การกำกับดูแลอย่างยั่งยืน
การกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนองค์การให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนร่วมกับสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ
| เป้าหมายปี 2568 | ผลการดำเนินงาน |
| ● คะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ไม่น้อยกว่า 95 คะแนน | ● คะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) เท่ากับ 96.61 คะแนน |
| ● พนักงานระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายและเทียบเท่าขึ้นไป ได้รับการฝึกอบรมเรื่องการต่อต้าน การทุจริต ร้อยละ 80 | ● พนักงานระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายและเทียบเท่าขึ้นไป ได้รับการฝึกอบรมเรื่องการต่อต้าน การทุจริต ร้อยละ 82.42 |
นโยบายและความมุ่งมั่น
- นโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการป้องกันและต่อต้านการทุจริตของ กฟผ.
- นโยบายการบูรณาการด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ
- นโยบายการรับและให้ของขวัญ
- นโยบายด้านการกำกับดูแลที่ดีและการนำองค์กร
โครงสร้างการกำกับดูแลและองค์ประกอบคณะกรรมการ กฟผ.
โครงสร้างการกำกับดูแลของ กฟผ. มีความโปร่งใสและเป็นระบบ ประกอบด้วยคณะกรรมการ กฟผ. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับดูแลกิจการของ กฟผ.
ให้มีการพัฒนาองค์การอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล และมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม รวมถึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อย จำนวน 12 คณะ
เพื่อช่วยกลั่นกรองงานที่สำคัญ
สำหรับด้านการบริหารจัดการ ดำเนินงานผ่านคณะกรรมการบริหาร กฟผ. ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าการ กฟผ. ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการ และรองผู้ว่าการเป็นกรรมการ ทำหน้าที่บริหารจัดการให้การดำเนินงานของ กฟผ. มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

องค์ประกอบของคณะกรรมการ กฟผ. ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 10 คน รวมทั้งผู้ว่าการซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง มีวาระการดำรงตำแหน่งครั้งละ 3 ปี โดยในปี 2568
(ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) คณะกรรมการ กฟผ. มีจำนวน 9 คน แบ่งเป็นเพศชาย 8 คนและเพศหญิง 1 คน มีกรรมการอิสระ จำนวน 5 คน ซึ่งเป็นกรรมการที่อยู่ในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ (Directors’ Pool: DP) จำนวน 2 คน (จากจำนวนคณะกรรมการ กฟผ. ที่มีอยู่ในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ จำนวน 5 คน) ทั้งนี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการ
และพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และประกาศคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เรื่อง การกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2568 รวมถึงมีกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ
ที่มีประสบการณ์การทำงานในภาคธุรกิจ จำนวน 6 คน ซึ่งไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการอื่นของรัฐวิสาหกิจ ตามมติคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ในการประชุม ครั้งที่ 2/2566
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566

รายชื่อคณะกรรมการ กฟผ.
การเสนอชื่อและการคัดเลือกคณะกรรมการ กฟผ.
กฟผ. ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการ กฟผ. ตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 มติคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งที่ 2/2566 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 หลักเกณฑ์ที่ คนร. และคณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจกำหนด รวมถึงประกาศคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เรื่อง การกำกับดูแลกิจการ
ที่ดีในรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีประเด็นสำคัญในการพิจารณา ดังนี้

ประธานคณะกรรมการ กฟผ.
ประธานกรรมการ กฟผ. ทำหน้าที่ผู้บริหารสูงสุดของฝ่ายกำกับดูแล โดยมิได้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารของ กฟผ. เพื่อให้เกิดความสมดุลและโปร่งใสในการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้มีความเชื่อมโยงระหว่าง
การกำกับดูแลกับการบริหาร คณะกรรมการ กฟผ. จึงแต่งตั้งให้ผู้บริหารสูงสุด คือ ผู้ว่าการ กฟผ. ทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการ กฟผ. ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับ กฟผ. ว่าด้วย การประชุมและการดำเนินกิจการของคณะกรรมการ กฟผ. ที่ให้ประธานกรรมการ กฟผ. แต่งตั้งเลขานุการคณะกรรมการ กฟผ. ด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการ กฟผ.
นอกจากนี้ ประธานกรรมการ กฟผ. ไม่ดำรงตำแหน่งใด ๆ ในคณะกรรมการชุดย่อยของคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อให้การทำหน้าที่ของคณะกรรมการชุดย่อยมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง
บทบาทของคณะกรรมการ กฟผ. ในการกำกับดูแลกิจการ
ด้านการแต่งตั้งและมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้คณะกรรมการชุดย่อย
คณะกรรมการ กฟผ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยที่มีหน้าที่ดูแลความยั่งยืนโดยเฉพาะ โดยกำหนดเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการธรรมาภิบาล
และความรับผิดชอบต่อสังคม และเปลี่ยนชื่อ “คณะกรรมการธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม” เป็น “คณะกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน” เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจด้านความยั่งยืน
โดยให้มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป
ด้านการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ขององค์การ
คณะกรรมการ กฟผ. และคณะผู้บริหาร กฟผ. รวมทั้งผู้บริหารสูงสุดของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. มีการประชุม Top Team Meeting (TTM) เป็นประจำทุกปี เพื่อร่วมกันพิจารณาทบทวนวิสัยทัศน์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์ของ กฟผ. โดยนำนโยบายของรัฐและหน่วยงานกำกับดูแล ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ปัจจัยความยั่งยืน สถานการณ์ภายในและภายนอกองค์การ และข้อมูลคู่เทียบ
มาวิเคราะห์ร่วมกับความท้าทายและความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ รวมถึงอัตรากำลังและขีดความสามารถในทุกด้านขององค์การ เพื่อจัดทำเป็นแผนวิสาหกิจ กฟผ. และใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานขององค์การ รวมทั้งมีการทบทวนยุทธศาสตร์และแนวทางในการดำเนินงานทุกครั้ง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกที่มีนัยสำคัญต่อ กฟผ.
