ความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า
กฟผ. มุ่งพัฒนาการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า คงไว้ซึ่งความเพียงพอและประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าที่ดี ผ่านการดำเนินงานภายใต้นโยบายภาครัฐและแนวปฏิบัติของมาตรฐานสากล รวมถึงมีการบริหารค่าพลังงานไฟฟ้าส่วนของต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าที่คลอบคลุมทุกภาคส่วนในสังคมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
| เป้าหมายปี 2568 | ผลการดำเนินงาน |
| ● ดัชนีแสดงความมั่นคงในการส่งมอบไฟฟ้า (Energy Not Served: ENS) ไม่มากกว่าค่าเฉลี่ยแบบเคลื่อนที่ 5 ปีย้อนหลัง | ● ค่า ENS เป็นไปตามเป้าหมาย |
| ● ค่าเฉลี่ยของระยะเวลาที่ไฟฟ้าดับต่อจุดจ่ายไฟ (System Average Interruption Duration Index: SAIDI) ไม่มากกว่า ค่าเฉลี่ยแบบเคลื่อนที่ 5 ปีย้อนหลัง | ● ค่า SAIDI เป็นไปตามเป้าหมาย |
| ● ค่าเฉลี่ยจำนวนครั้งที่ไฟฟ้าดับต่อจุดจ่ายไฟ (System Average Interruption Frequency Index: SAIFI) ไม่มากกว่าค่าเฉลี่ยแบบเคลื่อนที่ 5 ปีย้อนหลัง | ● ค่า SAIFI เป็นไปตามเป้าหมาย |
| ● ค่าความพร้อมจ่าย (Availability FactorOEE: AFOEE) ไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ของผลการดำเนินงานของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (IPP) 5 ปีย้อนหลัง | ● ค่า AFOEE เป็นไปตามเป้าหมาย |
แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ
กฟผ. ร่วมเป็นผู้แทนในคณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan: PDP) มีหน้าที่จัดทำการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ ซึ่งใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนและกำหนดนโยบายด้านไฟฟ้า รายงานสถานการณ์ความต้องการไฟฟ้า รวมถึงวิเคราะห์และเสนอข้อคิดเห็นข้อมูลทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการพยากรณ์
ความต้องการไฟฟ้าและแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ เพื่อให้การจัดหาไฟฟ้าของประเทศไทยในระยะยาวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศและ
การลงทุนขยายกิจการไฟฟ้า
นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีหน้าที่ดำเนินการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ. ที่บรรจุในแผน PDP ให้แล้วเสร็จตามกำหนด และรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนในประเทศ ตามที่คณะกรรมการ
กำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศรับซื้อ และรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนต่างประเทศที่คณะรัฐมนตรีรับทราบ ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)
ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ
ภารกิจหลักของศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ (National Control Center: NCC) ภายใต้ กฟผ. คือ การควบคุมกำลังไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าต่าง ๆ (Generation) ที่ทำสัญญาขายไฟกับ กฟผ.
ได้แก่ โรงไฟฟ้าของ กฟผ. ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก และการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ให้มีความสมดุลกับความต้องการใช้ไฟฟ้า (Load) และยังมีหน้าที่ในการควบคุมการไหลของกำลังไฟฟ้า เพื่อให้สามารถส่งผ่านพลังงานไฟฟ้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้ใช้ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ รองรับเหตุการณ์ผิดปกติ (Trip) ของอุปกรณ์ในระบบโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึงมีหน้าที่ให้ความเห็นชอบการปลดหรือนำเข้าใช้งานอุปกรณ์ในระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อการบำรุงรักษาอีกด้วย
การควบคุมการจ่ายกำลังไฟฟ้าของ NCC เริ่มจากกระบวนการวางแผนการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ อันมีหลักการเรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้
- ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า: ต้องผ่านมาตรฐาน Contingency N-1 Criteria กล่าวคือ หากอุปกรณ์ระบบส่งจ่ายไฟฟ้าหรือโรงไฟฟ้าใดหลุดออกจากระบบ ระบบไฟฟ้าต้องยังสามารถจ่ายไฟฟ้าได้
อย่างต่อเนื่อง และมีคุณภาพไฟฟ้าทั้งแรงดันและความถี่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากล - การปฏิบัติตามข้อตกลง: ต้องปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและนโยบายต่าง ๆ เช่น การรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนขนาดเล็กประเภท Non-firm ตามความพร้อมที่โรงไฟฟ้าแจ้งขาย รวมถึงการสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในอนาคต
- การควบคุมต้นทุน: เมื่อ NCC ดำเนินการตามข้อ 1-2 แล้ว จะดำเนินการสั่งการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าตามต้นทุนค่าไฟฟ้าให้เหมาะสม
