การพัฒนาชุมชนและสังคม
กฟผ. ตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม
อย่างรอบด้าน จึงให้ความสำคัญกับการสานสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจ รับฟังความคิดเห็น และประเมินผลกระทบจากการดำเนินงาน
อย่างเป็นระบบ รวมถึงการดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนและสังคมในภาพรวม เพื่อเติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน
| เป้าหมายปี 2568 | ผลการดำเนินงาน |
| ● สร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจ 100 ล้านบาท ● สนับสนุนการจัดตั้งและจดทะเบียนกลุ่มกิจการเพื่อสังคม จำนวน 3 แห่ง | ● สร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจ 161 ล้านบาท ● สนับสนุนการจัดตั้งและจดทะเบียนกลุ่มกิจการเพื่อสังคม จำนวน 11 แห่ง และวิสาหกิจเพื่อสังคม จำนวน 2 แห่ง |
นโยบายและความมุ่งมั่น
นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านชุมชนและสังคมของ กฟผ. ประกอบด้วย นโยบายด้านสิทธิมนุษยชน กฟผ. ซึ่งสนับสนุนการเคารพสิทธิมนุษยชนและกำหนดให้มีการทวนสอบสิทธิมนุษยชน
อย่างรอบด้าน นโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งกำหนดให้ กฟผ. ดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน และนโยบายด้านการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กฟผ.
ซึ่งมีเนื้อความครอบคลุมถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการพัฒนาชุมชน
โครงสร้างการดำเนินงาน
กฟผ. การดำเนินงานด้านชุมชนและสังคมผ่าน 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ ซึ่งมีบทบาทในการสร้างความสัมพันธ์ สร้างความรู้ความเข้าใจ และบริหารประเด็นข้อกังวล รวมถึงส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ในช่วงพัฒนาโครงการ จากนั้นเมื่อการพัฒนาโครงการแล้วเสร็จ ฝ่ายกลยุทธ์ความยั่งยืนจะเป็นผู้ดำเนินงานด้านชุมชนสัมพันธ์และความรับผิดชอบต่อสังคมในพื้นที่โครงการของ กฟผ. ในลำดับต่อไป ตลอดจนมีหน้าที่ในการบริหารจัดการโครงการต้นแบบด้านความยั่งยืนและโครงการเพื่อสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอีกด้วย
การบริหารจัดการ
การสานสัมพันธ์
กฟผ. ดำเนินการสานสัมพันธ์กับชุมชนผ่านการพูดคุย การประชุมหารือ การสานเสวนา การศึกษาดูงานเชิงประจักษ์ และการร่วมกิจกรรมสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
การดำเนินงานของ กฟผ. แก่ชุมชน และเพื่อรับฟังความคิดเห็น ความต้องการ และความกังวลของชุมชนที่ได้รับหรืออาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของ กฟผ. เพื่อหาแนวทางแก้ไขและ
ป้องกันร่วมกัน รวมถึงมีการสำรวจทัศนคติของชุมชนต่อ กฟผ. อาทิ ทัศนคติด้านการรับรู้และเข้าใจความจําเป็นของการพัฒนาโครงการ ด้านการรับรู้และเข้าใจรายละเอียดการพัฒนาโครงการ
และด้านการดําเนินงานของ กฟผ. รวมถึงความพึงพอใจในการร่วมกิจกรรม เพื่อนําผลสำรวจที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุงการดําเนินงานต่อไป อาทิ การจัดการสนทนากลุ่ม (Focus Group) เพื่อค้นหา
ทุนทางสังคมและจัดทำแผนที่ทางสังคม ก่อนการริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ
นอกจากนี้ ยังมีการเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านมวลชนสัมพันธ์แก่พนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานสานสัมพันธ์กับชุมชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
การประเมินผลกระทบ
กฟผ. มีการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ โดยใช้หลักวิชาการในการคาดการณ์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อทรัพยากร เศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพอนามัย เพื่อหาแนวทางป้องกัน ตลอดจนเสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแผนปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ ทั้งในระยะก่อสร้างและระยะดำเนินการ โดยมีตัวแทนชุมชนพื้นที่โดยรอบเข้าร่วมตรวจวัดด้านสิ่งแวดล้อมกับ กฟผ. อาทิ คณะกรรมการร่วมติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัดและระดับอำเภอ ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดและ
นายอำเภอเป็นประธาน ตามลำดับ รวมถึงมีการรายงานผลการตรวจวัดแบบเรียลไทม์แสดงบนบอร์ดเพื่อให้ชุมชนทราบผลการตรวจวัดด้านสิ่งแวดล้อม
การจัดการผลกระทบ