ในการประชุม TTM เมื่อวันที่ 4 – 5 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการ กฟผ. มีความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้ฝ่ายบริหารนำไปปรับปรุงแผนวิสาหกิจ กฟผ. ดังนี้
- สิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน : ลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในขอบเขตที่ 1 และ 2 ให้มากขึ้น ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) เพื่อผลิตไฟฟ้าแบบคาร์บอนต่ำ พัฒนาโมเดลการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) จากกิจกรรมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) รวมถึงส่งเสริมพลังงานสีเขียว และหาโอกาสทางธุรกิจจากพลังงานหมุนเวียน
- บทบาทเชิงรุกด้านสิ่งแวดล้อม : พิจารณาเพิ่มบทบาทเป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในบริบทของพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน : พิจารณาพลังงานทางเลือกขนาดใหญ่เพิ่มเติมจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อเสริมความมั่นคงและยั่งยืนของระบบไฟฟ้า และผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors: SMRs) ให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนา
กำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan: PDP) ฉบับใหม่ - การสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม พิจารณาโอกาสทางธุรกิจที่สร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) กับชุมชนและสังคม และส่งเสริมการดำเนินงานที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
คณะกรรมการ กฟผ. มีมติเห็นชอบแม่บทบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ปี 2568 – 2572 และแผนปฏิบัติการด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรองรับแผนแม่บทฯ นอกจากนี้ คณะกรรมการ กฟผ. ยังได้ปรึกษา
หรือสานสัมพันธ์กับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การบริหารจัดการการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของ กฟผ. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการสานสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นในภาพรวมจะรับผิดชอบ
โดยสายงานรองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ซึ่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน เพื่อพิจารณาและรายงานคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อทราบทุกไตรมาส
ด้านการติดตามตรวจสอบประสิทธิภาพ
สำหรับการทบทวนและตรวจสอบประสิทธิภาพกระบวนการบริหารจัดการผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืนมีบทบาทในการกำกับดูแล ติดตาม
และรายงานผลการดำเนินงานให้คณะกรรมการ กฟผ. ทราบทุกไตรมาส และรายงานการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ กฟผ. ให้คณะกรรมการ กฟผ. ทราบโดยทันที รวมทั้งยังพิจารณาทบทวนประสิทธิภาพของนโยบาย ทบทวนหรือเสนอปรับปรุงข้อบังคับ กฟผ. ว่าด้วย คณะกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
การขัดกันของผลประโยชน์
กฟผ. ให้ความสำคัญกับการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยมีการกำหนดข้อบังคับ นโยบาย และแนวปฏิบัติ ดังนี้
- กำหนดให้คณะกรรมการ กฟผ. มีหน้าที่สอดส่องดูแล และจัดการแก้ปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์ที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างกรรมการ กฟผ. ฝ่ายบริหารและผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. รวมทั้งตรวจสอบ
การใช้สินทรัพย์ของ กฟผ. ในทางมิชอบอีกด้วย - กำหนดนโยบายและและแนวปฏิบัติด้านการบริหารสิทธิของหน่วยงานกำกับดูแล โดยครอบคลุมประเด็นด้านการป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน ด้านการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และ
แนวปฏิบัติด้านการรายงานที่เกี่ยวโยงกัน - กำหนดให้คณะกรรมการ กฟผ. ผู้ว่าการ และรองผู้ว่าการ หลีกเลี่ยงการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และให้รายงานรายการเกี่ยวโยง ณ สิ้นปีปฏิทินของทุกปี หรือในระหว่างปีปฏิทินเมื่อมีการแต่งตั้งหรือดำรงตำแหน่งใหม่ หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลระหว่างปี และให้สำนักงานตรวจสอบภายในสอบทานรายการเกี่ยวโยงและรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และรายงานคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อพิจารณา และรายงานคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อทราบภายในไตรมาสที่ 1 ของปีถัดไป
- กำหนดให้คณะกรรมการตรวจสอบสอบทานรายการที่เกี่ยวโยงหรือรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือมีโอกาสเกิดการทุจริตที่อาจมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของ กฟผ.