เพื่อให้การวางแผนการเดินเครื่องมีประสิทธิภาพ กฟผ. ให้ความสำคัญกับการมีเครื่องมือและข้อมูลที่ครบถ้วนและแม่นยำ โดยเฉพาะข้อมูลคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นข้อมูลตั้งต้นสำคัญ
ในการวางแผนผลิตไฟฟ้าให้มีความสมดุลระหว่าง Generation และ Load รวมถึงมีการเตรียมความพร้อมของโรงไฟฟ้าและระบบโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งครอบคลุมถึงการวางแผนหยุดเดินเครื่องเพื่อบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าให้เหมาะสมกับสภาพระบบไฟฟ้า การเตรียมกำลังผลิตสำรองให้เพียงพอและเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน และการวางแผนงานปลดอุปกรณ์เพื่อปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่สอดคล้องกับเงื่อนไขการควบคุมระบบไฟฟ้าและแผนการผลิต รวมถึงมีการประเมินสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในระบบ และทำการปรับปรุงข้อมูลที่เกิดขึ้นและที่ต้องคาดการณ์ล่วงหน้า ทั้งในระยะยาวและระยะสั้น
เพื่อจัดทำแผนการผลิตให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงให้มากที่สุด
ในกรณีที่ระบบไฟฟ้ามีเหตุการณ์ฉุกเฉินที่รุนแรงมากกว่าเกณฑ์ที่ดำเนินการควบคุม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า กฟผ. มีการบริหารจัดการความเสี่ยงโดยการจัดทำคู่มือรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีการทบทวนและซักซ้อมแผนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเหตุการณ์ต่าง ๆ ครอบคลุมกิจกรรมทั้งหมดในห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่
การผลิตและส่งจ่ายไฟฟ้า อาทิ แผนรองรับเหตุฉุกเฉินกรณีระบบผลิตหรือระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยขัดข้อง โดยร่วมมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานของกระทรวงพลังงาน อีกทั้งยังมีแผนรองรับเหตุการณ์ด้านระบบส่งไฟฟ้าที่ไม่สามารถควบคุมหรือส่งจ่ายไฟฟ้าได้ โดย กฟผ. ได้จัดทำ ทบทวน และซักซ้อมแผน Blackout Restoration เพื่อนำระบบกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และแผนรองรับภัยพิบัติในรูปแบบต่าง ๆ เช่น อัคคีภัยและอุทกภัย
โครงการพัฒนาระบบผลิตและส่งไฟฟ้าของ กฟผ.
โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
| โครงการ | วัตถุประสงค์ | รายละเอียด | การดำเนินงานในปี 2568 |
| โโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน | |||
| โรงไฟฟ้าพลังน้ำ เขื่อนลำปาว | ใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงสามารถบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสำหรับการเกษตรและ การชลประทานให้แก่ผู้อยู่อาศัยบริเวณท้ายเขื่อนชลประทานได้อย่างเหมาะสม | มีกำลังผลิตตามสัญญา ขนาด 2.5 เมกะวัตต์ และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ในเดือนพฤศจิกายน 2569 | โครงการฯ ได้รับอนุมัติจาก ครม. เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ปัจจุบันได้รับใบอนุญาตการประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า รวมถึงดำเนินการขออนุญาตต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างดำเนินก่อสร้าง |
| โรงไฟฟ้าพลังน้ำ เขื่อนลำตะคอง | มีกำลังผลิตตามสัญญา ขนาด 1.5 เมกะวัตต์ และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ในเดือนธันวาคม 2572 | โครงการฯ ได้รับอนุมัติจาก ครม. เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 และดำเนินการขายเอกสารประกวดราคาแล้วเสร็จ โดยมี Bidder จำนวน 4 ราย รวมถึงมีกำหนดลงนามสัญญาจ้างที่ปรึกษาจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อมภายในเดือนมกราคม 2569 | |
| โรงไฟฟ้าพลังน้ำ เขื่อนห้วยแม่ท้อ | มีกำลังผลิตตามสัญญา ขนาด 1.25 เมกะวัตต์ และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 | โครงการฯ ได้รับอนุมัติจาก ครม. เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 และดำเนินการออก Letter of Intent (LOI) ให้กับคู่สัญญาแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 | |
| โรงไฟฟ้าพลังน้ำ เขื่อนกระเสียว | มีกำลังผลิตตามสัญญา ขนาด 1.5 เมกะวัตต์ และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 | โครงการฯ ได้รับอนุมัติจาก ครม. เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 และดำเนินการออก Letter of Intent (LOI) ให้กับคู่สัญญาแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 | |
โครงการรับซื้อไฟฟ้า
| แหล่ง | การดำเนินงานในปี 2568 |
| ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (Independent Power Producer: IPP) | ระหว่างปี 2562-2568 มีโครงการที่ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) กับ กฟผ. ตามนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ ระยะที่ 3 รวมกำลังผลิตตามสัญญา 5,000 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย (1) โรงไฟฟ้า กัลฟ์ เอสอาร์ซี มีกำลังผลิตตามสัญญา ชุดละ 625 เมกะวัตต์ จำนวน 4 ชุด รวมกำลังผลิตตามสัญญา 2,500 เมกะวัตต์ ซึ่งจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ครบแล้วในปี 2565 และ (2) โรงไฟฟ้า กัลฟ์ พีดี มีกำลังผลิตตามสัญญา ชุดละ 625 เมกะวัตต์ จำนวน 4 ชุด รวมกำลังผลิตตามสัญญา 2,500 เมกะวัตต์ โดยชุดที่ 1 และ 2 จ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้วในปี 2566 และชุดที่ 3 และ 4 จ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2567 และ 1 ตุลาคม 2567 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีโรงไฟฟ้าหลักตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ได้แก่ (1) โรงไฟฟ้าหินกอง (โรงไฟฟ้าทดแทน ภาคตะวันตก) กำลังผลิตตามสัญญา ชุดละ 700 เมกะวัตต์ จำนวน 2 ชุด รวมกำลังผลิตตามสัญญา 1,400 เมกะวัตต์ โดยชุดที่ 1 จ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 และชุดที่ 2 จ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 และ (2) โรงไฟฟ้าบูรพา เพาเวอร์ กำลังผลิตตามสัญญา 540 เมกะวัตต์ มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2570 |
| ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (Small Power Producer: SPP) | มีกำลังผลิตตามสัญญารวมทั้งสิ้น 9,333.685 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นปริมาณรับซื้อไฟฟ้าระบบการผลิตพลังงานความร้อนและไฟฟ้าร่วมกัน (Cogeneration) จำนวน 5,780.000 เมกะวัตต์ (ประเภท Firm จำนวน 5,502.000 เมกะวัตต์ ประเภท Non-Firm จำนวน 278.00 เมกะวัตต์) และปริมาณรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน จำนวน 3,553.685 เมกะวัตต์ (ประเภท Firm จำนวน 638.03 เมกะวัตต์ ประเภท Non-Firm จำนวน 2,915.655 เมกะวัตต์) ทั้งนี้ ปัจจุบัน กฟผ. อยู่ระหว่างการรับซื้อไฟฟ้าตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ประกอบด้วย (1) การจัดหาไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) พ.ศ. 2565 จำนวน 34 โครงการ รวมกำลังผลิตตามสัญญา 282.98 เมกะวัตต์ โดยเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) จำนวน 4 โครงการ รวมกำลังผลิตตามสัญญา 98.00 เมกะวัตต์ (2) การจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 จำนวน 175 โครงการ รวม 4,852.26 เมกะวัตต์ โดยเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) จำนวน 83 โครงการ รวม 4,346.22 เมกะวัตต์ (3) การจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 (เพิ่มเติม) พ.ศ. 2567 จำนวน 72 โครงการ รวม 2,145.40 เมกะวัตต์ โดยเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) จำนวน 35 โครงการ รวม 1,914.15 เมกะวัตต์ |
| ประเทศเพื่อนบ้าน | มีกำลังผลิตตามสัญญารวม 6,234.9 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ใน สปป. ลาว จำนวน 5,934.9 เมกะวัตต์ โดยระหว่างปี 2565-2566 กฟผ. ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง กำลังผลิตตามสัญญา 1,400 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากลาย กำลังผลิตตามสัญญา 763 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง กำลังผลิตตามสัญญา 897 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนเซกอง 4A และ 4B กำลังผลิตตามสัญญา 347.3 เมกะวัตต์ (รวมกำลังการผลิตตามสัญญาที่รับซื้อเพิ่มเติม 3,407.3 เมกะวัตต์) และระบบส่งกระแสตรงแรงดันสูง HVDC ไทย-มาเลเซีย จำนวน 300 เมกะวัตต์ |
โครงการก่อสร้างและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า
กฟผ. ดำเนินการก่อสร้างและขยายระบบส่งไฟฟ้าครอบคลุมทั่วประเทศ จำนวน 18 โครงการ ดังนี้
| ลำดับ | ชื่อโครงการ | วัตถุประสงค์ | ความก้าวหน้าการดำเนินงาน (ร้อยละ) | กำหนดแล้วเสร็จ |
| 1 | โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPPP) | พัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับ โรงไฟฟ้าเอกชนในประเทศและ ต่างประเทศ | 78.30 | ธันวาคม 2570 |
| 2 | โครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าจาก ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก ระยะที่ 1 (SPP1) | 11.51 | พฤษภาคม 2569 | |
| 3 | โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (โครงการ NPUP) | – | ธันวาคม 2571 | |
| 4 | แผนงานปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูงเพื่อรองรับการเชื่อมต่อ ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของ กฟผ. (SICC) | พัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อเสริม ความมั่นคงระบบไฟฟ้าในอนาคต และรองรับโรงไฟฟ้าเอกชนในประเทศ | 11.65 | ธันวาคม 2572 |
| 5 | โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะที่ 3 (GBA3) | พัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับ ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น | 78.97 | ธันวาคม 2571 |
