ข่าวสาร

เปิดแล้ว! ท่าเรืออัจฉริยะพระราม 7 ยุคใหม่ ที่ใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด เชื่อมต่อทุกการเดินทางอย่างสมบูรณ์ (2)

         กระทรวงคมนาคม ร่วมกับ จังหวัดนนทบุรี กฟผ. และกรมเจ้าท่า เปิดท่าเรือพระราม 7 โฉมใหม่ ยกระดับสู่การเป็นท่าเรืออัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยว คาดหากเปิดท่าเรืออัจฉริยะครบ 29 แห่งในปี 2570 จะมีผู้ใช้บริการเฉลี่ย 53,000 คน/วัน ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 280,230 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

         วันนี้ (4 เมษายน 2568) นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดท่าเรือพระราม 7 โดยมีนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และนายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เข้าร่วมในพิธี ณ ท่าเรือพระราม 7 ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

         นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมและกรมเจ้าท่าได้รับนโยบายจากนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้เดินหน้าสานต่อนโยบาย “คมนาคม เพื่อโอกาสประเทศไทย” ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ “ราชรถยิ้ม” ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์กระทรวงคมนาคม พัฒนาท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาให้มีความสะดวก ปลอดภัย เชื่อมโยงระบบโครงข่ายคมนาคม พร้อมช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับ กฟผ. ก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือพระราม 7 ให้เป็นท่าเรืออัจฉริยะที่นักท่องเที่ยวจะได้รับความปลอดภัยในการเดินทาง ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ และสร้างรายได้ให้กับประเทศ

          นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า กรมเจ้าท่ามุ่งมั่นดำเนินการก่อสร้างและพัฒนายกระดับท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 29 แห่ง ให้เป็นท่าเรืออัจฉริยะ ซึ่งปัจจุบันได้ก่อสร้างท่าเรือและพัฒนาแล้วเสร็จ 12 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือกรมเจ้าท่า สะพานพุทธ นนทบุรี สาทร ท่าช้าง ท่าเตียน ราชินี พายัพ บางโพ พระราม 5 พระปิ่นเกล้า และพระราม 7 ส่วนท่าเรืออีก 17 แห่ง จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2570 คาดว่าในปีดังกล่าวจะมีผู้ใช้บริการท่าเรืออัจฉริยะทั้งหมด 29 แห่ง เฉลี่ยจำนวน 53,000 คน/วัน สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 280,230 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

          นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการ กฟผ. เสริมว่า โครงการ “ท่าเรืออัจฉริยะพระราม 7” เป็นผลจากความร่วมมือระหว่าง กฟผ. และกรมเจ้าท่า ภายใต้แนวคิดการพัฒนาพื้นที่บางกรวยให้เป็นเมืองที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนแบบ New Normal โดยนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาผสานเข้ากับระบบคมนาคมทางน้ำ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเดินทาง ภายใต้แนวคิด 5 Smart ประกอบด้วย 1) Smart Energy ประยุกต์ใช้นวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน เพื่อยกระดับให้ท่าเรืออัจฉริยะพระราม 7 สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และควบคุมการใช้พลังงานภายในอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ 2) Smart Safety ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในท่าเรือ อาทิ กล้องวงจรปิดรักษาความปลอดภัย ระบบเตือนภัยคนตกน้ำ 3) Smart Lighting ระบบไฟส่องสว่างอัตโนมัติ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น 4) Smart Digitalization ระบบข้อมูลดิจิทัลอัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และ 5) Smart Service ตรวจสอบข้อมูลการเดินเรือ ข่าวสาร และสถานที่ที่น่าสนใจใน อ.บางกรวย ผ่านแอปพลิเคชัน Smart Pier รวมถึงการให้บริการสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า และตู้ชาร์จอัจฉริยะสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

          ด้านนายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า จังหวัดนนทบุรีตั้งอยู่ในเขตปริมณฑล มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน มีท่าเรือสำคัญที่เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างจังหวัด และมีเกาะเกร็ดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่นิยมล่องเรือชมทัศนียภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้น การควบคุม และกำกับดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทางน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ หน่วยงานต่าง ๆ จึงได้ร่วมมือกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมขนส่ง เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

          สำหรับท่าเรือพระราม 7 ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “ท่าเรือที่ใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด” ใช้ปรากฏการณ์แสงสะท้อนกับผิววัสดุ ทำให้สีอาคารเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวัน ภายในอาคารใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้า และใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น ระบบนับจำนวนคนอัตโนมัติ รวมถึงการรองรับการเข้าถึงได้ของผู้ใช้บริการ อาทิ ทางลาดและห้องน้ำสำหรับผู้พิการ สถานีชาร์จรถไฟฟ้า มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะทางน้ำมากขึ้นเพื่อลดปัญหาการจราจร เพิ่มความสะดวกในการเดินทางในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

ที่มา : EGAT Today

กฟผ. ยกทัพ 5 นวัตกรรม ยกระดับเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ร่วมจัดแสดงในงาน NAC2025

         กฟผ. โชว์ต้นแบบแล็บทดสอบ EV Charger กำลังสูง หนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ พร้อมนวัตกรรมระบบจำแนกตรวจติดตามฝุ่น PM2.5 การพัฒนาวัตถุพลอยได้ผลิตแผ่นยิปซัม และนวัตกรรมด้านพลังงาน ตอกย้ำความมุ่งมั่นดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม ร่วมจัดแสดงภายในงาน NAC2025 ตั้งแต่วันนี้–28 มีนาคม 2568

          เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 นายวฤต รัตนชื่น ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ (ชยน.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำทีมนักประดิษฐ์ กฟผ. ร่วมนำเสนอผลงานนวัตกรรมในการจัดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 (NAC2025) ระหว่างวันที่ 26–28 มีนาคม 2568 ซึ่งจัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาประเทศด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

          นายวฤต รัตนชื่น ชยน. กล่าวว่า การพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านงานวิจัยและนวัตกรรมถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้ กฟผ. ได้นำ 5 ผลงานนวัตกรรมที่ร่วมพัฒนากับ สวทช. ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต ดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม มาร่วมจัดแสดงภายในงาน NAC2025 ได้แก่

          - การเพิ่มขีดความสามารถในการทดสอบสถานีประจุไฟฟ้ายานยนต์ไฟฟ้าตามมาตรฐาน IEC61851 ขนาด 150 กิโลวัตต์ โดยยกระดับแล็บทดสอบอุปกรณ์อัดประจุรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) กำลังสูง จากเดิมที่สามารถทดสอบได้เพียง 60 กิโลวัตต์ เป็น 150 กิโลวัตต์ รวมถึงแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์ไฟฟ้าชนิดต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่

          - การพัฒนาระบบจำแนกตรวจติดตามฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และมลภาวะทางอากาศ เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในพื้นที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง โดยวิเคราะห์คุณสมบัติของฝุ่นละอองในอากาศเปรียบเทียบจากบริเวณแหล่งกำเนิด อาทิ แหล่งเผาไหม้จากเชื้อเพลิงชีวมวล ยานพาหนะ เหมืองถ่านหินลิกไนต์ เหมืองหินปูนและจุดทิ้งเถ้า โรงไฟฟ้าแม่เมาะ และโรงงานผลิตเซรามิก และรายงานผลแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน AIRDetector

          - การพัฒนาเอฟจีดีปลาสเตอร์เพื่อใช้ผลิตแผ่นยิปซัมประเภททั่วไป เป็นการนำวัตถุพลอยได้จากการผลิตไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ ลดปัญหาฝุ่นละอองและสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่ยิปซัมธรรมชาติ

          - การพัฒนาระบบทำความสะอาดหม้อน้ำเพื่อรองรับถ่านหินที่มีปริมาณแคลเซียมสูง ลดความสูญเสียจากการลดกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 10 ล้านบาทต่อปี

          - ระบบตรวจสุขภาพเขื่อน เพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนโดยใช้ระบบเสมือนผู้เชี่ยวชาญช่วยในการวิเคราะห์ความปลอดภัยของเขื่อนตลอด 24 ชั่วโมง

   

          นอกจากนี้ กฟผ. ยังนำสินค้าจากชุมชนโดยรอบ กฟผ. ร่วมจัดแสดงภายในงาน อาทิ วิสาหกิจชุมชนแปรรูปมะละกอปักไม้ลายและกาแฟช้างป่า จ.กาญจนบุรี วิสาหกิจชุมชนภู่ไท และกลุ่มรัก 9 ชุมชนวัดบางโปรง จ.สมุทรปราการ และวิสาหกิจชุมชน สวนผึ้งปลวกแดง จ.ระยอง เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างยั่งยืน

 

ที่มา : EGAT Today

กฟผ. จับมือ ม.มหิดล พัฒนาศักยภาพการวิจัยและนวัตกรรม ด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ

           นายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ (รวย.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ รศ.ดร.ประสิทธิ์ สุวรรณเลิศ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ระหว่าง กฟผ. กับ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา วิจัยและพัฒนา โครงการที่มุ่งเน้นการยกระดับองค์ความรู้ด้านวิชาการและเทคโนโลยี สำหรับสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมพลังงาน และสาขาที่เกี่ยวข้อง ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา

          นายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่าเป็นการบูรณาการร่วมกันเพื่อสนับสนุนให้มีการสร้างนวัตกรรมด้านพลังงาน และสาขาที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นในประเทศ ทั้งทางด้านชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะมีการต่อยอดนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ส่งผลดีต่อชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และในเชิงพาณิชย์ โดย กฟผ. มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เพื่อความยั่งยืน

 

          รศ.ดร.ประสิทธิ์ สุวรรณเลิศ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า การร่วมมือกันของสองหน่วยงานในการพัฒนาและผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน มีความชัดเจน ในการร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ การฝึกอบรมทักษะด้านวิจัยและนวัตกรรม และการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และเชิงสาธารณะ นอกจากนี้ การให้คำปรึกษาและการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง จะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ต่อไป

          การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ และนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันจะนำไปสู่ผลการศึกษาวิจัยที่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ และเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะต่อไป

ที่มา : EGAT Today

กฟผ. เปิดโลกนวัตกรรมไทย สู่สายตานานาชาติ คว้า 10 รางวัลเวที IPITEx 2025

   นายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ (รวย.) เปิดเผยว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ตอกย้ำบทบาทองค์กรนวัตกรรมพลังงาน ด้วยการส่งเสริมการคิดค้น พัฒนา ประดิษฐ์นวัตกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยสนับสนุนภารกิจในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ด้วยการส่ง 9 ผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลสร้างสรรค์จากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ กฟผ. ประจำปี 2567 ร่วมโชว์ศักยภาพประกวดในเวทีนานาชาติ “2025 Bangkok International Intellectual Property, Invention, Innovation and Technology Exposition” (IPITEx 2025) และได้รับ 10 รางวัลทรงเกียรติ ได้แก่ 5 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง และ 1 รางวัลพิเศษ สร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก

ไฮไลต์นวัตกรรม กฟผ. คว้ารางวัลระดับสากล

             Thailand’s First Lithium Black Mass Recycling Plant การพัฒนาโรงงานต้นแบบการแยกแบล็คแมสจากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า/แบตเตอรี่อุปกรณ์ไฟฟ้าแบบขยายขนาด โดยฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม (อวน.) ได้รับรางวัลเหรียญทอง และรางวัล Outstanding Award จากประเทศสิงคโปร์

         ปัจจุบันการใช้แบตเตอรี่ลิเทียมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่มีเพียง 5% เท่านั้นที่ได้รับการจัดการและนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงและเพิ่มมากขึ้น อวน. จึงได้พัฒนากระบวนการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วอย่างยั่งยืน เช่น การรวบรวม การทดสอบ การบด และการนำกลับมาใช้ใหม่ ผ่านกระบวนการทางเคมี ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ถึง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับการสกัดลิเทียมจากการทำเหมืองแร่

           นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบและพัฒนาโรงงานต้นแบบสำหรับการแยก "แบล็คแมส" (Black Mass) หรือวัสดุสำคัญที่ได้จากแบตเตอรี่ลิเทียมที่หมดอายุการใช้งาน โดยติดตั้งโรงงานต้นแบบที่โรงไฟฟ้าวังน้อย เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดปริมาณของเสียที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจการแยกแบล็คแมสที่จะสร้างรายได้กว่า 12 ล้านบาทต่อปี นับเป็นก้าวสำคัญในความพยายามส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมพลังงานและเทคโนโลยีแบตเตอรี่

          ระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งอัตโนมัติสำหรับงานสิ่งแวดล้อมควบคุมระบบด้วยไอโอที โดยโรงไฟฟ้าวังน้อย (อฟว.) ได้รับรางวัลเหรียญทอง

          โรงไฟฟ้าวังน้อย เป็นโรงไฟฟ้าที่ได้รับการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม ISO14000 ที่แรกใน กฟผ. เพราะนอกจากภารกิจด้านการผลิตไฟฟ้าแล้ว งานด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน จึงเป็นที่มาของการพัฒนาระบบตรวจสอบน้ำเสียด้วยเทคโนโลยี IoT เพื่อตรวจสอบและควบคุมน้ำเสียให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดยการนำอุปกรณ์ที่เหลือใช้งานกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ พร้อมกับผสานเซนเซอร์หลากหลายประเภทจนกลายเป็นระบบตรวจสอบที่ครบวงจร สามารถสื่อสารกับผู้ใช้งานได้ผ่านอินเทอร์เน็ตแบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการดำเนินงานตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งของโรงไฟฟ้าวังน้อย

          PulseWatch: ระบบติดตามสุขภาพกังหันก๊าซอัจฉริยะด้วย Machine Learning โดย โรงไฟฟ้าน้ำพอง (อฟพ.) ได้รับรางวัลเหรียญทอง

          ผลงานนี้ ช่วยลดความเสี่ยงในการหยุดเดินเครื่องของกังหันก๊าซ ด้วย PulseWatch ระบบตรวจสอบอัจฉริยะที่ออกแบบและพัฒนามาสำหรับกังหันก๊าซ โดยใช้เทคโนโลยี Machine Learning ขั้นสูง สามารถตรวจสอบความผิดปกติของกังหันก๊าซแบบเรียลไทม์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมฟีเจอร์แจ้งเตือนอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์และระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน Line นอกจากนี้ ยังมี Chatbot ที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างระบบและผู้ใช้งานมีประสิทธิภาพ มาพร้อมกับแดชบอร์ดบนเว็บที่ใช้งานง่าย ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถานะและข้อมูลเชิงลึกได้อย่างสะดวก

         นวัตกรรมนี้ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อตอบโจทย์ในการลดความเสี่ยงของการหยุดเดินเครื่อง ลดความสูญเสียทางการเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของกังหันก๊าซ นอกจากนี้ ยังรองรับการปรับขยายการใช้งานให้ครอบคลุมในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการประยุกต์ใช้งานในอนาคต

          ระบบพัฒนาตู้ควบคุมสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm Control Panel FCP, ตู้แดง) ให้เป็นแบบ Online โดย ฝ่ายปฏิบัติการเทคโนโลยีดิจิทัล (อปท.) ฝ่ายการผลิตเหมืองแม่เมาะ (อผม.)
ฝ่ายวางแผนและบริหารเหมืองแม่เมาะ (อบม.) ได้รับรางวัลเหรียญทอง