- ในการประชุม กรณีกรรมการ กฟผ. พบว่าตนเองอาจเข้าข่ายการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมในการดำเนินการใด ๆ ให้แจ้งต่อประธานในที่ประชุมนั้น หรือผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป 1 ชั้น (แล้วแต่กรณี) เพื่อพิจารณาให้ออกจากห้องประชุม หรือไม่ให้เข้าประชุม รวมทั้งไม่ให้รับสิทธิในการเข้าถึงเอกสารประกอบการประชุมในวาระดังกล่าว หรือให้เข้าประชุมแต่ไม่ร่วมการอภิปราย แสดงความคิดเห็น หรือมีส่วนในการพิจารณาและตัดสินใจ และให้รายงานตามแบบ บส-คก.2 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เกิดการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม โดยสำนักเลขานุการองค์การเป็นผู้รวบรวมส่งต้นฉบับให้ฝ่ายกำกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และสำเนาเสนอสำนักงานตรวจสอบภายใน ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแบบรายงานฯ และเสนอคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อทราบภายในไตรมาสถัดไป
- คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาและคณะกรรมการซื้อจ้างต้องตรวจสอบรายละเอียดของผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายว่า มีการยื่นข้อเสนอที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน หรือการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือมีคณะกรรมการ กฟผ. คณะกรรมการบริหารฯ และผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการของผู้ยื่นข้อเสนอหรือไม่
- คณะกรรมการ กฟผ. ได้ปรับปรุงข้อบังคับที่เกี่ยวกับการสรรหาตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการสำนักงานตรวจสอบภายใน เพื่อให้การปฏิบัติงานของหน่วยงานเป็นไปอย่างเหมาะสม ดำรงไว้ซึ่งความเป็นอิสระและไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในกิจกรรมที่ตรวจสอบ ปราศจากการแทรกแซงในการปฏิบัติงานและการเสนอความเห็นในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์กระทรวง
การคลัง ว่าด้วย มาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการตรวจสอบภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ และมาตรฐานทางจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ
การสื่อสารประเด็นข้อกังวล
กรณีที่มีประเด็นที่เป็นข้อกังวลที่สำคัญ สายงานที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าวจะเสนอเรื่องให้คณะกรรมการบริหาร กฟผ. พิจารณา ก่อนนำเสนอคณะกรรมการชุดย่อยของคณะกรรมการ กฟผ. ที่เกี่ยวข้อง
และคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อพิจารณาหรือเพื่อทราบ ตามลำดับ สำหรับกรณีที่มีเหตุการณ์สุดวิสัยและอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคมและประเทศชาติ ผู้ว่าการ กฟผ. จะสื่อสารเหตุการณ์และรายงาน
การดำเนินงานของ กฟผ. ในการแก้ไขเหตุการณ์นั้น ๆ ให้คณะกรรมการ กฟผ. ทราบทันที
ในรอบปี 2568 มีการสื่อสารเกี่ยวกับประเด็นข้อกังวลผ่านการประชุมคณะกรรมการ กฟผ. ดังนี้ (1) การสั่งการให้ระงับกระบวนการงานจ้างเหมาขุด-ขนถ่านหิน (สัญญา 8/1) จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและกฎหมายเสร็จสิ้น (ซึ่งจากสรุปผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พบว่า กฟผ. ไม่มีความผิด) อาจส่งผลให้ถ่านหินอาจไม่เพียงพอ
ทำให้ต้องลดกำลังผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และใช้ LNG ที่มีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งกระทบต้นทุนค่าไฟฟ้าและประชาชน กฟผ. จึงเสนอแนวทางการบรรเทาผลกระทบ (2) การยกเลิกประกวดราคาทดแทนเครื่องที่ 8-9 เนื่องจากไม่มีผู้เสนอราคา ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบกำลังผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะกฟผ. จึงเสนอแนวทางบริหารจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพไฟฟ้าภาคเหนือ และลดผลกระทบต่อภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนที่เกิดจากต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น (3) เหตุการณ์พังทลายของพื้นที่ทิ้งดินฝั่งตะวันตกของเหมืองแม่เมาะ ซึ่งมีสาเหตุจากมีฝนตกต่่อเนื่องในพื้นที่ และอาจส่งผลกระทบต่อการทำเหมือง กฟผ. จึงรายงานคณะกรรมการ กฟผ. ทราบสถานการณ์และแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว
นอกจากนี้ กฟผ. ยังสามารถรายงานข้อกังวลเกี่ยวกับการดำเนินงานรายไตรมาส ผ่านระบบ Enterprise Performance Management (EPM) ซึ่งคณะกรรมการ กฟผ. สามารถให้ความเห็นและข้อเสนอแนะได้
องค์ความรู้ของคณะกรรมการ กฟผ.
กฟผ. ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ของคณะกรรมการ กฟผ. เป็นประจำทุกปี ผ่านหลักสูตรการอบรมและการสัมมนาจากสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งจัดกิจกรรมอื่น เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจของคณะกรรมการ กฟผ. โดยในปี 2568 คณะกรรมการ กฟผ. ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมองค์ความรู้ ดังนี้
- Introduction Program สำหรับคณะกรรมการ กฟผ. ชุดที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ในปี 2568 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 รวมทั้งมีการแจกคู่มือการดำเนินงานของ กฟผ. ซึ่งประกอบด้วย ข้อมูล
ด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการทำหน้าที่กรรมการ - การศึกษาดูงานด้านพลังงานสะอาดและระบบจัดการพลังงานไฟฟ้าแบบใหม่ ณ ราชอาณาจักรนอร์เวย์ ระหว่างวันที่ 8 – 15 มีนาคม 2568 เพื่อเพิ่มองค์ความรู้ในการกำกับดูแลกิจการ กฟผ. ตามแผนวิสาหกิจ กฟผ. ปี พ.ศ. 2568 – 2572 ในวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ T: Transition to Future Energy Solutions และสร้างความรู้ความเข้าใจต่อธุรกิจด้านพลังงาน Net Zero Emissions และ Green Energy
- การเยี่ยมชมการปฏิบัติงาน ณ เหมืองแม่เมาะ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 และเยี่ยมชมการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ 4 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ของกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ (ผู้ว่าการ กฟผ.)