กฟผ. มีการบริหารจัดการผลกระทบจากการดำเนินงานขององค์การที่มีต่อชุมชน อาทิ
กรณีชุมชนในพื้นที่ที่โครงการก่อสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่าน กฟผ. มีนโยบายให้ดำเนินการจัดประชุมเผยแพร่ข้อมูลการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่เจ้าของที่ดินและทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น
ก่อนการดำเนินการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมาย รวมทั้งดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินและทรัพย์สิน ตามพระราชบัญญัติ
การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และมีคณะกรรมการพิจารณาเงินช่วยเหลือแก่เจ้าของที่ดินและทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบ ตามระเบียบ กฟผ. ว่าด้วย การพิจารณาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
จากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและระบบโครงข่ายไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรงบประมาณสำหรับสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ที่ชุมชนริเริ่มดำเนินการ การสร้างและปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานหรือ
อุปกรณ์เพื่อใช้ประกอบกิจกรรมภายในชุมชน และการสนับสนุนการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมในแต่ละท้องที่
กรณีชุมชนในพื้นที่เหมืองถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ กฟผ. มีการควบคุมผลกระทบจากแหล่งกำเนิด ผ่านการกำหนดมาตรการควบคุมคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ฝุ่น กลิ่น เสียง แรงสั่นสะเทือน และคุณภาพน้ำอย่างเคร่งครัด โดยพบว่ามีผลการตรวจวัดอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดและเกณฑ์ควบคุมของ กฟผ. ซึ่งเข้มงวดกว่าเกณฑ์กฎหมาย โดยมีกองสิ่งแวดล้อมเหมือง ทำหน้าที่บริหารจัดการและติดตาม
ตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องตามที่กฎหมาย ข้อกำหนด ข้อตกลง และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมกำหนด รวมทั้งมีแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อมทุกด้านตลอดอายุประทานบัตร นอกจากนี้ ยังมีกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนรอบพื้นที่เหมืองแร่ลิกไนต์และเหมืองแร่หินปูน และโครงการตรวจสุขภาพชุมชนเป็นประจำทุกปี เพื่อเฝ้าระวังสุขภาพของชุมชน พร้อมจัดทำแผนที่ชุมชนเพื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลด้านสุขภาพและโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนที่มีโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคจากการประกอบกิจการอีกด้วย
การอพยพย้ายถิ่นฐาน
กฟผ. ดำเนินการตามแนวทางแก้ไขปัญหาราษฎร 5 หมู่บ้านในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 โดยการอพยพราษฎร 5 หมู่บ้านในพื้นที่จังหวัดลำปาง ได้แก่ บ้านหัวฝายหมู่ 1 บ้านดง หมู่ 2 บ้านสวนป่าแม่เมาะ หมู่ 7 และบ้านหัวฝายหลายทุ่ง หมู่ 8 ตำบลบ้านดง และบ้านห้วยคิง หมู่ 6 ตำบลแม่เมาะ เป็นไปเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรจากการ
ทำเหมืองถ่านหินลิกไนต์ของ กฟผ. ซึ่งมีแผนงานระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2557 – 2568 ซึ่งมีผู้อพยพย้ายถิ่นฐานจำนวน 1,458 ราย ทั้งนี้ การอพยพดังกล่าวเป็นการอพยพโดยความสมัครใจ หากมีผู้ใดไม่ต้องการอพยพ ผู้นั้นยังสามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมได้ โดยให้จัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่าง กฟผ. กับราษฎรที่ยืนยันไม่ต้องการอพยพ เพื่อเป็นการยอมรับร่วมกัน ส่งผลให้ในปี 2568 มีราษฎรผู้อพยพ เหลือจำนวน 1,285 ราย ยกเลิกการอพยพ จำนวน 173 ราย
สำหรับการดำเนินการเพื่อรองรับการอพยพ มีการอนุมัติจ่ายเงินค่าทดแทนและทรัพย์สินของราษฎรอพยพ 5 หมู่บ้าน โดยใช้อัตราราคาตามมาตรฐานของกรมชลประทาน ตามประกาศคณะกรรมการ
ดำเนินการอยพราษฎร 5 หมู่บ้าน รวม 9 ครั้ง จำนวน 906 ราย โดย ณ ปี 2568 สามารถจ่ายให้ผู้อพยพได้ จำนวน 895 ราย เนื่องจากยกเลิกการอพยพ จำนวน 4 ราย ส่วนอีก 7 ราย อยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรที่ดินให้กับราษฎรอพยพ การก่อสร้างสาธาณูปโภคและสาธารณูปการที่จำเป็น การส่งเสริมการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม และการจัดให้มีโครงการพัฒนาต่าง ๆ ในพื้นที่
การพัฒนาชุมชนและสังคม