          การแจ้งเตือนของตู้ควบคุมสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm Control Panel) ในแบบเดิมจะส่งสัญญาณที่มีเสียงดังแค่ภายในอาคารเท่านั้น หากไม่มีคนอยู่ในพื้นที่อาคารจะไม่ได้ยินสัญญาณและไม่สามารถเข้าระงับเหตุได้ทันการณ์ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาตู้ควบคุมสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ด้วยฮาร์ดแวร์ที่มีต้นทุนต่ำและเชื่อถือได้ นำมาใช้พัฒนาแผงควบคุมสัญญาณเตือนไฟไหม้มาตรฐาน ช่วยให้สัญญาณแจ้งเหตุไฟไหม้ส่งต่อไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทุกที่ทุกเวลาแบบเรียลไทม์ สามารถติดตั้งร่วมกับแผงควบคุมสัญญาณเตือนฅไฟไหม้เดิม โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบหลัก นอกจากนี้ ระบบยังสามารถเก็บบันทึกข้อมูลเหตุการณ์และการแจ้งเตือนที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปวิเคราะห์และปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยในอนาคต

          ระบบควบคุมพลังงานไฟฟ้าตามช่วงเวลาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าอัตโนมัติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า สำหรับโรงไฟฟ้า SPP โดย ฝ่ายบำรุงรักษาไฟฟ้า (อบฟ.) ฝ่ายบริหารจัดการสินทรัพย์ผลิตไฟฟ้า (อหฟ.) และ หน่วยบริหารและการเงิน โครงการเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า บริษัท หินกองเพาเวอร์ จำกัด (อค-บห.) ได้รับรางวัลเหรียญทอง

           สัญญา PPA ซื้อขายพลังงานไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าประเภท SPP ของ กฟผ. จะมีการกำหนดช่วงเวลาการเดินเครื่อง โดยแบ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ (OFF Peak) ให้โรงไฟฟ้าจ่ายพลังงานไฟฟ้าอยู่ที่ 59 MW และช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (ON-Peak) ให้โรงไฟฟ้าจ่ายพลังงานไฟฟ้าอยู่ที่ 90 MW โดยมี Operator เป็นผู้ควบคุมหน้าจอระบบการเดินเครื่องตามเวลาที่ตั้งไว้ ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิด Human Error ได้

ระบบควบคุมพลังงานไฟฟ้าตามช่วงเวลาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าอัตโนมัติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า สำหรับโรงไฟฟ้า SPP (Automatic MW Control During ON/OFF Peak System) จึงถูกคิดค้นขึ้นเพื่อพัฒนาการดำเนินงานด้วยการสร้างระบบควบคุมใหม่ เพื่อให้ Operator ป้อนข้อมูลตามแผนการเดินเครื่องในแต่ละเดือน จากนั้นปรับ Control Logic Program ให้ชาญฉลาดมากขึ้น โดยผู้ควบคุมจะคิดและประมวลผลเปรียบเทียบแผนกับเวลามาตรฐานโลก ให้โรงไฟฟ้าสามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าได้อย่างอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงาน ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการตอบสนองที่ล่าช้า และเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อความผันผวนของความต้องการใช้ไฟฟ้า นวัตกรรมนี้จึงเหมาะสมสำหรับการใช้งานในยุคที่การจัดการพลังงานมีความซับซ้อนมากขึ้น

          ระบบบริหารจัดการพลังงาน โรงไฟฟ้า-ไฮบริด พลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ กฟผ. โดย ฝ่ายบำรุงรักษาไฟฟ้า (อบฟ.) ได้รับรางวัลเหรียญเงิน

        ระบบบริหารจัดการพลังงาน หรือ Energy Management System (EMS) ถูกออกแบบมาเพื่อบูรณาการแหล่งพลังงานหลายประเภท เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำและระบบกักเก็บพลังงาน Battery Energy Storage System (BESS) ให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว โดยให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนพร้อมกับรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งในช่วงเวลากลางวันจะใช้พลังงานหลักจากแผงโซลาร์เซลล์ ส่วนพลังน้ำและ BESS ทำหน้าที่เสริมตามความจำเป็น สำหรับในช่วงกลางคืนหรือช่วงที่การผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ต่ำ ระบบจะใช้พลังน้ำและ BESS เพื่อให้มั่นใจว่าการจ่ายพลังงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการพัฒนา EMS จะช่วยตอบสนองต่อผู้ใช้งานโดยตรง และต่อยอดการดำเนินงานของ กฟผ. รองรับโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำของ กฟผ. ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

EMS มีการประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์การจ่ายพลังงาน โดยมีระบบการทำงานหลัก 5 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบ Manual รูปแบบตั้งเวลา รูปแบบการรักษาความเสถียรของกำลังผลิต รูปแบบลดความต้องการพลังงานสูงสุด และรูปแบบปรับความราบรื่นของพลังงานแสงอาทิตย์

           ชุดทำความสะอาดเกลียวแบบพกพา โดย ฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล (อบค.) ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง

          ชุดทำความสะอาดเกลียวแบบพกพา เป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการทำความสะอาดของอุปกรณ์ของโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนประเภทนอตและสกรูจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้แรงงานคนและเวลาทำความสะอาดค่อนข้างมาก สิ้นเปลืองทรัพยากร และเสี่ยงต่อการเกิดความผิดพลาดที่อาจส่งผลต่อคุณภาพของงาน ชุดทำความสะอาดเกลียวแบบพกพาจึงเข้ามาช่วยลดความยุ่งยากในกระบวนการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ ลดขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อน ช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากร ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาคุณภาพของผลลัพธ์ให้ได้มาตรฐาน เหมาะสำหรับงานบำรุงรักษากังหันก๊าซที่ต้องการความแม่นยำสูง

               โครงการปรับปรุงระบบ Circulating Water เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าวังน้อย ชุดที่ 4 โดย โรงไฟฟ้าวังน้อย (อฟว.) ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง

          ในช่วงที่โรงไฟฟ้าหยุดเดินเครื่อง (Reserved Shutdown Period) ระบบหล่อเย็นถือเป็นส่วนที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนถึงประมาณ 75% ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของโรงไฟฟ้า โดยภายในระบบหล่อเย็นมีการใช้งานปั๊มน้ำหมุนเวียน (Circulating Water Pump - CWP) ขนาด 1,500 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีการใช้พลังงานสูงมาก อฟว. จึงได้ติดตั้งระบบกรองน้ำพร้อมปรับเปลี่ยนปั๊มน้ำ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในระบบหล่อเย็น โดยการดำเนินการ 2 ขั้นตอน ได้แก่ ติดตั้งท่อเหล็กขนาด 12 นิ้ว เชื่อมระบบกรองน้ำของบ่อพักน้ำในหอหล่อเย็นเข้ากับระบบหมุนเวียนน้ำ และเปลี่ยนมาใช้ปั๊มกรองน้ำแทนปั๊มน้ำหมุนเวียน

โครงการนี้ ได้เริ่มใช้งานตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2567 สามารถลดพลังงานไฟฟ้าช่วงที่โรงไฟฟ้าหยุดเดินเครื่องได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 50% ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ถึง 2.5 ล้านบาท และยังต่อยอดให้กับระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้า Combined Cycle ได้

          สายทองแดงถักนำกระแสแบบใหม่ เพื่อยืดอายุ OLTC ยี่ห้อ Trafo-Union, Fuji โดย ฝ่ายบริหารจัดการสินทรัพย์ระบบส่ง (อหส.) ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง

          สายทองแดงถักนำกระแสแบบใหม่ ถูกออกแบบมาใช้ในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ปรับแรงดันไฟฟ้า หรือ On Load Tap Changer (OLTC) ที่ทำหน้าที่สลับตำแหน่งใช้งานของขดลวด (Tap) เพื่อควบคุมคุณภาพแรงดันไฟฟ้า โดยไม่จำเป็นต้องปลดหม้อแปลงออกจากระบบ ทำให้จ่ายกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก โดยสายทองแดงถักจะเป็นสะพานไฟชั่วคราวเพื่อนำกระแสไฟฟ้า ช่วยลดความเสี่ยงที่อาจทำให้อุปกรณ์เสียหาย ซึ่งหากเกิดความเสียหายและไม่สามารถหาอุปกรณ์ใหม่มาใช้ทดแทนได้ จะต้องทำการเปลี่ยน OLTC ใหม่ทั้งชุด และยังทำให้ กฟผ. สูญเสียโอกาสในการจ่ายไฟเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 - 4 เดือน นอกจากนี้ สายทองแดงถักนำกระแสแบบใหม่ ยังช่วยสนับสนุนการดำเนินงานที่ยั่งยืนด้วยการลดการใช้ทรัพยากรในกระบวนการบำรุงรักษาและซ่อมแซมอีกด้วย

       เวที IPITEx 2025 นับเป็นโอกาสสำคัญที่นวัตกรไทยได้นำเสนอผลงานสร้างสรรค์สู่สาธารณะ ซึ่ง 9 ผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของ กฟผ. ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ด้วยการคว้ารางวัลระดับประเทศและนานาชาติ ตอบโจทย์ทั้งด้านพลังงาน เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน พร้อมสร้างชื่อเสียงให้กับวงการนวัตกรรมไทยในเวทีระดับโลก

ที่มา : EGAT Today

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดงาน วันนักประดิษฐ์ ปี 2568 กฟผ. ร่วมจัดแสดงผลงานวิจัย ฯ พร้อมนำสุดยอดนวัตกรรมพลังงานสู่เวทีนานาชาติ “IPITEx 2025”

          สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2568 (Thailand Inventors’ Day 2025) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไทย : ความท้าทายของประเทศ” โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อเป็นเวทีระดับชาติและนานาชาติในการแลกเปลี่ยน เผยแพร่ ถ่ายทอดเทคโนโลยี พร้อมขยายผลสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสถาบันการศึกษา สู่กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ โอกาสนี้ ทรงเยี่ยมชมบูทนิทรรศการผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมของหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงบูทนิทรรศการ กฟผ. โดยมีนายยุทธพง ตันเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม (อวน.) และผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. เฝ้าฯ รับเสด็จ ณ Event Hall 103 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568

          จากนั้นเป็นพิธีนำเข้าสู่งานวันนักประดิษฐ์ โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เป็นประธานในพิธี และมีศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. นายวฤต รัตนชื่น ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ (ชยน.) ผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมในพิธี ณ เวทีกลาง Event Hall 103 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