- การร่วมงาน “สัมมนากรรมการรัฐวิสาหกิจ กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลัง และผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ ประจำปี 2568” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2568 เพื่อให้กรรมการรัฐวิสาหกิจ
ผู้แทนกระทรวงการคลัง และผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจได้รับนโยบาย แนวคิด และแนวทางการขับเคลื่อนรัฐวิสาหกิจไปสู่การพัฒนาตามมาตรฐานสากล และเพื่อเผยแพร่แนวทางกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG Guideline) ฉบับปรับปรุง ให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งนำไปใช้ภายในปี 2568 โดยเน้นเรื่องความยั่งยืนและความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง
การประเมินผลงานของคณะกรรมการ กฟผ.
กฟผ. กำหนดให้คณะกรรมการประเมินตนเอง (Self-Assessment) ทุกปี ซึ่งเป็นไปตามหลักการและแนวทางการกำกับดูแลที่ดีในรัฐวิสาหกิจของ สคร. ที่กำหนดให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจมีการประเมินตนเองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยในปี 2568 คณะกรรมการ กฟผ. มีการประเมินตนเอง 3 รูปแบบ ได้แก่ แบบทั้งคณะ แบบรายบุคคล และแบบไขว้ ซึ่งแบบประเมินฯ มีคำถามที่ครอบคลุมบทบาทของคณะกรรมการ กฟผ. ด้านการกำกับดูแลผลกระทบขององค์การด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผู้คน โดยมีผลการประเมินทั้ง 3 รูปแบบ อยู่ในเกณฑ์ “มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม”
จากนั้น คณะกรรมการ กฟผ. จะนำผลการประเมินตนเองมาอภิปรายผลร่วมกัน และใช้ผลการอภิปรายเป็นปัจจัยหนึ่งในการจัดทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการ กฟผ. ประจำปี 2569 และพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนดังกล่าว สำหรับใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงด้านต่าง ๆ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ กฟผ. มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น
นโยบายค่าตอบแทน
ค่าตอบแทนของคณะกรรมการ กฟผ. ประกอบด้วยค่าตอบแทนรายเดือนและค่าเบี้ยประชุม โดย กฟผ. ถือปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติสำหรับกรรมการรัฐวิสาหกิจของ สคร. กระทรวงการคลัง เรื่อง เบี้ยกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 ที่กำหนดให้กรรมการรัฐวิสาหกิจที่มีขนาดใหญ่ได้รับค่าตอบแทนรายเดือนไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน โดยประธานกรรมการได้รับ
ค่าตอบแทน 20,000 บาทต่อเดือน ตามสัดส่วนระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง และกำหนดให้กรรมการได้รับเบี้ยประชุมเฉพาะเดือนที่มีการประชุม ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน ประธานกรรมการได้รับเบี้ยประชุม ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน โดยกรณีมีเหตุสมควร อาจพิจารณาจ่ายเบี้ยประชุมได้เกินกว่า 1 ครั้งต่อเดือน แต่ต้องไม่เกิน 15 ครั้งต่อปี และกรณีกรรมการท่านใดได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการใน
คณะกรรมการอื่น ๆ มากกว่า 1 คณะ ให้ได้รับเบี้ยประชุมรวมแล้วไม่เกิน 2 คณะ คณะละไม่เกิน 1 ครั้งต่อเดือน และให้คณะกรรมการเสียภาษีเงินได้เอง
สำหรับค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วย (1) ค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูงสุด ได้แก่ ผู้ว่าการ มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาผลตอบแทนของผู้ว่าการ ทำหน้าที่กำหนดค่าจ้างและผลตอบแทนอื่นของผู้ว่าการ โดยกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการจ่ายค่าตอบแทน จัดทำร่างสัญญาจ้าง เจรจาต่อรองค่าจ้างและผลตอบแทนอื่น ๆ และเสนอต่อคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อพิจารณา รวมถึงมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดเกณฑ์และประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ว่าการ ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองการจัดทำแผนปฏิบัติงานและเกณฑ์วัดผลการปฏิบัติงานตามกรอบสัญญาจ้างผู้ว่าการ กฟผ. และพิจารณากลั่นกรองการประเมินผลการปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างผู้ว่าการ กฟผ. ก่อนนำเสนอคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อพิจารณา (2) ค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ ผู้อำนวยการฝ่ายและเทียบเท่าขึ้นไป ได้รับค่าตอบแทนตามโครงสร้างเงินเดือนของ กฟผ. และได้รับโบนัสในอัตราคงที่เท่ากันทั้งองค์การ ซึ่งขึ้นอยู่กับผลประกอบการและผลการดําเนินการของรัฐวิสาหกิจตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง
คณะกรรมการ กฟผ. มีหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับดูแลกิจการ ให้ฝ่ายบริหารดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จตามแผนวิสาหกิจ ที่ครอบคลุมมิติด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผู้คน ซึ่งถ่ายทอดสู่แผนแม่บทและแผนปฏิบัติการต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับการกำหนดค่าตอบแทนและแรงจูงใจของคณะกรรมการ กฟผ. และผู้บริหารระดับสูงอย่างเป็นระบบ
กรณีค่าตอบแทนที่ได้รับเมื่อเกษียณอายุ สำหรับคณะกรรมการฯ ไม่มีการได้รับเงินตอบแทนความชอบกรณีเกษียณอายุ แต่สำหรับผู้บริหารระดับสูงจะได้รับเงินตอบแทนความชอบกรณีเกษียณอายุตามอายุงาน โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเช่นเดียวกับพนักงานทั่วไป
สำหรับการจัดสรรโบนัส กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจประเภทที่จัดสรรโบนัสให้กรรมการและพนักงานได้ เมื่อมีกำไรเพื่อการจัดสรร โดย กฟผ. ถือปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติเรื่องระบบแรงจูงใจตามระบบประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจของ สคร. กระทรวงการคลัง ซึ่งมีหลักเกณฑ์การจ่ายตามกำไรเพื่อการจัดสรรโบนัส การจ่ายโบนัสตามผลการประเมิน รวมทั้งเงื่อนไขการจ่ายโบนัสสำหรับกรรมการ ดังนี้
● อัตราฐานการจ่ายโบนัสคณะกรรมการ กฟผ. พิจารณาจากกำไรเพื่อการจัดสรรโบนัส ดังนี้
| กำไรเพื่อการจัดสรรโบนัส (ล้านบาท) | โบนัส (บาทต่อคน) |
| ไม่เกิน 100 | ร้อยละ 3 ของกำไรเพื่อการจัดสรรโบนัส แต่ไม่เกิน 60,000 |
| ตั้งแต่ 100 ถึง 300 | 65,000 |
| มากกว่า 300 ถึง 500 | 70,000 |
| มากกว่า 500 ถึง 700 | 75,000 |
| มากกว่า 700 ถึง 1,000 | 80,000 |
| มากกว่า 1,000 ถึง 2,000 | 90,000 |
| มากกว่า 2,000 ถึง 5,000 | 100,000 |
| มากกว่า 5,000 ถึง 8,000 | 110,000 |
| มากกว่า 8,000 ถึง 11,000 | 120,000 |
| มากกว่า 11,000 ถึง 13,000 | 130,000 |
| กำไรเพิ่มทุกช่วง 2,000 | จ่ายเพิ่มอีก 10,000 |
หมายเหตุ
● การจ่ายโบนัสตามผลการประเมินตามหลักเกณฑ์ มีหลักเกณฑ์ ดังนี้
| ผลการประเมินฯ (คะแนน) | จำนวนโบนัสที่กรรมการได้รับ (บาทต่อคนต่อปี) |
| 5.00 (ดีเยี่ยม) | ฐาน + ร้อยละ 100 ของฐาน |
| 4.50 | ฐาน + ร้อยละ 75 ของฐาน |
| 4.00 (ดีมาก) | ฐาน + ร้อยละ 50 ของฐาน |
| 3.50 | ฐาน + ร้อยละ 25 ของฐาน |
| 3.00 (ดี) | ฐาน |
| 2.50 | ฐาน – ร้อยละ 25 ของฐาน |
| 2.00 (พอใช้) | ฐาน – ร้อยละ 50 ของฐาน |
| 1.50 | ไม่มีโบนัส |
| 1.00 (ปรับปรุง) |
● เงื่อนไขการจ่ายโบนัส
- จ่ายได้เมื่อ กฟผ. นำเงินกำไรที่จัดสรรนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินแล้ว หรือได้รับอนุมัติจาก สคร. ให้ผ่อนส่งตามกำหนดเวลาที่แน่นอนเท่านั้น
- กรณีมีผลการดำเนินงานขาดทุนหรือไม่มีกำไรเพื่อการจัดสรรโบนัส จะจ่ายโบนัสได้เฉพาะตามผลการประเมิน
- จ่ายได้เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบและรับรองงบการเงินแล้ว และต้องได้รับการอนุมัติการจัดสรรโบนัสจาก สคร.
- กรรมการ กฟผ. เป็นผู้เสียภาษีเงินได้เอง
กระบวนการกำหนดค่าตอบแทน
การกำหนดค่าตอบแทนของคณะกรรมการ กฟผ. เป็นการถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีและที่กระทรวงการคลังกำหนด ไม่มีที่ปรึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา สำหรับค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูงสุด ได้แก่ ผู้ว่าการ มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาผลตอบแทนของผู้ว่าการ ซึ่งมีกรรมการอิสระร่วมเป็นกรรมการ 1 คน มีกรรมการผู้แทน 1 คน จาก สคร. ซึ่งถือเป็นหน่วยงานกำกับดูแลและเป็น
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญของ กฟผ. โดยมีอำนาจหน้าที่กำหนดค่าจ้างและผลตอบแทนอื่นของผู้ว่าการ กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการจ่ายค่าตอบแทน การจัดทำร่างสัญญาจ้างผู้ว่าการ และเจรจา
ต่อรองค่าจ้างและผลตอบแทนอื่น ๆ และเสนอต่อคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อพิจารณา รวมถึงมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดเกณฑ์และประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ว่าการ มีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองการจัดทำแผนปฏิบัติงานหรือเกณฑ์วัดผลการปฏิบัติงานตามกรอบสัญญาจ้างผู้ว่าการ กฟผ. และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างผู้ว่าการ กฟผ. ซึ่งคณะกรรมการ กฟผ. ได้ร่วมประเมินแบบ 360 องศา ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกรอบ 6 เดือน ก่อนนำเสนอคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อพิจารณา ในส่วนของผู้บริหารระดับสูง ได้แก่รองผู้ว่าการ มีกระบวนการพิจารณาให้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานตามนโยบายและตามบันทึกข้อตกลงการประเมินผลการดำเนินงานที่กำหนด ทั้งนี้ พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 22 (1) กำหนดให้ การขึ้นเงินเดือนหรือค่าจ้างพนักงานหรือลูกจ้าง ชั้นปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการฝ่ายหรือเทียบเท่าขึ้นไปจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กฟผ.