กฟผ. มีการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม อาทิ
โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ (Mae Moh Smart City)
ด้วยตระหนักถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชน เมื่อโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินลิกไนต์ที่เหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง สิ้นสุดลง กฟผ. จึงริเริ่มโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่
เพื่อสร้างระบบเมืองน่าอยู่เชิงนิเวศน์ (Eco Town) ซึ่งสนับสนุนและเตรียมความพร้อมให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น (ปี 2565 – 2572)
ระยะกลาง (ปี 2573 – 2578) และระยะยาว (ปี 2578 – 2585) และกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเมือง 3 ด้าน ดังนี้
ด้านพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) ผ่านการดำเนินงาน อาทิ การสนับสนุนการติดตั้งระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) ในหน่วยงานราชการในพื้นที่ การส่งเสริม
การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตชีวมวลอัดแท่ง สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ในโครงการ Biomass Pellet Plant ชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจจากวัสดุเหลือใช้
ทางการเกษตรในชุมชนอย่างยั่งยืน และการสนับสนุนการปลูกหญ้าพลังงานและหญ้าอาหารสัตว์ โดยในปี 2568 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 680 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
จากโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ส่งเสริมพลังงานสะอาดในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ และการใช้ EV Bus รับ-ส่งพนักงาน จำนวน 28 คัน
ด้านเศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) ผ่านการดำเนินงาน อาทิ การสนับสนุนอาชีพนิคมชุมชนเกษตรแม่เมาะ การสนับสนุนการท่องเที่ยว และการสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยการสร้างโมเดลธุรกิจและกระบวนการวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยในปี 2568 ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจ จำนวน 161,250,998.10 บาท จาก 4 โครงการหรือกิจกรรม ได้แก่ โครงการนิคมชุมชนเกษตร โครงการหญ้าอาหารสัตว์ กิจกรรม Mae Moh Half Marathon 2025 ครั้งที่ 32 และกิจกรรม Mae Moh Festival (งานเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ) ครั้งที่ 21
ด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) ผ่านการดำเนินงาน อาทิ การจัดทำฐานข้อมูลเมือง (City Data Platform) บนเว็บไซต์ https://maemoh.3e.world/air-quality ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลคุณภาพอากาศ น้ำ พลังงาน พื้นที่สีเขียว ขยะ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งนำข้อมูลมาจัดทำแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการบริหารจัดการหมอกควันที่เกิดจากการเผาพืชผล
เหลือใช้ทางการเกษตร
โครงการขับเคลื่อนชุมชนสู่ความยั่งยืนด้วยคุณค่าร่วม
กฟผ. นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดำเนินโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การเพาะปลูก การปศุสัตว์ การประมง และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับโครงการโคก หนอง นา โมเดล ซึ่งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำ โดยมีการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มสร้างอาชีพ พึ่งพาตนเองพร้อมยกระดับชุมชนที่มีความเข้มแข็ง สู่การจดแจ้งเป็นกลุ่มกิจการเพื่อสังคมและวิสาหกิจเพื่อสังคม
ในปี 2568 มีการประเมินศักยภาพชุมชน พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการจัดตั้งและจดทะเบียนกลุ่มกิจการเพื่อสังคม จำนวน 11 แห่ง และวิสาหกิจเพื่อสังคม จำนวน 2 แห่ง

นอกจากนี้ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กฟผ. ทั้ง 10 แห่ง ยังมีการจัดอบรมหลักสูตรด้านกสิกรรมธรรมชาติและเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่เยาวชน ประชาชน ชุมชนและเครือข่ายรอบพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 2,899 คน และมีการขยายผลต่อยอดองค์ความรู้ในพื้นที่จริงของคนในชุมชนรอบ กฟผ. และพันธมิตร จำนวน 495 คน
ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.