| 6 | โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้า ระยะที่ 12 (TS.12) | 90.95 | ธันวาคม 2569 | |
| 7 | โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIPE) | พัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าในอนาคต | 65.65 | ธันวาคม 2571 |
| 8 | โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIWS) | 79.71 | ธันวาคม 2571 | |
| 9 | โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIEC) | 40.52 | ตุลาคม 2574 | |
| 10 | โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคใต้ตอนล่าง เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TILS) | 46.20 | ธันวาคม 2575 | |
| 11 | โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคเหนือตอนบน เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIPN) | 82.75 | ธันวาคม 2569 | |
| 12 | แผนงานปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อป้องกัน การเกิดวินาศกรรมและอุทกภัย (HSIS) | 4.31 | พฤษภาคม 2571 | |
| 13 | โครงการพัฒนาระบบเคเบิ้ลใต้ทะเลไปยังบริเวณอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (SPSS) | 0.32 | มิถุนายน 2572 | |
| 14 | แผนงานปรับปรุงรูปแบบการจ่ายไฟฟ้าสำหรับสถานีไฟฟ้าแรงสูง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบส่ง (IETS) | – | มิถุนายน 2571 | |
| 15 | โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานระยะที่ 1: ส่วนสถานีไฟฟ้าแรงสูง (RSP1) | ปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้า ที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน | 100.00 | ธันวาคม 2568 |
| 16 | โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานระยะที่ 1: ส่วนสายส่งไฟฟ้าแรงสูง (RLP1) | 100.00 | ธันวาคม 2568 | |
| 17 | โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานระยะที่ 2 (RTS2) | 95.01 | มีนาคม 2570 | |
| 18 | แผนลงทุนระยะยาวเพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ระหว่างปี 2569 – 2571 (LPLC) | เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า ขนาดใหญ่ | – | ธันวาคม 2571 |
หมายเหตุ ความก้าวหน้าการดำเนินงาน ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2568
การแลกเปลี่ยนซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในระดับภูมิภาค
กฟผ. สนับสนุนการดำเนินการแลกเปลี่ยนซื้อขายพลังงานในระดับภูมิภาค (Grid Connectivity) ซึ่งเป็นไปตามมติ ยุทธศาสตร์ และนโยบายดังนี้
- มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2562 (ครั้งที่ 16) ในการศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าของประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบส่งไฟฟ้าของประเทศในการเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้า (Grid Connection)
- ยุทธศาสตร์ของ กฟผ. ในการเป็นผู้บริหารจัดการดำเนินการตลาดไฟฟ้าในระดับภูมิภาค จึงต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาธุรกิจ Energy Trading ในอนาคต
- นโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Rev.1) กำหนดให้จัดหาพลังงานไฟฟ้าโดยการ
รับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงไฟฟ้า รองรับปริมาณพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้า ลดเงินลงทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในประเทศ และการจัดสรรทรัพยากรระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ
กฟผ. มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในระดับภูมิภาคแบบทวิภาคี (Bilateral Power Trade) กับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ สปป.ลาว และมาเลเซีย ซึ่งเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้าในรูปแบบกระแสสลับ
และกระแสตรง ตามลำดับ รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายพลังงานไฟฟ้าแบบพหุภาคี (Multilateral Power Trade) กับกลุ่มประเทศในระดับภูมิภาค โดยมีโครงการที่สามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ คือ โครงการซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย (Lao PDR-Thailand-Malaysia Power Integration Project: LTM-PIP) ซึ่ง สปป. ลาว ได้ขายไฟฟ้าให้กับมาเลเซียผ่านระบบส่งไฟฟ้าที่มีอยู่แล้ว
ในประเทศไทย และจากความสำเร็จของโครงการดังกล่าว ประเทศสมาชิกโครงการเห็นชอบให้ยกระดับการซื้อขายไฟฟ้าไปยังสิงคโปร์ ภายใต้โครงการ Lao PDR, Thailand, Malaysia and Singapore – Power Interconnection Project (LTMS-PIP) ซึ่งโครงการฯ ระยะที่ 1 (เดือนมิถุนายน 2565 ถึงเดือนมิถุนายน 2567) ได้ดำเนินการแล้วเสร็จและมีการซื้อขายไฟฟ้าไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 266 ล้านหน่วย
