะทางอากาศ เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในพื้นที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง โดยวิเคราะห์คุณสมบัติของฝุ่นละอองในอากาศเปรียบเทียบจากบริเวณแหล่งกำเนิด อาทิ แหล่งเผาไหม้จากเชื้อเพลิงชีวมวล ยานพาหนะ เหมืองถ่านหินลิกไนต์ เหมืองหินปูนและจุดทิ้งเถ้า โรงไฟฟ้าแม่เมาะ และโรงงานผลิตเซรามิก และรายงานผลแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน AIRDetector

          - การพัฒนาเอฟจีดีปลาสเตอร์เพื่อใช้ผลิตแผ่นยิปซัมประเภททั่วไป เป็นการนำวัตถุพลอยได้จากการผลิตไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ ลดปัญหาฝุ่นละอองและสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่ยิปซัมธรรมชาติ

          - การพัฒนาระบบทำความสะอาดหม้อน้ำเพื่อรองรับถ่านหินที่มีปริมาณแคลเซียมสูง ลดความสูญเสียจากการลดกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 10 ล้านบาทต่อปี

          - ระบบตรวจสุขภาพเขื่อน เพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนโดยใช้ระบบเสมือนผู้เชี่ยวชาญช่วยในการวิเคราะห์ความปลอดภัยของเขื่อนตลอด 24 ชั่วโมง

   

          นอกจากนี้ กฟผ. ยังนำสินค้าจากชุมชนโดยรอบ กฟผ. ร่วมจัดแสดงภายในงาน อาทิ วิสาหกิจชุมชนแปรรูปมะละกอปักไม้ลายและกาแฟช้างป่า จ.กาญจนบุรี วิสาหกิจชุมชนภู่ไท และกลุ่มรัก 9 ชุมชนวัดบางโปรง จ.สมุทรปราการ และวิสาหกิจชุมชน สวนผึ้งปลวกแดง จ.ระยอง เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างยั่งยืน

 

ที่มา : EGAT Today

ผู้รับผิดชอบข้อมูล : ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม

ผู้ดูแลเว็บไซต์ : ปิยะ โรจน์ฤทธิไกร

ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม ชั้น 10 อาคาร  ท.103

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
53 หมู่ 2 ถ.จรัญสนิทวงศ์ ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

013152
Today: 12
This Week: 66
This Month: 343
Total: 13,152