กระบวนการกำหนดค่าตอบแทนของ กฟผ. มีการนำนโยบายทรัพยากรมนุษย์ นโยบายฝ่ายบริหาร ข้อเรียกร้องของผู้ปฏิบัติงาน (ผ่านสหภาพแรงงานหรือคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ กฟผ.) ผลสำรวจ
ความผูกพัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายหรือนโยบายภาครัฐ และผลการสำรวจข้อมูลค่าตอบแทนจากหน่วยงานภายนอก มาศึกษาและวิเคราะห์ เพื่อเสนอแนวทางในการกำหนดค่าตอบแทนต่อคณะกรรมการบริหาร กฟผ. และคณะกรรมการ กฟผ. กรณีเป็นสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินที่มีอยู่เดิม แต่หากนอกเหนือจากที่กล่าว จะต้องเสนอคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ
การกำกับดูแลกิจการและการต่อต้านการทุจริต
ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี กฟผ. จึงกำหนดนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการต่อต้านการทุจริตของ กฟผ. เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และนโยบายการบูรณาการด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ ซึ่งกำหนดให้ผู้บริหารทุกระดับต้องเป็นผู้นำต้นแบบที่ดีในการปฏิบัติงานอย่างมีธรรมาภิบาล จริยธรรม และจรรยาบรรณ ตลอดจนตระหนักถึงการบริหารความเสี่ยง การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ และไม่ยอมให้บุคคลใดกระทำการทุจริตในทุกรูปแบบ รวมถึงมีการจัดทำคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดี จริยธรรม และจรรยาบรรณ กฟผ. เพื่อให้คณะกรรมการ กฟผ. ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
กฟผ. มีการกำกับดูแลกิจการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามหลักการและแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2568 และแนวทางปฏิบัติที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเป็นผู้กำหนด ได้แก่
- การนำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของ กฟผ. ซึ่งประกอบด้วย หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า มาใช้ในการดำเนินงาน
ทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด - การป้องกันและต่อต้านการทุจริต โดยนำแนวทางและมาตรการตามยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาเป็นกรอบในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตภายใน กฟผ.
โดยมีการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการทุจริตหรือการขัดแย้งทางผลประโยชน์ - การยึดถือจริยธรรมและจรรยาบรรณ โดยมีกิจกรรมส่งเสริมและประเมินผลการปฏิบัติตามจริยธรรมและจรรยาบรรณ
- การคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ทั้งข้อมูลด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน ตามแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดี กฎหมาย และระเบียบต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ถูกต้อง และเชื่อถือได้
- การรับและให้ของขวัญ โดยมีนโยบายการรับและให้ของขวัญ ซึ่งกำหนดให้งดรับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีการส่งเสริมให้คณะกรรมการ กฟผ. ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานตระหนักและมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของ กฟผ. อย่างสุจริตและเป็นธรรม อาทิ
- การจัดกิจกรรมส่งเสริมธรรมาภิบาลและการต่อต้านการทุจริต
- การสื่อสารความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตนตามหลักธรรมาภิบาล จริยธรรม และจรรยาบรรณ กฟผ. ของคณะกรรมการ กฟผ. และผู้บริหาร กฟผ.
- การรายงานรายการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม
- การเผยแพร่คู่มือจริยธรรมและจรรยาบรรณ กฟผ. ให้คณะกรรมการ กฟผ. ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานลงนามรับทราบและถือปฏิบัติ
- การประเมินพฤติกรรมตามจริยธรรมและจรรยาบรรณ กฟผ. ทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างสม่ำเสมอ
- การสื่อสารเผยแพร่ความรู้ด้านการป้องกันและต่อต้านการทุจริต เช่น การประชาสัมพันธ์ตัวอย่างการกระทำความผิดและบทลงโทษทางวินัยของการกระทำทุจริต
- การจัดกิจกรรม CG Day
เพื่อให้การกำกับดูแลการดำเนินงานป้องกันและต่อต้านการทุจริตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล กฟผ. จึงจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กฟผ. (ศปท.กฟผ.) ทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปฏิบัติตามนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการต่อต้านการทุจริตของ กฟผ. ผ่านแผนแม่บทการกำกับดูแลกิจการที่ดีของ กฟผ. และแผนปฏิบัติการด้านส่งเสริมธรรมาภิบาลและการป้องกันและต่อต้านการทุจริตของ กฟผ. ซึ่งให้ทุกสายงานนำไปปฏิบัติ ติดตามความก้าวหน้า และรายงานผลการดำเนินงานตามแผนฯ ต่อคณะกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน และคณะกรรมการ กฟผ. เพื่อทราบทุกไตรมาส รวมทั้งจัดทำคู่มือหรือแนวปฏิบัติด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการต่อต้านการทุจริตของ กฟผ. ตลอดจนวิเคราะห์ประเด็นปัญหา อุปสรรค และความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการทุจริต
เพื่อรายงานต่อคณะกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน
ในกรณีที่พบว่าผู้ปฏิบัติงานกระทำการทุจริต กฟผ. กำหนดให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง โดยหากผลปรากฏว่ามีมูลการกระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ปฏิบัติงานที่ถูกร้องเรียน แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และหากพบว่าผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. มีการกระทำผิดจริง จะมีการลงโทษให้ออกจนถึงการปลดออก ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมความผิดที่กระทำและส่งผลกระทบต่อ กฟผ.
กลไกจัดการเรื่องร้องเรียน
กฟผ. ให้ความสำคัญกับการรับข้อคิดเห็น ข้อร้องเรียน และข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานและแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินการตามภารกิจของ กฟผ. ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยมีศูนย์จัดการข้อคิดเห็น กฟผ. เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนและบัตรสนเท่ห์ (คพรส-กฟผ.) เพื่อบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับการทุจริต ผิดวินัยอย่างร้ายแรง และบัตรสนเท่ห์ รวมถึงมีศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตของ กฟผ. (ศปท.กฟผ.) ทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และติดตามการปฏิบัติตามการจัดการข้อร้องเรียนและทุจริตของ กฟผ.
ช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนและรับข้อแนะนำ ประกอบด้วย 6 ช่องทาง ได้แก่ (1) หนังสือเข้า กฟผ. (2) ระบบจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล (1111) (3) เว็บไซต์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
(4) ระบบจัดการข้อคิดเห็นและข้อร้องเรียน (5) ระบบรับฟังเสียงจากลูกค้า (6) ศูนย์บริการข้อมูล กฟผ. (Call Center 1416) โดยมีการประชาสัมพันธ์ช่องทางดังกล่าว ผ่านอีเมล แผ่นพับ สติกเกอร์ และคลิปวิดีโอ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทราบช่องทางในการเข้าถึงกลไกการร้องเรียน
เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน กฟผ. จะดำเนินการตอบกลับเบื้องต้นไปยังผู้ร้องเรียนทางอีเมลหรือจดหมาย เพื่อให้ทราบว่า กฟผ. ได้รับเรื่องแล้ว และอยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับ กฟผ. หรือผู้ปฏิบัติงาน ศูนย์จัดการข้อคิดเห็น กฟผ. จะส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานผ่านระบบจัดการข้อคิดเห็นและข้อร้องเรียนเป็นระยะจนยุติเรื่อง และให้หน่วยงานจัดทำหนังสือแจ้งผู้เสนอข้อคิดเห็นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ทั้งนี้ หากเรื่องร้องเรียนเป็นเรื่องที่มีประเด็นทุจริต ผิดวินัยอย่างร้ายแรง และบัตรสนเท่ห์ เลขานุการฯ คพรส-กฟผ. จะส่งเรื่องให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง และรายงานผลมายังเลขานุการฯ คพรส-กฟผ. กรณีข้อร้องเรียนไม่มีมูล ให้หน่วยงานดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีแก่ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานและยุติเรื่อง
กรณีข้อร้องเรียนมีมูลการกระทำความผิดทางวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ปฏิบัติงานที่ถูกร้องเรียน แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง หากผลปรากฎว่ามีความผิดทางวินัย