          ในการนี้ นายวฤต รัตนชื่น ชยน. เป็นประธานในพิธีเปิดบูทนิทรรศการผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม กฟผ. อย่างเป็นทางการ ซึ่ง กฟผ. ได้ร่วมจัดแสดงผลงานบนพื้นที่ 50 ตารางเมตร เพื่อสร้างการรับรู้แก่สังคมในการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม พบกับ 8 นวัตกรรมเด่น ได้แก่ 1) “ภาพรวม Grid Modernization ระบบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน” 2) “ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS)” โดยฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า (อผฟ.) 3) “ระบบพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE Forecast Center: REFC)และศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response Control Center: DRCC) ของ กฟผ.” โดยฝ่ายเทคโนโลยีระบบกำลังไฟฟ้ารูปแบบใหม่ (อทม.) 4) “Plant Flexibility” โดยโรงไฟฟ้าวังน้อย (อฟว.) 5) “ENZY One Platform” 6) “EGAT EV Business Solutions” โดยฝ่ายจัดการธุรกิจนวัตกรรมพลังงาน (อธพ.) 7) “EGAT’s Peer-to-Peer Energy Trading Platform หรือ ปันไฟ (PANFAI)” โดยฝ่ายสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (อสฟ.) และ 8) “การเกษตรแบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Agrivoltaics) กฟผ. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ศึกษาวิจัยรูปแบบนวัตกรรมการเกษตรแม่นยำ เพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดการวิสาหกิจชุมชนใต้แนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง” โดยฝ่ายปฏิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อปอ.)

          นอกจากนี้ กฟผ. ได้ร่วมส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลสร้างสรรค์จากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ กฟผ. ประจำปี 2567 เข้าร่วมประกวดในเวทีระดับนานาชาติ “2025 Bangkok International Intellectual Property, Invention, Innovation and Technology Exposition” หรือ IPITEx 2025 ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานประกวดในระดับนานาชาติที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และจัดในงานวันนักประดิษฐ์เป็นประจำทุกปี โดย กฟผ. ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด จำนวน 9 ผลงาน ได้แก่ 1) “ระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งอัตโนมัติสำหรับงานสิ่งแวดล้อมควบคุมระบบด้วยไอโอที” 2) “โครงการปรับปรุงระบบ Circulating Water เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าวังน้อย ชุดที่ 4 โดย อฟว. 3) “PulseWatch: ระบบติดตามสุขภาพกังหันก๊าซอัจฉริยะด้วย Machine Learning” โดยโรงไฟฟ้าน้ำพอง (อฟพ.) 4) “ชุดทำความสะอาดเกลียวแบบพกพา” โดยฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล (อบค.) 5) “ระบบพัฒนาตู้ควบคุมสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm Control Panel FCP, ตู้แดง) ให้เป็นแบบ Online” โดยฝ่ายปฏิบัติการเทคโนโลยีดิจิทัล (อปท.) ฝ่ายการผลิตเหมืองแม่เมาะ (อผม.) ฝ่ายวางแผนและบริหารเหมืองแม่เมาะ (อบม.) และโรงไฟฟ้าจะนะ (อฟจ.) 6) “สายทองแดงถักนำกระแสแบบใหม่ เพื่อยืดอายุ OLTC ยี่ห้อ Trafo-Union, Fuji” โดยฝ่ายบริหารจัดการสินทรัพย์ระบบส่ง (อหส.) 7) “ระบบควบคุมพลังงานไฟฟ้าตามช่วงเวลาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าอัตโนมัติ ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า สำหรับโรงไฟฟ้า SPP” โดยฝ่ายบำรุงรักษาไฟฟ้า (อบฟ.) ฝ่ายบริหารจัดการสินทรัพย์ผลิตไฟฟ้า (อหฟ.) โครงการเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า บริษัท หินกองเพาเวอร์ จำกัด (อค-บห.) 8) “Thailand’s First Lithium Black Mass Recycling Plant การพัฒนาโรงงานต้นแบบการแยกแบล็คแมสจากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า/แบตเตอรี่อุปกรณ์ไฟฟ้าแบบขยายขนาด” โดยฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม (อวน.) และ 9) “ระบบบริหารจัดการพลังงานโรงไฟฟ้า-ไฮบริดพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ กฟผ.” โดย อบฟ.

 

ทีีมา EGAT Today

 

 

กฟผ. ปลื้ม EleXA คว้ารางวัลทรงคุณค่า จาก Enterprise Asia ในงาน IIA 2024

          นางณิศรา ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการธุรกิจนวัตกรรมพลังงาน (อธพ.) เป็นผู้แทน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยทีมงานฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม (อวน.) และ อธพ. นำนวัตกรรม EleXA เข้าร่วมประกวดและรับรางวัล Service & Solution ในงาน International Innovation Awards (IIA) 2024 จาก Enterprise Asia เพื่อยกย่องเป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นในประเภทผลิตภัณฑ์ บริการ และการแก้ปัญหาอันนำไปสู่การยกระดับนวัตกรรมของประเทศ สร้างชื่อเสียงให้ กฟผ. พร้อมเปิดรับเครือข่ายพันธมิตรในประเทศและต่างประเทศ ณ โรงแรม W Kuala Lumpur กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา

          นางณิศรา ธัมมะปาละ อธพ. กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากนโยบายของ นายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ (รวย.) ที่ส่งเสริมการนำนวัตกรรม กฟผ. เข้าสู่การแข่งขันระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรม และมุ่งสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมพลังงานที่ยั่งยืน โดยในครั้งนี้ได้นำนวัตกรรม EleXA แอปพลิเคชันสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าร่วมประกวด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นจากประสบการณ์ของ กฟผ. ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านพลังงานไฟฟ้ากว่า 55 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการใช้รถ EV และสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ

          EleXA ไม่ได้เป็นเพียงผู้ช่วยสำหรับผู้ใช้รถไฟฟ้า แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่สนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ EV ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยฟังก์ชันที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการ ทั้งการค้นหาและจองสถานีชาร์จล่วงหน้า ระบบชำระเงินที่สะดวกและปลอดภัย การวางแผนเส้นทางอัจฉริยะ และระบบจองคิวหน้าตู้ชาร์จนอกจากนี้ EleXA ยังมุ่งเน้นนวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ด้วยฟีเจอร์ Green Charging ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้เลือกใช้พลังงานสะอาด และระบบ Roaming ที่เชื่อมต่อข้อมูลสถานีกับเครือข่ายสถานีชาร์จทั่วประเทศอย่างไร้รอยต่อ เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของผู้ใช้รถ EV และร่วมสร้างอนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

          ทั้งนี้ งาน International Innovation Awards เป็นเวทีการประกวดและนำเสนอผลงานของนักประดิษฐ์ นักวิจัย จากนานาประเทศในภูมิภาคเอเชีย จัดขึ้นโดย Enterprise Asia เพื่อยกย่องนวัตกรรมที่โดดเด่นในประเภทผลิตภัณฑ์ บริการและการแก้ปัญหา และองค์กรและวัฒนธรรมทั่วโลก โดยการเสนอชื่อเข้าร่วมประกวดจะต้องได้รับการเชิญจาก Enterprise Asia ซึ่งต้องผ่านการคัดเลือกและอนุมัติจากคณะกรรมการสรรหาเท่านั้น ทั้งนี้ผู้ชนะจะถูกตัดสินคะแนนจากคณะกรรมการอิสระที่มีชื่อเสียง เพื่อเฟ้นหา จัดแสดงนวัตกรรมที่โดดเด่น และก่อให้เกิดนวัตกรรมที่ก้าวหน้าสำหรับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก

 

 

 

นักประดิษฐ์ กฟผ. คว้า 4 รางวัล จากเวทีนานาชาติ iENA 2024 สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

          นายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ (รวย.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. เปิดเผยว่า กฟผ. ได้ส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงในเวที “The International Trade Fair, Ideas, Inventions and New Products” (iENA 2024) ณ เมืองนูเรมเบิร์กสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ที่จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม 2567 โดยผลงานของ กฟผ. สามารถคว้า 4 รางวัล จาก 2 ผลงานเด่น คือ

          ผลงาน อุปกรณ์ระบุตำแหน่งจุดขัดข้องบนสายส่งไฟฟ้าที่สามารถต่อเข้ากับสายส่งไฟฟ้าผ่าน Capacitive Voltage Transformer (CVT) โดยสายส่งไม่จำเป็นต้องมี Line Trap ได้รับ 3 รางวัล ได้แก่ 1) รางวัล Silver Medal 2) รางวัล Special Prize on Stage (Prominent Invention) จาก Taiwan Creativity Development Association (TCDA) ไต้หวัน และ 3) รางวัล Special Prize จาก Korea Invention Promotion Association (KIPA) สาธารณรัฐเกาหลี เป็นอุปกรณ์ช่วยระบุตำแหน่งของจุดขัดข้องบนสายส่ง ช่วยลดเวลาการทำงาน ทีมผู้ปฏิบัติงานสามารถเข้าแก้ไขจุดขัดข้องที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว กู้คืนระบบและส่งพลังงานไฟฟ้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น โดยไม่ส่งผลกระทบกับระบบป้องกันความเสียหายของสายส่งไฟฟ้า

          ผลงาน ชุดทดสอบลูกถ้วยแขวนในระบบจำหน่ายและระบบส่งไฟฟ้า ได้รับรางวัลพิเศษ Special Award จาก Indonesian Innovation and Invention Promotion Association (INNOPA) สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เป็นนวัตกรรมชุดทดสอบลูกถ้วยแขวนที่ออกแบบให้รองรับการทดสอบได้ครอบคลุมทุกรุ่นทั้งในระบบจำหน่ายและระบบส่งไฟฟ้า รองรับการเป็นหน่วยงานที่รับทดสอบลูกถ้วยจากผู้ผลิตเอกชนภายในประเทศ สามารถนำผลการทดสอบไปขอการรับรองและจดทะเบียนผลิตภัณฑ์สินค้ากับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อให้สามารถจำหน่ายและนำไปใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ

         สำหรับเวที iENA 2024 เป็นเวทีการประกวดและนำเสนอผลงานของนักประดิษฐ์จากทั่วโลก โดยมีผลงานประดิษฐ์คิดค้นจากภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย สถาบัน นักวิจัย และนักประดิษฐ์อิสระจากกว่า 30 ประเทศเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงผลงานมากกว่า 400 ผลงาน

กฟผ. จัดสัมมนาถ่ายทอดทิศทางงานวิจัยและนวัตกรรม 2568 ปักหมุดมุ่งพัฒนานวัตกรรมพลังงานไฟฟ้า พร้อมขับเคลื่อนร่วมกับนักวิจัยทั่วประเทศ

          เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 นายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ (รวย.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาทิศทางงานวิจัยและนวัตกรรม กฟผ. ปี 2568 โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี ประธานคณะกรรมการเทคโนโลยีดิจิทัล การจัดการความรู้และนวัตกรรม กฟผ. (DTKMIM) ดร.ธิรินทร์ ณ ถลาง คณะกรรมการ DTKMIM น.ส.พนา สุภาวกุล รองผู้ว่าการบริหาร (รวห.) พร้อมด้วยคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิจัยทั่วประเทศ ตลอดจนคณะผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. เข้าร่วมงาน ณ หอประชุม Auditorium ชั้น 3 อาคาร 50 ปี กฟผ. และได้เปิดให้ผู้สนใจสามารถรับชมผ่านระบบถ่ายทอดสดออนไลน์ทาง EGAT Live