กฟผ. มุ่งพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานที่สำคัญของประเทศ ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านพลังงานไฟฟ้าที่คำนึงถึงชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านนิทรรศการที่ทันสมัยและกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้แก่ผู้เข้าชม ทั้งเยาวชนและประชาชนทั่วไป อันนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้าใจด้านพลังงานอย่างรอบด้าน
และร่วมขับเคลื่อนการสร้าง “สังคมแห่งภูมิปัญญาด้านพลังงาน” อย่างยั่งยืน ปัจจุบัน มีศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. จำนวน 8 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่
- ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. เขื่อนศรีนครินทร์ (ราชานุรักษ์) จังหวัดกาญจนบุรี
- ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. จะนะ (พลังคิด) จังหวัดสงขลา
- ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก (พลังคิด ดี) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
- ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จังหวัดนนทบุรี
- ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา
- พิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา (เหมืองแม่เมาะ) เฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดลำปาง
- ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. แม่ออน จังหวัดเชียงใหม่
- ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ผาบ่อง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
โครงการ EGAT TOGETHER
โครงการ EGAT TOGETHER มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมจิตอาสาของพนักงาน กฟผ. โดยเปลี่ยนบทบาทพนักงานจาก “ผู้ร่วมกิจกรรม” เป็น “ผู้เริ่มกิจกรรม” ผ่านการใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญสร้างสรรค์กิจกรรมจิตอาสาที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ขององค์การ
กฟผ. เปิดโอกาสให้พนักงานรวมกลุ่มกันนำเสนอกิจกรรมจิตอาสาเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2568 มีกลุ่มที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 14 กลุ่ม ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรที่จำเป็นอื่น ๆ
รวมถึงมีการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ประเมินผล และสรุปการดำเนินโครงการ ตลอดจนจัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และกิจกรรมถอดบทเรียนเพื่อการพัฒนาต่อไป
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีพนักงาน กฟผ. เข้าร่วมโครงการกว่า 1,100 คน รวม 69 กลุ่ม กระจายตัวลงพื้นที่ทำกิจกรรมจิตอาสากว่า 22 จังหวัดทั่วประเทศ และต่างประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำแนกเป็นกิจกรรมพัฒนาชุมชนและสาธารณประโยชน์ 25 กลุ่ม กิจกรรมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5 กลุ่ม กิจกรรมส่งเสริมอาชีพ พัฒนาทักษะและความรู้ 7 กลุ่ม และกิจกรรมที่มีกลุ่ม
เป้าหมายหลักเป็นเยาวชน 32 กลุ่ม โดยมีตัวอย่างกิจกรรมในปี 2568 อาทิ
- กิจกรรม “โครงการส่งเสริมการประหยัดพลังงาน การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าในสถานศึกษา” โดยกลุ่มหมอกจาง ๆ หรือควัน ดำเนินการปรับปรุงระบบแสงสว่าง ให้ความรู้ และจัดทำสื่อการสอนเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานและการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ณ โรงเรียนบ้านเขาดิน อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี
- กิจกรรม “ตัดสานต่อสร้างรอยยิ้ม 3” โดยกลุ่ม Thunder Cut สอนตัดผมให้แก่นักเรียนระดับมัธยม โรงเรียนวัดสุขกร อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เพิ่มทักษะอาชีพและลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน
- กิจกรรม “อาคารเรียนปลอดภัย” โดยกลุ่มฮักน่านร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคน่าน ให้ความรู้ด้านไฟฟ้าเบื้องต้นและซ่อมแซมระบบไฟฟ้า ณ โรงเรียนน่านประชาอุทิศ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
- กิจกรรม “พี่ซ่อมน้องเล่น” โดยกลุ่มโยธาอาสา RPB ปรับปรุงสนามเด็กเล่น ซ่อมแซมระบบไฟฟ้า ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ณ โรงเรียนบางปรุ อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
- กิจกรรม “Upcycling คลองตำหรุ SmartCity: EGAT Together to Net Zero” โดยกลุ่มคิดไม่ออก เดี๋ยวบอกวันหลัง แปรรูปขวดพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าและสอนการคัดแยกขยะให้แก่ชุมชนเทศบาลตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี
- กิจกรรม “Clean Air, Bright Future: สร้างเครื่องฟอกอากาศเพื่ออนาคตที่สดใส” โดยกลุ่ม I SEE U สาธิตและสอนประกอบเครื่องฟอกอากาศ D.I.Y. จากอุปกรณ์ที่หาได้ตามท้องถิ่นให้แก่โรงเรียน
ในพื้นที่สำนักงานใหญ่ กฟผ. พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จำนวน 9 โรงเรียน
การบรรเทาสาธารณภัย
กฟผ. ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะภัยจากธรรมชาติ ที่ก่อให้เกิดอันตรายและความเสียหายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินแก่ประชาชน ดังนี้
- ส่งมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 21 จังหวัด ระหว่างเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2568 จำนวน 40,760 ชุด น้ำดื่ม 489,120 ขวด
- สนับสนุนผ้าห่มกันหนาวให้แก่ผู้ประสบภัยหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 จำนวน 15,000 ผืน
- ร่วมกับกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ยะลา และสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 พร้อมมอบ
ถุงยังชีพและน้ำดื่ม ตลอดจนประสานความร่วมมือกับมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา และภาคีเครือข่าย ดำเนินโครงการซ่อมแซมระบบไฟฟ้าแก่ผู้ประสบอุทกภัย โดยสนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ไฟฟ้า และบุคลากรลงพื้นที่ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าในอาคารและบ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 5 – 9 ธันวาคม 2568 - สนับสนุนสิ่งของอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ รวมถึงสนับสนุนระบบผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแก่หน่วยงานความมั่นคง เพื่อสนับสนุนภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน ในเหตุการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา
การประเมินผลโครงการพัฒนาชุมชน
ในปี 2568 กฟผ. มีการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนของโครงการพัฒนาชุมชนที่สำคัญ อาทิ โครงการชีววิถีเพื่อความยั่งยืนพื้นที่ชุมชนบ้านไร่ จังหวัดเพชรบูรณ์ โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนใกล้แนวสายส่ง กฟผ. บ้านโนนยาง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด การพัฒนาอาชีพชุมชนพื้นที่เขื่อนสิรินธรและเขื่อนปากมูล : โครงการเขื่อนสิรินธรโมเดล โดยสัดส่วนของโครงการพัฒนาชุมชนที่มี
ผลประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนมากกว่า 2 เท่า อยู่ที่ร้อยละ 66.67 ของโครงการที่ประเมินทั้งหมด
การดำเนินงานด้านชุมชน
| รายการ | ปี 2568 | ปี 2567 | ปี 2566 |
| ความครอบคลุมของพื้นที่ปฏิบัติการ (ร้อยละ) | 100 | 100 | 100 |