ให้ผู้บังคับบัญชาออกคำสั่งลงโทษ โดยกำหนดโทษความผิดทางวินัยของผู้ปฏิบัติงานจากน้อยไปหามาก ดังนี้ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ให้ออกสำหรับพนักงานหรือเลิกจ้างสำหรับพนักงานสัญญาจ้างพิเศษและลูกจ้าง และปลดออก หากไม่ใช่ความผิดทางวินัย หน่วยงานเจ้าของเรื่องต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียน และเพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนมีความโปร่งใส เป็นธรรม และเชื่อถือได้ กฟผ. จึงมีการรายงานผลการบริหารจัดการข้อร้องเรียนต่อผู้บริหารระดับสูง ที่ประชุม ศปท.กฟผ. และคณะกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืนเพื่อทราบ
กฟผ. คุ้มครองสิทธิของผู้เสนอข้อคิดเห็นหรือผู้ร้องเรียนและพยาน ที่แจ้งเรื่องผ่านศูนย์จัดการข้อคิดเห็น กฟผ. รวมทั้งผ่านกระบวนการทำงานของ คพรส-กฟผ. โดยข้อมูลของผู้เสนอข้อคิดเห็นหรือผู้ร้องเรียนและพยานทั้งหมด รวมถึงข้อมูลที่บ่งชี้ไปถึงตัวบุคคลได้ จะถูกเก็บรักษาและปกปิดเป็นความลับ และเปิดเผยเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดการเรื่องร้องเรียนเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
ในการดำเนินงานต้องลงนามในแบบรับรองการรักษาความลับของข้อมูลในระบบจัดการข้อคิดเห็นและข้อร้องเรียน หรือแบบรับรองการรักษาความลับของข้อมูลเรื่องร้องเรียนและบัตรสนเท่ห์ นอกจากนี้
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถใช้กลไกการร้องเรียนโดยไม่ออกนาม ผ่านการเป็นตัวแทนของบุคคลหรือหน่วยงานที่สามได้ โดยกรณีที่ กฟผ. ได้รับข้อร้องเรียนที่ปกปิดตัวตนหรือไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ร้องเรียนได้ จะถือว่าข้อร้องเรียนนั้นเป็นบัตรสนเท่ห์ และนำเข้าสู่กระบวนการดำเนินงานของ คพรส-กฟผ. ต่อไป
กฟผ. จัดให้มีการสำรวจความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นผู้ใช้งานระบบร้องเรียน และมีการจัดประชุมชี้แจงผู้ดูแลระบบเพื่อสอบถามปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานเป็นประจำทุกปี นำมาสู่การปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากกลไกจัดการข้องร้องเรียนแล้ว กฟผ. ยังมีการดำเนินการอื่น ๆ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้น เช่น การสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานของ กฟผ. กับชุมชน
พร้อมรับฟังข้อกังวลของชุมชน เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงต่อไป
ผลการดำเนินงาน
การประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริต
| ประเภทความเสี่ยงที่ระบุและมีนัยสำคัญ | หน่วยงานที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริต | |
| จำนวนสายงาน | ร้อยละ | |
| มีการใช้อำนาจหน้าที่ในการหาประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง | 9 | 100 |
การสื่อสารและฝึกอบรมเกี่ยวกับนโยบายและแนวปฏิบัติด้านการต่อต้านการทุจริต
| ประเภท | ผู้ได้รับการสื่อสารนโยบายและ แนวปฏิบัติด้านการต้านทุจริต | ผู้ได้รับการฝึกอบรมด้านการต้านทุจริต | ||
| จำนวน | ร้อยละ | จำนวน | ร้อยละ | |
| คณะกรรมการ (คน) | 9 | 100 | 5 | 55.56 |
| พนักงาน (คน) | 15,478 | 100 | 786 | 5.08 |
| จำแนกตามกลุ่มพนักงาน | ||||
| – ผู้บริหารระดับสูง (ระดับ 12 ขึ้นไป) | 128 | 0.83 | 100 | 0.65 |
| – ผู้บริหาร (ระดับ 8-11) | 4,658 | 30.09 | 414 | 2.67 |
| – ปฏิบัติการ (ต่ำกว่าระดับ 8) | 10,692 | 69.08 | 272 | 1.76 |
| จำแนกตามพื้นที่ | ||||
| – ส่วนกลาง | 6,552 | 42.33 | 588 | 3.80 |
| – ส่วนภูมิภาค | 8,926 | 57.67 | 198 | 1.28 |
| คู่ค้า (ราย) | 3,384 | 100.00 | – | – |
| จำแนกตามพื้นที่ | ||||
| – ต่างประเทศ | 38 | 1.22 | – | – |
| – ในประเทศ | 3,346 | 98.88 | – | – |
หมายเหตุสัดส่วนร้อยละคำนวณเทียบกับจำนวนรวมของข้อมูลแต่ละประเภท
เหตุการณ์ทุจริตที่ได้รับการยืนยันและดำเนินการ
| ประเภทการทุจริตที่ตรวจพบ | จำนวน เหตุการณ์ทุจริต (ครั้ง) | จำนวนพนักงานถูกปลดหรือลงโทษเนื่องจากการทุจริต (คน) | จำนวนการยกเลิกสัญญาและ/หรือการไม่ต่อสัญญากับพันธมิตรทางธุรกิจ (สัญญา) | จำนวนการเกิดเป็น คดีความ (ครั้ง) | แนวทางการแก้ไขปัญหาและผลการตัดสินเกี่ยวกับคดี |
| ทุจริตต่อหน้าที่ | 3 | 3 | – | – | – |
ข้อร้องเรียน
| ประเภทข้อร้องเรียน | จำนวน (เรื่อง) | ร้อยละ | ยุติเรื่อง (เรื่อง) | อยู่ระหว่างดำเนินการ (เรื่อง) |
| 1. ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตจากประชาชนและผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบของผู้ปฏิบัติงาน ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อ กฟผ. หรือส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ที่ดีขององค์การ | 0 | 0.00 | 0 | 0 |
| 2. การร้องเรียนการจัดซื้อจัดจ้าง | 11 | 5.47 | 10 | 1 |
| 3. การร้องเรียนเรื่องการดำเนินการตามภารกิจของ กฟผ. ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน | ||||
| 3.1 Voice of Stakeholder (VOS) | 63 | 31.34 | 50 | 13 |
| 3.2 Voice of Customer (VOC) | 11 | 5.47 | 6 | 5 |
| 4. การร้องเรียนเรื่องการบริหารหรือการปฏิบัติงาน และพฤติกรรมของพนักงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ กฟผ. | 116 | 57.71 | 99 | 17 |
| รวม | 201 | 100 | 165 | 36 |
หมายเหตุ ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568