สำหรับการดำเนินโครงการฯ ระยะที่ 2 ที่มีการซื้อขายไฟฟ้าปริมาณสูงสุดที่ 200 เมกะวัตต์ เป็นระยะเวลา 2 ปี มีการซื้อขายไฟฟ้าจาก 2 เส้นทาง ได้แก่
- เส้นทางที่ 1: ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานสะอาด (Green Source) ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ จาก สปป.ลาว ไปยังสิงคโปร์ ผ่านระบบส่งไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วของประเทศไทยและมาเลเซีย ปัจจุบัน
อยู่ระหว่างหารือการซื้อขายไฟฟ้า - เส้นทางที่ 2: ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (Brown Source) จากมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ ผ่านระบบส่งไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วของมาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อเติมเต็มไฟฟ้าของโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2
ให้ถึงที่ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 200 เมกะวัตต์ โดยเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2567 Tenaga Nasional Berhad (TNB) ของมาเลเซียและ SP Group ของสิงคโปร์ ได้ลงนาม Cross-Border Power Trade Interconnection Agreement (CBPTIA) เพื่อส่งผ่านพลังงานจากมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ และถือเป็นการริเริ่มโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2 โดยมีการซื้อขายไฟฟ้าครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 ในปริมาณไม่เกิน 30 เมกะวัตต์
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 ในการประชุมคณะอนุกรรมการประสานความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ครั้งที่ 2/2567 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2 และรับทราบอัตราค่าบริการในการใช้หรือการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าเมื่อมีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า (Wheeling Charge) ของไทย สำหรับโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2 ตามข้อเสนอของ กฟผ. และมอบหมายให้ กฟผ. เจรจาอัตราค่า Wheeling Charge รวมทั้งจัดทำร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Energy Wheeling Agreement: EWA) ต่อไป
ในการประชุม LTMS-PIP Working Group ครั้งที่ 30 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ที่ประชุมได้รายงานข้อมูลปริมาณการส่งผ่านพลังงานไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียไปยังประเทศสิงคโปร์ ที่ปริมาณ 13,230 ล้านหน่วย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ได้มีการประชุมระหว่างรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (ฟฟล.) กฟผ. และ TNB เพื่อหาข้อสรุปร่างสัญญา EWA ซึ่งมีการแจ้งอัตราค่า Wheeling Charge สำหรับโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2 โดยที่ประเทศไทยและมาเลเซียมีการเพิ่มอัตราค่า Wheeling Charge จากโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 1 เนื่องจากค่าสูญเสียไฟฟ้า (Loss) และราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 กฟผ. ได้จัดทำหนังสือถึงสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เรื่อง ร่างระเบียบวาระร่างสัญญา EWA ของโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2 พร้อมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประชุม เพื่อให้ สนพ. พิจารณาบรรจุเป็นระเบียบวาระการประชุมคณะอนุกรรมการประสานความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ที่ประชุม กพช. ครั้งที่ 3/2568 ได้เห็นชอบอัตราค่า Wheeling Charge และร่างสัญญา EWA สำหรับโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2 และมอบหมายให้ กฟผ. ลงนามสัญญา EWA ต่อมาร่างเอกสารดังกล่าวได้ผ่านการตรวจพิจารณาจากอัยการสูงสุดแล้ว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568
การปรับปรุงโรงไฟฟ้าและระบบส่งให้มีความทันสมัย
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในการผลิตและใช้ไฟฟ้า ประกอบกับนโยบาย 4D1E (Digitalization, Decarbonization, Decentralization, De-Regulation และ Electrification) และนโยบายการนำประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2593 จะทำให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กกระจายไปทั่วทุกพื้นที่มากขึ้น ทั้งในรูปแบบผู้ผลิตไฟฟ้า
รายเล็ก (SPP) ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผันตัวไปเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Prosumer) และการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าหลัก (EGAT System) มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบไฟฟ้าที่มีอยู่อาจไม่สามารถรองรับและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ทันการณ์ กฟผ.