          นายธวัชชัย สำราญวานิช รวย. กล่าวว่า กฟผ. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงได้มุ่งมั่นสร้างเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้มีความเพียงพอ ทั่วถึง ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ทำให้พลังงานหมุนเวียนมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว กฟผ. จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “นวัตกรรมพลังงานไฟฟ้า เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” มุ่งพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ให้สามารถรองรับกับแนวโน้มพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในเรื่อง Grid Modernization การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และ Pumped Storage Hydro (PSH) การพัฒนาการผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยี Hydro Floating Solar การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพลังงานอย่างเทคโนโลยี Hydrogen ตลอดจนนวัตกรรมการกักเก็บคาร์บอนพร้อมการใช้ประโยชน์ (CCUS) เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้า ลดความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน ด้วยเหตุนี้ การวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้และการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน นับเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถทั้งในเชิงพาณิชย์และสังคม ดังนั้น กฟผ. จึงพร้อมที่จะสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน รวมทั้งยินดีที่จะเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการต่อยอดขยายองค์ความรู้ไปสู่การประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

          งานสัมมนาทิศทางงานวิจัยและนวัตกรรม กฟผ. จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านงานวิจัยนวัตกรรม และทิศทางการสนับสนุนทุนวิจัยของ กฟผ. เพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักวิจัยที่สนใจการศึกษาพัฒนาในด้านดังกล่าว ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการบรรยายในหัวข้อ “ภาพอนาคตเทคโนโลยีและนวัตกรรม กฟผ.” โดย นายวฤต รัตนชื่น ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ (ชยน.) และการบรรยายหัวข้อ “ภาพรวมทิศทางงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรม กฟผ.” โดย นายยุทธพง ตันเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม (อวน.) รวมทั้งมีการจัดเวทีเสวนาโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม กฟผ. โดยมีนักวิจัยผู้รับทุนวิจัย กฟผ. ร่วมในการเสวนาอีกด้วย

ที่มา : EGAT Today

กฟผ. โชว์ใช้อากาศยานซึ่งไม่มีนักบินในภารกิจดูแลความมั่นคงไฟฟ้า ในงาน Thailand Drone Exhibition and Symposium 2

          เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 นายสุเทพ สิงหฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการสินทรัพย์ระบบส่ง (อหส.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน ร่วมพิธีเปิดงานแสดงเทคโนโลยีและสัมมนา Thailand Drone Exhibition and Symposium 2024 ซึ่งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2567 ภายใต้แนวคิด “Drone It Right” เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) รวมถึงกฎหมาย กฎระเบียบ วิธีปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง มาตรฐานความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้บังคับ และการป้องกันสิทธิส่วนบุคคล โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ห้อง Plenary Hall 1-4 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

           สำหรับภายในงานดังกล่าว มีการจัดแสดงเทคโนโลยีอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินจากทั่วโลก การสาธิตและแสดงการบินอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินด้วยนวัตกรรมล่าสุด การสัมมนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้อากาศยานซึ่งไม่มีนักบินในหลากหลายอุตสาหกรรม จากผู้แทนของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน โดยในส่วนของ กฟผ. ได้ร่วมจัดนิทรรศการเพื่อแสดงการประยุกต์ใช้อากาศยานซึ่งไม่มีนักบินในภารกิจสำคัญต่าง ๆ ของ กฟผ. ในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศอีกด้วย เช่น การใช้อากาศยานซึ่งไม่มีนักบินในงานตรวจวัดคุณภาพน้ำและเก็บตัวอย่าง (Water Solution Drones) ของโรงไฟฟ้าวังน้อย (อฟว.) และฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม (อวน.) การใช้อากาศยานซึ่งไม่มีนักบินในงานสำรวจภูมิประเทศ เพื่อจัดทำแบบจำลองสนับสนุนงานก่อสร้างโรงไฟฟ้า สถานีไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง ของ กฟผ. และวิเคราะห์สภาพพื้นที่เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการต่าง ๆ ของฝ่ายสำรวจ (อสร.) การใช้อากาศยานซึ่งไม่มีนักบินในงานขึงสายก่อสร้างระบบส่ง ซึ่งเป็นสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ของฝ่ายก่อสร้างระบบส่ง (อกส.) นอกจากนี้ยังใช้ตรวจสอบกังหันลมผลิตไฟฟ้า ตรวจสอบความผิดปกติของแผงโซลาร์เซลล์ ตรวจหาการแตกร้าวของเขื่อนและอาคารประกอบ งานบำรุงรักษาสายส่ง และงานผลิตแผนที่ข้อมูลการบริหารสินทรัพย์และป้องกันการบุกรุก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ด้วยเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของ กฟผ. ในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศต่อไป

ที่มา : EGAT Today

ผู้รับผิดชอบข้อมูล : ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม

ผู้ดูแลเว็บไซต์ : ปิยะ โรจน์ฤทธิไกร

ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม ชั้น 10 อาคาร  ท.103

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
53 หมู่ 2 ถ.จรัญสนิทวงศ์ ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

013643
Today: 5
This Week: 5
This Month: 172
Total: 13,643