ในฐานะผู้ดูแลรักษาความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ จึงต้องปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) มีระบบบริหารจัดการที่ชาญฉลาด พร้อมทั้งสนับสนุนและให้ความเห็นต่อภาครัฐเพื่อให้เกิดการปรับปรุงกฎระเบียบและนโยบายที่เป็นข้อจำกัดต่อการบริหารระบบไฟฟ้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและควบคุมระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคงเชื่อถือได้ สามารถรองรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคต
การปรับปรุงระบบไฟฟ้าของ กฟผ. ให้มีความทันสมัยและตอบสนองอย่างรวดเร็วมากขึ้น ที่เรียกว่า EGAT Grid Modernization มีองค์ประกอบ 5 ด้าน ดังนี้
- ด้าน Digital Control Platform คือ แพลตฟอร์มสำหรับใช้ในการบริหารจัดการและควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การวิเคราะห์ความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าและต้นทุนการผลิตไฟฟ้า รวมถึงกระบวนการคัดเลือกโรงไฟฟ้าหรือเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับสั่งการให้ตอบสนองทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาสมดุลอุปสงค์และอุปทาน ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ ในรูปแบบอัตโนมัติ
- ด้าน Infrastructure Expansion Planning and Development คือ การวางแผนและพัฒนาเพื่อจัดหาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วย โรงไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน
รวมถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ สำหรับใช้เป็นเครื่องมือของศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ (National Control Center: NCC) และศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าระดับภูมิภาค (Regional Control Center: RCC) ในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในอนาคต - ด้าน Transmission Protection Control Monitoring and Asset Management คือ การเพิ่มความสามารถในการตรวจจับความผิดปกติเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในระบบไฟฟ้า
และการใช้เทคโนโลยีเพื่อการดูแลบำรุงรักษาโครงข่ายระบบไฟฟ้าให้มีความพร้อมในการส่งจ่ายไฟฟ้า และสามารถใช้งานได้อย่างคุ้มค่า - ด้าน New Agreement and New Business คือ การแก้ไขปรับเปลี่ยนข้อกำหนดและสัญญาต่าง ๆ ของ กฟผ. เพื่อลดข้อจำกัดและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า
- ด้าน Support คือ ส่วนงานสนับสนุน โดยการพัฒนาระบบรวบรวมข้อมูล ระบบสื่อสาร และระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าในอนาคตสามารถเชื่อมโยงการทำงาน
แบบไร้รอยต่อ มีความปลอดภัย และทำงานอย่างอัตโนมัติ
ในปี 2568 กฟผ. มีแผนงานสำหรับการปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้มีความทันสมัยและมีการตอบสนองที่รวดเร็วมากขึ้นใน 5 ด้าน ดังนี้
| โครงการย่อย | รายละเอียด |
| ด้าน Digital Control Platform | |
| Modernized National Control Center and Reginal Control Center | ปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ รองรับระบบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่มีความผันผวนมากขึ้น สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้า โดยมีเครื่องมือสำหรับการคำนวณต้นทุนการผลิตไฟฟ้า รวมถึงการสั่งการโรงไฟฟ้าให้ตอบสนองทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาสมดุลด้านอุปสงค์และอุปทาน ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ ในรูปแบบอัตโนมัติ |
| Renewable Energy Forecast แบบ Ensemble | ยกระดับระบบพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประเภทลมและแสงอาทิตย์ ให้มีความเป็นสากลมากขึ้น เพื่อรองรับการเข้ามาที่มากขึ้นของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และเพื่อดำเนินการตามแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย ระยะปานกลาง พ.ศ. 2565-2574 |
| Electric Vehicle Forecast | ศึกษาลักษณะการชาร์จของผู้ใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการพัฒนาโมเดลพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าจากการอัดประจุ ของ EV พัฒนาโมเดลพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าจากการอัดประจุของ EV และนำผลการพยากรณ์ไปใช้ประกอบการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า |
| Virtual Power Plant Platform | พัฒนาแพลตฟอร์มที่มีระบบเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลรองรับการเพิ่มขึ้นของแหล่งพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources: DERs) เช่น แหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน การตอบสนองด้านโหลด ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติควบคุมสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น |
| ด้าน Infrastructure Expansion Planning and Development | |
| EGAT Energy Management System Master Control and Master Controller Solution | พัฒนา Master Software และ Master Controller Hardware ของระบบจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) ในการควบคุมระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ จากศูนย์ควบคุมฯหรือสถานีไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ. รวมถึงพัฒนาบุคลากร ของ กฟผ. ให้เป็น EGAT EMS Expert (Programmers) |
| แผนงาน Grid Scale Battery Energy Storage System (Grid Scale BESS) | ติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรีขนาดใหญ่ร่วมกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Scale BESS) ในระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ. ให้สามารถรองรับนโยบาย การรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย |
| แผนงาน Pumped Storage Hydropower (PSH) | พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydropower: PSH) ที่เขื่อนจุฬาภรณ์ 800 เมกะวัตต์ เขื่อนวชิราลงกรณ 900 เมกะวัตต์ และเขื่อน กะทูน 780 เมกะวัตต์ เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเป็นแหล่งกักเก็บพลังงาน รองรับแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย |
| ด้าน Transmission Protection Control Monitoring and Asset Management | |
| EGAT SCADA – X | ขยายผลการติดตั้งและนำเข้าใช้งานโปรแกรม EGAT SCADA X ในสถานีไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ. เพื่อเพิ่มสมรรถนะของระบบควบคุม และใน Operation and Maintenance Workstation เพื่อการบำรุงรักษาสินทรัพย์ให้มีความพร้อมในการส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และ ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด |
| แผนงานระบบตรวจจับเหตุการณ์บริเวณกว้าง (Wide Area Monitoring System, Protection and Control: WAMPAC | พัฒนาและนำระบบตรวจจับเหตุการณ์บริเวณกว้าง (Wide Area Monitoring System: WAMS) เข้าใช้งานร่วมกับระบบจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) ของศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าใหม่ เพื่อช่วยควบคุมและป้องกันระบบไฟฟ้าในภาพรวม รองรับการเพิ่มของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบเรียลไทม์ โดยมีเป้าหมายให้สามารถสั่งการไปยังโรงไฟฟ้าหรือจุดโหลดเพื่อการบริหารจัดการระบบอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในภาพรวม |
| ด้าน New Agreement and New Business | |
| ระบบคาดการณ์สุขภาพอุปกรณ์ระบบส่ง | เพื่อจัดทำระบบคาดการณ์สุขภาพอุปกรณ์ระบบส่ง เช่น หม้อแปลงและ Circuit Breaker สำหรับประเมินสภาพและความพร้อมในการใช้งาน รวมถึงสามารถวางแผนงานบำรุงรักษาอุปกรณ์ตามสภาพการใช้งานได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสามารถลดต้นทุนการบำรุงรักษาในระยะยาวและยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ระบบส่งให้ยาวนานที่สุด |
| Grid Code | ปรับปรุงและจัดทำร่างข้อกำหนดเกี่ยวกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของ กฟผ. จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ข้อกำหนดเกี่ยวกับการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า ข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้า และข้อกำหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติการระบบโครงข่ายไฟฟ้า |
| ด้าน Support | |
| Data Driven for Grid Modernization | สนับสนุนและขับเคลื่อนการดำเนินงานแผน Grid Modernization ด้วยข้อมูลบน EGAT Data Platform 1. พัฒนาระบบเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลของระบบไฟฟ้า (EGAT’s Grid Data Exchange) เพื่อสร้างมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในระบบไฟฟ้า กฟผ. และข้อมูลภายนอก กฟผ. ให้สามารถบูรณาการข้อมูลจากทุกส่วนงานได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน ปลอดภัย และยั่งยืน 2. ปรับปรุง EGAT Data Platform ซึ่งเป็นศูนย์กลางการให้บริการเครื่องมือด้านข้อมูลอย่างครบวงจร ครอบคลุมการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับ การกำกับดูแลและการบริหารจัดการข้อมูลรองรับงาน Grid Modernization |
การเข้าถึงพลังงานไฟฟ้า
ประเทศไทยยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า และมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวแบบสัญญาจร (Spot LNG) เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศ
ด้วยสถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า กฟผ. จึงร่วมกับภาครัฐในการบริหารจัดการเชื้อเพลิง เพื่อลดภาระค่าเชื้อเพลิงและต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าอย่างเต็มกำลังและต่อเนื่อง รวมถึงที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบให้ขยายอายุการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 8 และ 11
ออกไป 6 ปี จนถึงสิ้นปี 2574 และขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1 และ 2 ออกไป 6 ปีเช่นกัน จนถึงปลายเดือนกันยายน 2574 เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง และลดผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน
สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ กฟผ. รับภาระค่า Ft ค้างรับสะสมแทนผู้ใช้ไฟฟ้าไปพลางก่อน ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 ซึ่งในปี 2567 ถึงปี 2568 กกพ. ได้มีมติทยอยคืนภาระ Ft ค้างรับสะสมบางส่วน เพื่อบรรเทาสภาพคล่องให้กับ กฟผ. ทั้งนี้ กฟผ. ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้าน
ค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน ประกอบกับ กกพ. มีมติเห็นชอบให้นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้มาลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ผ่านค่า Ft โดยอาศัยอำนาจตามข้อกฎหมาย
ของประกาศคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า (Electricity Tariff Regulatory Framework) พ.ศ. 2564 ดังนั้น จึงสามารถลดค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชนได้
ในงวด พฤษภาคม 2568 – สิงหาคม 2568 และงวดกันยายน 2568 – ธันวาคม 2568 อย่างไรก็ตาม กฟผ. ยังคงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติที่มีโอกาสจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผล
กระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของ กฟผ. และอาจกระทบต่อความสามารถในการจัดหาเงินทุนและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้นของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนและ กฟผ.
กฟผ. เป็นองค์การรัฐวิสาหกิจซึ่งดำเนินการภายใต้นโยบายและแนวทางการกำหนดอัตราค่าบริการในการประกอบกิจการพลังงานของภาครัฐ ราคาค่าไฟฟ้าและกำไรของ กฟผ. ถูกกำกับโดย กกพ. ให้มีรายได้เพียงพอต่อการลงทุนและบริหารกิจการเท่านั้น ซึ่งกำไรของ กฟผ. นอกจากจะถูกนำส่งกระทรวงการคลังเป็นเงินรายได้แผ่นดินเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ แล้ว ยังนำมาใช้ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงไฟฟ้า สถานีไฟฟ้าแรงสูง และสายส่งไฟฟ้า โดยไม่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สาธารณะของประเทศ ตั้งแต่ก่อตั้งมาจนปัจจุบัน
ผลการดำเนินงานที่สำคัญ
การพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ในปี 2568 ในภาพรวมยังคงเป็นไปตามเกณฑ์ความมั่นคงตามแผน PDP2018 Revision1 ที่ได้รับมติเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)
และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 และวันที่ 20 ตุลาคม 2563 ตามลำดับ อีกทั้งยังเป็นไปตามมติที่ประชุม กพช. ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2566 (ครั้งที่ 165) เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2566
ซึ่งเห็นชอบให้ กฟผ. ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้ PDP2018 Rev.1 ในช่วง
ปี 2564-2573 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) และแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าฯ (ปรับปรุงเพิ่มเติม ครั้งที่ 2) โดยใช้งบประมาณของโครงการที่ ครม. ได้อนุมัติแล้วและมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน
รวมทั้งดำเนินการเพิ่มศักยภาพระบบส่งไฟฟ้าเพิ่มเติมได้ (หากจำเป็น)
เพื่อรักษาความมั่นคงและความมีเสถียรภาพในระบบไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องมีกำลังผลิตไฟฟ้าสูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เพื่อบริหารจัดการกรณีเหตุสุดวิสัย เช่น โรงไฟฟ้าหยุดซ่อมบำรุง เป็นต้น
และรองรับความต้องการไฟฟ้ากรณีโรงไฟฟ้าประเภทฟอสซิลมีขีดความสามารถการผลิตไฟฟ้าลดลง หรือโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เนื่องจากความผันผวนของสภาพอากาศ
ทั้งนี้ รายละเอียดการดำเนินงานเพื่อความพร้อมจ่ายและความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้ามี ดังนี้
กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาและความต้องการไฟฟ้า
ค่าดัชนีสมรรถนะและความพร้อมในด้านต่าง ๆ

ความพร้อมใช้งานของโรงไฟฟ้าเฉลี่ย





